Get Adobe Flash player

การปลูกกล้วยน้ำหว้า

PDFพิมพ์อีเมล


การปลูกกล้วยน้ำว้า


การปลูกกล้วยน้ำว้ากล้วยเป็นพืชเมืองร้อนชนิดหนึ่งถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพืชที่คนส่วนใหญ่รู้จักดีมากที่สุด เพราะสามารถใช้ทุกส่วนของต้น ผลสามารถใช้รับประทานผลสุกและประกอบอาหารได้มากชนิด รวมทั้งผลิตภัณฑ์สามารถส่งขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ถ้าหากมีการปรับปรุงคุณภาพให้ดีกว่าเดิม และมีการเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จะสามารถทำรายได้ให้ประเทศได้มาก กล้วยมีหลายชนิด ที่รู้จักกันดีและปลูกกันแพร่หลายในบ้านเรา ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่ายขึ้นได้ในที่ทั่วไป โดยเฉพาะอากาศร้อนชื้นและบริเวณที่มีดินฟ้าอากาศสม่ำเสมอจะสามารถเจริญเติบ โตติดต่อกันไป และตกเครือตลอดทั้งปี

กล้วยน้ำว้าเป็นพืชบ้านที่ทุกคนรู้จักดี ปลูกง่ายโตเร็ว.. ออกดอกผล ให้แล้วก็จากไปพร้อมกับทิ้งทายาทใหม่ ขยายพันธุ์มากมาย กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้ เป็นผัก เป็นอาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง ส่วนต่าง ๆ ของกล้วยใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น อาหารสัตว์ เป็นภาชนะ เป็นวัสดุอุปกรณ์ เป็นของเล่น และเป็นส่วนสำคัญในพิธีกรรมหลายอย่าง
ชื่อสามัญ Pisang Awak
ชื่อพ้อง กล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยใต้ กล้วยอ่อง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (ABB group) “Kluai Nam Wa”
แหล่งที่พบ พบได้ทุกภาคของไทย
ลักษณะทั่วไป กล้วย ทุกสถานะไม่ว่าดิบ ห่าม หรือสุก สามารถนำมาประกอบอาหาร ได้หลายรูปแบบ และรสชาติความอร่อยที่ไม่ซ้ำแบบกัน กล้วยน้ำว้าสุกงอม ครูดใช้เป็นอาหาร เริ่มต้นที่ดีสำหรับทารก เพราะย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง กล้วยดิบ และห่ามใช้แกงคั่ว ฉาบ ปิ้ง นึ่ง ทอด อบ กวน เชื่อม กล้วยสุกมักนำมาทำเป็นของหวาน เช่น กล้วย บวดชี กล้วยแขก กล้วยตาก ขนมกล้วย นอกจากนี้ส่วนที่เป็นดอก ของกล้วยที่เรียกว่า หัวปลี สามารถนำมาแกงเลียงใช้เป็นอาหารบำรุงน้ำนมสำหรับหญิงหลังคลอด ใส่ต้มข่า ต้ำยำ ยำหัวปลี ลวกและเผาจิ้มน้ำพริก และใช้เป็นเครื่องเคียง ผัดไทย ผัดหมี่ เต้าเจี้ยวหลน กะปิหลน ขนมจีนน้ำพริก ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้น

กล้วยน้ำว้าเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2-5 เมตร ชอบอากาศร้อนชื้นและอบอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะไม่สมควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่ำทำให้กล้วยแทงปลี(การออกดอก) ช้า ควรมีความชื้นสัมพัทธ์อย่างน้อย 60% ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 200-220 มม./เดือน ส่วนดินที่เหมาะสมควรเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ การระบายน้ำดี และหมุนเวียนอากาศดี มีความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.5-7 แต่ที่ดีควรอยู่ในระดับ 6 ซึ่งจะพบทั่วๆไป ในพื้นที่แถบเอเชีย แต่ถ้าพื้นที่นั้นมีอากาศร้อนยาวนาน แต่มีการชลประทานที่ดี คือ มีน้ำสม่ำเสมอจะสามารถปลูกกล้วยได้ดี และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ กล้วยน้ำว้าจะใช้ระยะเวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลาประมาณ1 ปี จำนวน 10 หวี/เครือ ตั้งแต่ปลูกจนถึงแทงปลีใช้ระยะเวลา 250-260 วัน แทงปลีถึงระยะเก็บเกี่ยว 110-120 วัน

ต้น ลำต้นสูงไม่เกิน 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีประดำบ้างเล็กน้อย
ใบ ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียว
ดอก ก้านช่อดอกไม่มีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้างป้อม ปลายป้าน ด้านนอกสีแดงอมม่วงมีนวลหนา ด้านในมีสีแดงเข้ม
ผล เครือ หนึ่งมีประมาณ 7 – 10 หวี หวีหนึ่ง มี 10 – 16 ผล ก้านผลยาว เปลือกหนา สุกมีสีเหลืองเนื้อสีขาว รสหวาน ไส้กลางมีสีเหลือง ชมพูหรือขาว ทำให้แบ่งออกเป็นกล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยน้ำว้าแดง และกล้วยน้ำว้าขาว

คุณค่าทางอาหารและยา
กล้วยน้ำว้าเมื่อเทียบกับกล้วยหอมและกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซีช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี มีเบต้าแคโรทีน ไนอาซีนและใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น กินกล้วยน้ำว้าสุก จะช่วยระบายท้องและสามารถรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็กเล็กได้ ช่วยลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยกินวันละ ๔-๖ ลูก แบ่งกินกี่ครั้ง ก็ได้ กินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก และผิวพรรณดี เห็นผลได้ใน ๑ สัปดาห์ กล้วยน้ำว้าดิบและห่ามมีสารแทนนิน เพคตินมีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษา อาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ โดยกินครั้งละครึ่งผล หรือ ๑ ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า มีผลในการรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย

การคัดเลือกพันธุ์ปลูก
กล้วยขนาดพันธุ์โดยใช้หน่อ หน่อมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่
1. หน่ออ่อน เป็นหน่อที่มีอายุน้อยมาก ยังไม่มีใบ
2. หน่อใบแคบ เป็นหน่อที่มีใบบ้าง แต่ใบเรียวเล็ก ชาวบ้านเรียกว่า หน่อดาบ
3. หน่อใบกว้าง เป็นหน่อที่มีใบบาง เป็นใบโตกว้างคล้ายใบจริงส่วนมากเป็นหน่อที่เกิดจากตาของเหง้าที่อยู่ใกล้ผิวดิน

หน่อที่ควรเลือกควรเป็นหน่อใบแคบที่เกิดชิดโคนต้นแม่ เลือกหน่อที่มีลักษณะอวบสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นต้นกล้วยที่แข็งแรงให้ผลผลิตที่ดีต่อไปข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็ คือ หน่อที่แข็งแรงควรจะมีเหง้าอยู่ใต้ดินรากลึก ส่วนหน่อที่โผล่ลอยอยู่บนผิวดินนั้นเป็นหน่อที่ไม่แข็งแรง ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรเลือกหน่อเหล่านี้

เมื่อเลือกหน่อ ที่ดีได้แล้ว ในการแยกหน่อออกจากต้นแม่ควรกระทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ช้ำ เวลาขุดหน่อไม่ควรโยกหน่อให้กระเทือน เมื่อขุดหน่อขึ้นมาแล้วใช้มีดตัดรากออกให้เกลี้ยง เพื่อให้รากใหม่แตกออก มาแทนรากเก่า ซึ่งจะทำให้แข็งแรงหน่อที่ได้ถ้ามีใบมากเกินไป หรือมีใบที่เสียหาย ก็ควรตัดแต่งเอาใบที่เสียหายหรือมากเกินไปออก บางครั้งถ้าหน่อสูงมากเกินไป ก็สามารถจะเฉือน ทอนลำต้นลงได้ แต่ควรกระทำก่อนแยกหน่อออกจากต้นแม่ หน่อที่แยกออกจากต้นแม่นี้ สามารถนำไปปลูกได้ทันที แต่ถ้ายังไม่พร้อมที่จะปลูก ควรนำมาไว้ในร่มและชื้นก่อน

เคล็ดลับในการปลูกกล้วยน้ำว้า

1. การปลูกกล้วยในฤดูฝนควรพูนดินกลบโคนต้นให้สูงไว้เพื่อป้องกันน้ำขัง ส่วนในการปลูกในฤดูอื่นๆ ไม่ควรพูนดินกลบโคนให้สูงนัก เพราะไม่ต้องการให้น้ำไหลออก
2. ถ้าต้องการให้กล้วยออกปลีไปทิศทางเดียวกันควรหันรอยแผลที่เกิดจากการแยก

ขั้นตอนการเตรียมดิน
1.ขุดหลุมกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
2. ระยะระหว่างหลุม 2.5 x 3 เมตร , 2.5 x 2.5 เมตร จำนวนต้นเฉลี่ย 200 ต้น/ไร่ , 250 ต้น/ไร่
3. นำดินบนวางข้างหลุมด้านหนึ่ง ส่วนดินล่างวางข้างหลุมอีกข้างหนึ่ง
4. ผสมดินปุ๋ยคอกจำนวน 5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อคฟอสเฟส จำนวน 50 กรัม เข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม

วิธีการปลูก
1. ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
2. ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 ซม.
3. ผสมดินปุ๋ยคอกเล็กน้อย วางหน่อกล้วยลงในหลุม
4. กลบดินที่เหลือลงในหลุม
5. กดดินบริเวณโคนหน่อกล้วยให้แน่น
6. ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมโยก
7. หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่นฟางข้าว หญ้าแห้ง
8. รดน้ำให้ชุ่ม

การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยมีผลต่อการเจริญเติบโตของกล้วยมาก กล่าวคือจะช่วยให้ลำต้นอวบแข็งแรง
ตกเครือเร็วและได้ผลโต การเจริญเติบโตของกล้วยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่ต้นกล้วยตั้งตัวหลังการปลูก ระยะนี้เป็นเวลาที่ต้นกล้วยต้องการ
อาหารมากเครือหนึ่ง ๆ จะมีกล้วยกี่ผลนั้น อยู่ที่ความสมบูรณ์ของดินระยะนี้
ระยะที่ 2 อยู่ในระหว่างหลังตั้งตัวได้จนถึงก่อนตกเครือเล็กน้อย ระยะนี้กล้วยไม่ใช้อาหาร
มากอาหารต่าง ๆ จะถูกใช้โดยหน่อที่แตกขึ้นมา
ระยะที่ 3 เป็นระยะที่แก่ เป็นที่ระยะที่กล้วยต้องการมากเหมือนกัน เพื่อนำไปบำรุงผล
ให้โตขึ้น
ต้นกล้วยต้องมีอาหารสำรองอยู่มาก ๆ จึงจะสามารถให้กล้วยเครือโต ๆ ได้จากระยะการเจริญเติบโตดังกล่าว ปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก็ได้หรืออาจจะใช้ปุ๋ยเคมีชนิดที่ใช้ กับไม้ผลทั่วไป เช่น สูตร 15 – 15- 15, 13 – 13 -21 ฯลฯ โดยใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่ 4 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 ใส่หลังปลูก 1 สัปดาห์
ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากครั้งที่ 1 ประมาณ 3 เดือน
ครั้งที่ 3 ใส่หลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน
ครั้งที่ 4 ใส่หลังจากครั้งที่ 3 ประมาณ 3 เดือน

การให้น้ำ
กล้วยเป็นพืชที่มีใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำ ต้องการน้ำตลอดปีมากกว่าพืชอื่น โดยเฉพาะในฤดูแล้งซึ่งขาดน้ำ และเนื่องจากรากที่ใช้หาอาหารส่วนใหญ่แผ่กระจายอยู่ใกล้กับผิวหน้าดิน จึงไม่ควรปล่อยให้ผิวหน้าดินแห้งเป็นอันขาด ถ้าผิวหน้าดินแห้งแล้วจะทำให้ผลผลิตตกต่ำลงอย่างมากมาย
ในบ้านเราส่วนมากดินมีความชุ่มชื้นสูงอยู่แล้ว จึงมักไม่ค่อยมีปัญหาโดยเฉพาะบางแห่งนิยมปลูกกล้วยแบบยกร่อง แล้วปล่อยน้ำไปตามร่องระหว่างแถวปลูก ซึ่งนอกจากจะทำให้น้ำซึมผ่านผิวดินลงไปถึงดินล่างแล้วยังทำให้บริเวณรอบ ๆ ต้นเย็นและชุ่มชื้นอีกด้วย

การตัดแต่งหน่อ
การตัดแต่งหน่อ หลังจากปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน จะมีหน่อขึ้นมารอบๆ โคน ให้ตัดไปเรื่อยจนกว่าจะเริ่มออกปลี จากนั้นก็ให้ไว้สัก 1 – 2 หน่อ โดยหน่อที่ 1 และ ที่ 2 ควรมีอายุห่างกันประมาณ 4 เดือน เพื่อให้ผลกล้วยมีความอุดมสมบูรณ์ โดยเลือกหน่อที่อยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม
การตัดแต่งใบ ควรทำการตัดแต่งช่วงที่ต้นเริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยว โดยเลือกใบแก่และใบที่เป็นโรคออก ตัดให้เหลือประมาณ 7 – 12 ใบ เพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นช่วงออกปลี เพื่อใช้ใบปรุงอาหาร และเพิ่มความเจริญ เติบโตของผลกล้วย

การให้ผล
โดยทั่วไปแล้วกล้วยมกจะออกปลีเมื่ออายุราว 8 เดือนถึง 1 ปี นับตั้งแต่วันปลูก กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ต่างก็ออกปลีในระยะใกล้เคียงกันเมื่อหน่อที่ใช้ปลูกมีขนาดเท่าๆ กัน โดยกล้วยไข่มักจะออกเครือก่อน ตามด้วยกล้วยน้ำว้า และกล้วยหอมออกล่าที่สุดก่อนที่กล้วยจะแทงปลี จะสังเกตเห็นว่า กล้วยจะแทงใบที่มีลักษณะต่างกับใบปกติของกล้วย คือมีขนาดเล็กกว่า และมักจะชี้ตรงขึ้นท้องฟ้า เราเรียกกันว่า “ใบธง” เพื่อเป็นสัญญาณว่า กล้วยจะออกปลี ซึ่งปลีจะโผล่พ้นตายอด แล้วจะเริ่มทยอยบานเห็นดอกกล้วย (หวีกล้วย) ไล่เวียนลงมา ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นหวีกล้วยต่อไปในที่สุดปลีจะบานถึงดอกกล้วยหรือหวี กล้วย ซึ่งมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์อยู่ส่วนปลายของปลี ซึ่งเราเรียกว่า “หวีตีนเต่า” ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณ 10 – 17 วัน หลังจากตกปลี เมื่อถึงระยะนี้แล้ว ควรที่จะตัดปลีออก เพื่อให้ความเจริญเติบโตแก่หวีกล้วยได้อย่างเต็มที่ และจนถึงระยะที่จะตัดไป ใช้บริโภคหรือส่งจำหน่ายได้กล้วยเครือหนึ่งๆ จะมีหวีสมบูรณ์ประมาณ 4 – 6 หวี หวีละ 10 – 16 ผล เฉลี่ยแล้ว ในเครือหนึ่งมี 70 ผล ดังนั้นในเนื้อที่ 1 ไร่ ถ้าปลูก 64 ต้น จะได้กล้วยปะมาณ 4,380 ผล

การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปลูกกล้วยมาก โดยเฉพาะพืชใบแคบจะแย่งอาหารเก่ง ทำให้กล้วยได้รับอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตจะไม่ดี แต่ในการกำจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ไม่สมควรกระทำเพราะรากกล้วยมีระบบการแผ่กระจายอยู่ใกล้กับผิวดินมาก จึงควรเลี่ยงมาใช้การถากหรือถางวัชพืชจะดีกว่า ในการปลูกกล้วยเป็นส่วนใหญ่หากมีการปลูกพืชแซมในระหว่างแถว หรือพืชคลุมดินตระกูลถั่วเช่น ถั่วเขียว เป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวกล้วยแล้ว นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช ยังเป็นการบำรุงดินอีกทางหนึ่งด้วย

การตัดแต่งหน่อกล้วย
เมื่อปลูกกล้วยได้ประมาณ 5 – 6 เดือน หน่อใหม่จะเกิดขึ้นมาก่อนหน้าที่กล้วยจะตกเครือเล็กน้อยควรเลือกไว้เพียง 2 หน่อแรกก็พอ เพื่อแทนต้นแม่เดิม หน่อที่เลือกควรอยู่ตรงข้ามกันของลำต้นเดิมหน่อพวกนี้มีรากลึกและแข็งแรง ถือว่าดีที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดมาทีหลังเรียกว่า “หน่อตาม” ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นมาจะทำให้กล้วยเครือเล็กลงจึงควรทำลายเสีย

การทำลายหน่อกล้วย
สามารถ กระทำได้โดยใช้มีดคว้านลำไส้ตรงกลางต้นออกแล้วหยอดน้ำมันก๊าดประมาณครึ่ง ช้อนชาลงไปจะทำลายหน่อนั้นได้ แต่หน่อที่เล็กมากยังไม่มีใบ ปุ่มเจริญยังอยู่ใต้ดิน น้ำมันก๊าดลงไปไม่ถึงอาจทำลายไม่หมด หรืออาจใช้วิธีขุดหน่อออก ซึ่งควรกระทำเฉพาะตอนที่กล้วยยังไม่ตกเครือเท่านั้นเพราะถ้ากล้วยตกเครือ แล้วจะทำให้กล้วย “งัน” ผลกล้วยจะเล็กลงได้นอกจากการดูแลรักษาต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งเอาใบกล้วยที่แห้งเหลืองหรือเป็นโรคออกให้หมด เว้นไว้ต้นละไม่น้อยกว่า 7 – 8 ใบ และเมื่อเครือจวนแก่เก็บไว้เพียง 4 – 5 ใบ ก็พอ

การค้ำกล้วย

เครือกล้วยที่หนักอาจดึงลำต้นให้โค้งงอจนถึงขั้นเป็นอันตรายแก่ลำต้น อาจถูกลมพัดทำให้เครือและ
ก้าน เครือหักได้ ด้วยเหตุนี้จึงควรค้ำก้านเครือด้วยไม้เนื้ออ่อนที่เป็นง่ามในสวนขนาดใหญ่ควร มีไม้ค้ำจำนวนมากเตรียมไว้ให้พร้อม และถ้าหากมีการปลูกไม้เป็นแนวกันลมไว้ก่อน จะตัดกิ่งมาทำเป็นไม้ค้ำก็ได้

โรคกล้วย นอกจากแมลงซึ่งเป็นศัตรูแล้ว กล้วยยังอาจเป็นโรคต่างๆ อีกด้วย เช่น
1. โรคตายพราย เกิด จากเชื้อรา มักจะเป็นกล้วยที่มีอายุ 4 – 5 เดือนขึ้นไปโดยจะเห็นทางสีเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ก่อน ต่อมาปลายใบหรือขอบใบจะเริ่มเหลืองและขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเหลืองทั่วใบ ใบอ่อนจะมีอาการเหลืองไหม้ หรือตายนิ่งและบิดเป็นคลื่น ใบกล้วยจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดจะเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่ในระยะแรกต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ติดเครือจะเหี่ยว ผลลีบเล็กไม่สม่ำเสมอ หรือแก่ก่อนกำหนด เนื้อฟ่ามชืด บางกรณีใบกล้วยจะหักพับที่โคนใบโดยไม่แสดงอาการใบเหลือง หรือเหลืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าตัดลำตันตามขวางจะพบเนื้อในของกาบใบบางส่วนเป็นสีน้ำตาลแดงและอาจมีเส้น ใยของเชื้อราให้เห็นบ้าง

การป้องกันและกำจัด
1. โรคนี้เป็นมากกับกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง ควรปลูกกล้วยไข่หรือกล้วยหักมุกแทน
2. ในพื้นที่ปลูกอย่าให้มีน้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้กล้วยเจริญได้ไม่เต็มที่ ทำให้อ่อนแอเป็นโรคง่ายโดยเฉพาะดินที่เป็นกรด จะต้องใช้ปูนขาวปรับสภาพดินให้เป็นกลางเสียก่อน
3. ตัดทำลายต้นที่มีเป็นโรคด้วยการเผาทิ้ง
4. ใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุฟอสเฟตและโปแตสเซียมสูง และไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุไนโตรเจนมาก
5. คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้ หรืออย่างน้อยจากกอที่ไม่เป็นโรค

2.โรคเหี่ยวของกล้วย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะพบอาการเหี่ยวบนใบอ่อนๆของกล้วย และมีอาการหักตรงก้านใบ อาการเหี่ยวจะระบาดอย่างรวดเร็ว หน่อกล้วยที่กำลังจะแตกยอดมีสีดำ ยอดปลีแคระแกร็นและจะตายในที่สุด แสดงอาการคล้ายโรคตายพราย แต่เมื่อตัดดูลักษณะภายในลำต้นจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลแดง พบบริเวณไส้กลางต้นและจะขยายไปยังกาบ ก้านใบและไปยังเครือกล้วย ผล หน่อ ตากล้วยจะเหลืองและตายไปในที่สุด ภายในจะพบว่าเนื้อเยื่อเน่าตายเป็นช่องว่าง เมื่อตัดกล้วยอ่อนที่เป็นโรคแช่ในน้ำ โรคกล้วยนอกจากแมลงซึ่งเป็นศัตรูแล้ว กล้วยยังอาจเป็นโรคต่างๆ อีกด้วย เช่น
โรคตายพราย เกิดจากเชื้อรา มักจะเป็นกล้วยที่มีอายุ 4 – 5 เดือนขึ้นไป โดยจะเห็นทางสีเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ก่อน ต่อมาปลายใบหรือขอบใบจะเริ่มเหลืองและขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเหลืองทั่วใบ ใบอ่อนจะมีอาการเหลืองไหม้ หรือตายนิ่งและบิดเป็นคลื่น ใบกล้วยจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดจะเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่

ในระยะแรกต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ติดเครือจะเหี่ยว ผลลีบเล็กไม่สม่ำเสมอ หรือแก่ก่อนกำหนด เนื้อฟ่ามชืด บางกรณีใบกล้วยจะหักพับที่โคนใบโดยไม่แสดงอาการใบเหลืองหรือเหลืองเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น ถ้าตัดลำตันตามขวางจะพบเนื้อในของกาบใบบางส่วนเป็นสีน้ำตาลแดง และอาจมีเส้นใยของเชื้อราให้เห็นบ้าง

การป้องกันและกำจัด
1.โรคนี้เป็นมากกับกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง ควรปลูกกล้วยไข่หรือกล้วยหักมุกแทน
2. ในพื้นที่ปลูกอย่าให้มีน้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้กล้วยเจริญได้ไม่เต็มที่ ทำให้อ่อนแอเป็นโรคง่ายโดยเฉพาะดินที่เป็นกรด จะต้องใช้ปูนขาวปรับสภาพดินให้เป็นกลางเสียก่อน
3. ตัดทำลายต้นที่มีเป็นโรคด้วยการเผาทิ้ง
4.ใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุฟอสเฟตและโปแตสเซียมสูง และไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุไนโตรเจนมาก
5. คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้ หรืออย่างน้อยจากกอที่ไม่เป็นโรค

3.โรคใบจุดของกล้วย เกิดจากเชื้อราหลายชนิด แต่ละชนิดอาการบนใบแตกต่างกันดังนี้
3.1 ลักษณะอาการเป็นขีดสีน้ำตาลแดงสั้นๆ ขนานไปกับเส้นใบ บางครั้งจะกระจายไปทั่วทั้งใบและขยายไปทางกว้าง ทำให้เกิดอาการใบจุดและผลลามติดต่อกันทำให้เกิดอาการใบไหม้ โดยมากเกิดจากริมใบเข้าไป แผลมีสีน้ำตาลอ่อน ขอบผลมีสีน้ำตาลเข้ม พบทุกระยะการเจริญเติบโต โดยมากเป็นกับกล้วยน้ำว้าทำให้จำนวนหวีน้อยลง ขนาดผลเล็กลง
การป้องกันและกำจัด ตัดใบกล้วยที่เป็นโรคนำไปเผาไฟทิ้งและฉีดพ่นด้วยสารเคมี ค็อปเปอร์ อ็อกซีคลอไรด์ ผสมสารจับใบฉีดพ่น 2 – 3 ครั้งต่อเดือนหรือใช้สารเคมีแมนโคเซบหรือเบนโมมิลผสมไวท์ออยย์ ฉีดพ่น
3.2 ลักษณะอาการใบจุดรูปไข่สีน้ำตาล มักเกิดกับกล้วยไข่ บนใบจะเห็นแผลมีลักษณะรูปไข่สีน้ำตาลอ่อนปนเทา ถัดเข้ามาเส้นวงสีน้ำตาลเข้ม และมีวงสีเหลืองล้อมรอบแผลอีกชั้นหนึ่ง การแผ่ขยายของแผลจะเป็นไปตามความยาวของเส้นใบ การป้องกันและกำจัด ตัดใบที่เป็นโรคออกจากแปลงแล้วทำลายทิ้งและฉีดพ่นด้วยสารเคมีแมนโคเซบ หรือแคบแทน
3.3 ลักษณะอาการใบจุดกลมรี ทั้งขนาดเล็ก – ใหญ่ แผลสีน้ำตาล ขอบแผล มีสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบด้วยบริเวณสีเหลือ ตรงกลางแผลมีส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราสีดำ เกิดเรียงเป็นวง มักเป็นกับกล้วยน้ำว้า

การป้องกันและกำจัด
ให้ตัดใบกล้วยที่เหี่ยวแห้งคาต้นไปเผาไฟทิ้งและฉีดพ่นด้วยสารเคมี แมนโคเชบ

4. โรคยอดม้วน เกิดจากเชื้อไวรัส พาหนะนำเชื้อคือ เพลี้ย เชื้อโรคจะแพร่กระจายติดไปกับหน่อหรือส่วนขยายพันธุ์ต่างๆ อาการที่พบ คือในระยะแรกๆ จะปรากฏรอยขีดสีเขียว และจุดเล็กๆ ตามเส้นใบและก้านใบ ใบถัดๆ ไปจะมีขนาดเล็กลงสีเหลือง ใบม้วนที่ปลาย เมื่อ โรคนี้ระบาดมากขึ้นต้นกล้วยจะแคระแกร็น ใบขึ้นร่วมกันเป็นกระจุกดอกและปลีของต้นที่เป็นโรคเจริญเติบโตอย่างช้าๆ เมื่อเกือบจะโผล่จะพองโตขึ้น บางคราวเมื่อโผล่ออกมาที่ยอด ทำให้ยอดปริ เครือเล็กจะใช้ประโยชน์ไม่ได้ถ้าต้นกล้วยเป็นโรคทุกๆหน่อที่เกิดมาก็จะเป็น โรคด้วย

การป้องกันและกำจัด ทำลายส่วนต่างๆ ของต้นที่เป็นโรค หรือกอที่สงสัยจะเป็นโรค โดยสังเกตจากอาการดังกล่าวข้างต้น

แมลงศัตรูกล้วย แมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ด้วงงวงไชเหง้า ด้วงชนิดนี้ในระยะที่เป็นหนอนทำความเสียแก่ต้นกล้วยมากที่สุดตัวแก่จะทำความ เสียหายเหมือนกันแต่น้อยกว่าตัวหนอนจะเจาะกินไชชอนอยู่ภายในเหง้ากล้วยซึ่ง โดยมากกินอยู่ใต้ระดับดินโคนกล้วยซึ่งไม่สามารถมองเห็นการทำลายหรือร่องรอย ได้ชัด การทำลายของหนอนทำให้ระบบส่งน้ำและอาหารจากพื้นดินขึ้นไปเลี้ยงลำต้นขาดตอน ชะงักไปเมื่อเป็นมากๆหรือแม้มีหนอนเพียง 5 ตัวในเหง้าหนึ่งๆเท่านั้น เหง้าจะถูกไชชอนลำต้นจะเน่าเหม็นลมตายไปในที่สุด ด้วงชนิดนี้มีพบทำลายกล้วยทุกระยะตั้งแต่หน่อไปจนถึงต้นแก่ภายหลังตัดเครือ แล้ว ตัวหนอนเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเข้าเป็นดักแด้จนเป็นตัวแก่จะออกมาอยู่นอก เหง้าแถวโคนต้นในระดับชิดถึงดินหรือต่ำกว่าเล็กน้อย หรือรอผสมพันธุ์กันต่อไป

การป้องกันและกำจัด ทำความสะอาดสวนอย่าปล่อยให้รกรุงรังโดยเฉพาะเศษชิ้นส่วนของลำต้นกล้วย กาบกล้วย ซึ่งเน่าเปื่อยชื่นแฉะแถว โคนต้น เป็นที่วางไข่ของตัวเมียหรืออาจใช้วิธีตัดต้นกล้วยเป็นท่อนๆ วางสุมเป็นจุดๆ ในสวนเพื่อล่อให้แมลงมาวางไข่ประมาณ 7 วันต่อครั้ง ให้เปิดตรวจดูในเวลากลางวัน ถ้าพบตัวอ่อนหรือตัวแก่ให้ทำลายโดยการใช้สารฆ่าแมลง เช่น เฮ็พตาคลอร์ ผสมตามสูตรที่ระบุในฉลากยาราดส่วนโคนต้นและบริเวณดินรอบโคนต้น สำหรับหน่อพันธุ์ควรเลือกหน่อที่แข็งแรงไม่มีโรคแมลงติดอยู่และแช่ในน้ำยาดี ลดริน 25% ในอัตราส่วนผสมคือ น้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำ 50 ส่วน แล้วแช่หน่อพันธุ์ทิ้งไว้ 1 คืนก่อนนำไปลูก

ด้วงงวงไชต้น ด้วงงวงไชกาบกล้วย ด้วงชนิดนี้เป็นศัตรูร้ายแรงพอ ๆ กับด้วงงวงไชเหง้า ตัวหนอนจะไชทำลายต้นที่อยู่เหนือผิวดิน ขึ้นไปประมาณกลางต้น โดยไชต้นเป็นรูแล้วชอนเข้าไปถึงไส้กลางต้น มองเห็นข้างนอกเป็นรอยรอบต้นพรุนไปทั่วมักชอบทำลายต้นกล้วยที่โตแล้ว หรือใกล้จะออกปลี หรือกำลังตกเครืออยู่จะทำให้เครือหักพับกลางต้นหรือเหี่ยวเฉายืนตาย
การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับด้วงงวงไชเหง้า

หนอนม้วนใบ เป็นศัตรูสำคัญรองจากด้วง 2 ชนิดดั้งกล่าวแล้ว โดยตัวหนอนจะกัดกินใบจากริมแหว่งเข้าเป็นทางยาวและม้วนตัวอยู่จนกระทั่งเข้า ดักแด้และมีแป้งขาวๆหุ้มตัวด้วยถ้าถูกหนอนทำลายมากๆจะทำให้ขาดวิ่นใช้ ประโยชน์ไม่ได้
การป้องกันและกำจัด จับตัวหนอนมาทำลายทิ้ง หรือโดยการใช้สารเคมีป้องกัน กำจัดแมลงจำพวกเมทธิลพาไธออน เช่น พาราเทล ที.เอ็น.พอส พาราท้อปฯลฯ โดยใช้ตามอัตราส่วนที่แจ้งในฉลากยา และควรผสมสารจับใบลงไปด้วย

ตั้กแตนผี
ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ ชอบกัดกินใบ
การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับหนอนม้วนใบ

หนอนกระทู้
ชอบ กัดกินใบตองอ่อนที่ยังไม่คลี่ หรือคลี่แล้วใหม่ๆ โดยจะกัดเป็นรอยแหว่งไปตามขอบใบเป็นทาง รอยกัดแทะตรงกลางใบที่ทะลุเป็นรูปกลมๆโดยตามขนาดและวัยของหนอนใบกล้วยที่ออก ใหม่หรือหน่อกล้วยโคนต้นหรือหน่อที่นำมาปลูกพอใบแตกใหม่มักจะมีหนอนกระทู้ ตัวเล็กๆ เข้าแทะใต้ผิว เมื่อตัวหนอนโตแล้วก็สามารถกินได้ทั้งบนใบและใต้ใบ
การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับหนอนม้วนใบ

หนอนร่าน
มีพิษตามตัว ถูกเข้าจะคัน กัดกินใบขณะที่กำลังจะกลายจากสีตองอ่อน เป็นสีเขียวแก่ คือ มีสีจัดขึ้น นอกจากกินใบกล้วยแล้ว ยังพบว่ากินใบมะพร้าวด้วย
การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับหนอนม้วนใบ

มวนร่างแห
ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบกล้วย ใบตองตองที่มวนพวกนี้อาศัยอยู่สีจะไม่เขียวสด คือจะค่อยๆ เหี่ยวเหลืองซีดทั่วๆ และที่สุดก็จะแห้งเป็นแห่งๆ ไป ถ้าตรวจดูด้านใต้ใบจะเห็นเป็นจุดดำๆ ทั่วๆ ไปนั่นคือมูลของมวนที่ถ่ายออกมาติดอยู่ และมีคราบของตัวอ่อนลอกทิ้งไว้
การป้องกันและการกำจัด เช่นเดียวกับด้วงงวงไชกาบกล้วย

ด้วงเต่าแดง ตัวแก่ชอบกัดกินใบตองยอดอ่อนที่ยังม้วนกลมอยู่ ยังไม่คลี่ออกหรือคลี่ออกแล้วใหม่ๆ ยังไม่เขียว ทำให้ใบมีมีรอยตำหนิเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆทะลุบ้างไม่ทะลุบ้างทั่วทั้งใบ เห็นได้ชัดเมื่อคลี่ออกตอนเขียวจัดแล้ว
การป้องกันและกำจัด รักษาความสะอาดของสวนกล้วยอย่าให้เป็นที่อาศัยของแมลงได้ และอาจใช้เฮ็พตาคลอร์ผสมน้ำตามอัตราส่วนที่แจ้งไว้ในฉลากพ่นที่ยอดกล้วยหรือ ตามใบตองอ่อนให้ทั่ว

หนอนปลวก จะกัดแทะใบหรือเส้นใยออกมาทำปลอกหุ้มตัว ตัวเล็กจะพบกัดกินใบตอง โดยมีปลอกหุ้มตัวชี้ไปทางข้างหลัง พอโตขึ้นก็จะเปลือกใหญ่ขึ้นมักเกาะห้อยท้ายปลอกลง ชอบกัดกินอยู่ใต้ใบ
การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับด้วงเต่าแดง

แมลงวันผลไม้ บางแห่งเรียก “แมลงวันทอง” เป็นแมลงศัตรูผลไม้ที่มีความสำคัญในการผลิตผลไม้เป็นสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เพราะจะทำความเสียหายแก่ผลไม้ที่เริ่มสุก โดยตัวเมียชอบวางไข่ที่ผลกล้วยที่ใกล้สุกหรือมีรอยแผล หนอนที่ออกจากไข่จะชอนไชเนื้อกล้วย ให้เกิดความเสียหายเน่าเหม็นช่วงเวลาที่ระบาดมากได้แก่ราวๆ เดือน เมษายน – มิถุนายน ของทุกปี
การป้องกันและการกำจัด ใช้เหยื่อพิษ ซึ่งเป็นสารเคมีประกอบด้วย สารเคมีที่มีชื่อทางการค้าว่า “นาสิมาน” จำนวน 200 ซีซี. ผสมกับมาลาไธออน 83% จำนวน 70 ซีซี.และน้ำ 5 ลิตร อาจผสมสารจับเล็กน้อยฉีดพ่นในช่วงเช้า ด้านที่มีร่มเงาและฉีดพ่นที่ใบแก่ ห้ามพ่นฉีดที่ใบอ่อน ให้ฉีดพ่นต้นละ 50 – 100 ซีซี.

การเก็บเกี่ยว

ระยะการเก็บเกี่ยวของกล้วยน้ำว้า จะประมาณไม่เกิน 100 วัน หลังจากปลีโผล่พ้นยอดออกมาหรืออาจสังเกตจากผลกล้วยโดยส่วนรวมของเครือว่าลัก ณะค่อนข้างกลมถึงกลมเหลี่ยมซึ่งแสดงว่าผลกล้วยโตเต็มที่แล้ว เมื่อลงมือเก็บเกี่ยว งานชั้นแรก คือ ควรเก็บไม้ค้ำเครือกล้วยที่ใช้ค้ำอยู่ออกให้หมด การตัดเครือกล้วยลงมาต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้หวีกล้วยชอกช้ำเพราะจะทำให้เกิดรอย เมื่อกล้วยสุก ในกรณีที่ต้นกล้วยสูงอาจจะใช้วิธีฟันลำกล้วยให้ลึกพอที่ลำต้นกล้วยจะค่อย เอียงโน้มทิศทางของผู้รับ หากคนเดียวไม่สะดวกก็ควรใช้ 2 คน เพื่อให้ได้เครือที่สมบูรณ์ไม่มีรอยช้ำ เมื่อตัดเครือกล้วยลงมาได้แล้ว ให้รีบนำเครือตั้งปลายเครือขึ้นข้างบน ให้รอยตัดอยู่ข้างล่างเพื่อมิให็ยางกล้วยไหลย้อนลงเปรอะเปื้อนหวีกัดหวี กล้วยเสียเป็นตำหนิได้ จกนั้นก็ลำเลียงด้วยความระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระเทือนหรือเปรอะเปื้อนน้ำยาง

การบ่มกล้วย
ตามธรรมชาติกล้วยที่จะขายให้ผู้บริโภคภายในประเทศนั้น เราจะเก็บเกี่ยวเมื่อกล้วยแก่เต็มที่ ดังนั้นหลังจากเก็บมาไว้ในอุณหภูมิห้องหือสภาพอากาศปกติ กล้วยจะเริ่มสุกเปลี่ยนสีในเวลาประมาณ 4 – 7 ซึ่งถ้าหากจะต้องการให้สุกเร็วกว่านี้ และสุกสม่ำเสมอทั่วถึงกัน ก็จะใช้การบ่มกล้วยซึ่งจะสุกเร็วขึ้นใช้เวลาประมาณ 2 วัน โดยใช้สารเคมีที่ชื่อว่า แคลเซียมคาร์ไบต์ หรือที่ชาวบ้าน เรียกว่า “ถ่านก๊าซ” ทุบเป็นก้อนเล็กๆ ห่อด้วยใบตองหรือกระดาษ ซุกไว้ในภาชนะที่บรรจุกล้วยไว้แล้วปิดให้มิด ตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง เมื่อก๊าซได้รับความชื้นจากผลกล้วย จะปล่อยก๊าซ อะเซททีลีน ออกมา มีผลเร่งให้กล้วยสุกไวและสุกสม่ำเสมอขึ้น

ประโยชน์กล้วย

ประโยชน์ของกล้วยมีมากมายโดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าใช้ประโยชน์ได้ดีเกือบทุกส่วน กล้วยสุกส่วนนอกจากใช้รับประทานเป็นผลไม้โดยตรงแล้วยังสามารถทำแห้ง ทำของหวานกลั่นเป็นสุรา หรือเครื่องดื่ม และทำน้ำส้ม สายชูได้ กล้วยเกือบทุกชนิดมีคุณค่าใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเกี่ยวกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ ในปริมาณเท่า ๆ กันแล้ว กล้วยจะมีคุณค่าอาหารสูงกว่า

ผลกล้วย ใช้นำมารับประทานได้
ผลกล้วยดิบ
1. นำมาทำขนม แปรรูปและถนอมอาหารได้ดังนี้ กล้วยฉาบเค็ม – หวาน กล้วยคืนรูป กล้วยอบเนย กล้วยรังนก ฯลฯ
2. ผลดิบนำมาประกอบอาหารได้ เช่น แกงเผ็ดหมูย่างกับกล้วยดิบ ตำกล้วย ฯลฯ

ผลกล้วยสุก นำมาทำขนมและแปรรูปถนอมอาหารได้ เช่น กล้วยกวน กล้วยลอยแก้ว กล้วยแขก กล้วยตาก กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยทอดชุบ น้ำแข็ง กล้วยห่มผ้า ข้าวต้มใส่กล้วย ขนมกล้วย ซอสพริกผสมกล้วย ข้าวเม่าทอด แยมกล้วย น้ำกล้วยปั่น กล้วยแผ่น ขนมเบื้องกล้วย กล้วยทับ กล้วยปิ้ง ฯลฯ

ใบกล้วย ใช้ประโยชน์ดังนี้
ใบกล้วยสด
1.ใช้ห่อของ
2.ทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น กระทง บายศรี ฯลฯ
3.ใช้เป็นเครื่องรองเตารีดเพื่อลดความร้อนใบกล้วยแห้งมีขี้ผึ้ง นำมาขัดพื้นกระดานทำให้พื้นลื่นเป็นมัน มวนบุหรี่ ห่อหุ้มกิ่งก้าน ห่อหุ้มผลไม้บางชนิดเพื่อบ่มผิว และป้องกันแมลงได้ดี

กาบกล้วย ใช้ประโยชน์ดังนี้
กาบกล้วยแห้ง ทำเป็นเชือก นำมาใช้สานเป็นกระเป๋าถือสตรี ประดิษฐ์ของใช้
กาบกล้วยสด
1. คลุมดินเพื่อรักษาความชื้น
2. แกะสลัก เรียกว่าแทงหยวก เป็นลายกนกเพื่อตกแต่งประดับพิธีต่าง ๆ
3. ทำกระทงไว้ลอยกระทง
4. ทำเป็นของเล่นเด็ก เช่น ม้าก้านกล้วย

หัวปลี ใช้ประกอบอาหาร เช่น ต้มยำปลาช่อนกับหัวปลี ห่อหมกไก่ใส่หัวปลี ยำหัวปลี ต้มข่าไก่กับหัวปลี

หยวกกล้วย
1.ใช้ประกอบอาหารได้ เช่น แกงส้มหยวกกล้วย ฯลฯ
2.ใช้เป็นอาหารสัตว์
3. ต้นกล้วย ใช้ทำแพ, ใช้ในงานมงคลคู่กับต้นอ้อย เช่น ยกเสาเอก
ยางกล้วย ใช้เป็นสีย้อมด้ายทอผ้าให้มีสีน้ำตาล ไม่ตก ไม่ลอก ทนทาน

ตัวอย่างอาหารที่ทำจากกล้วย

ยำหัวปลี
เครื่องปรุง
หัวปลีเผา 2 หัว กระเทียมซอยแล้วเจียว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำพริกเผา 3 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
กุ้งสดแกะแล้วนึ่ง 1 ถ้วย หัวกะทิตั้งไฟพอเดือด 1/4 ถ้วย
เนื้อหมูหั่นแล้วนึ่ง 1 ถ้วย มะนาว 5 ผล
ไก่ฉีกใช้เฉพาะเนื้อหน้าอก ½ ถ้วย น้ำตาลปีบ 2 ช้อนโต๊ะ
หัวหอมซอยแล้วเจียว 2 ช้อนโต๊ะ พริกแดงหั่นฝอย 2 เม็ด
พริกขี้หนูตำ 7 เม็ด (ถ้าชอบเผ็ด)
วิธีทำ
เอาหัวปลีที่เผาไฟมาลอกเปลือกออก เหลือส่วนที่อ่อน ๆ ตัด 2 ท่อนหั่นตามยาวเป็นชิ้น ๆใส่ถ้วยหรือจานใส่เนื้อกุ้ง เนื้อหมูตันและเนื้อไก่ ปรุงรสด้วยน้ำพริกเผาน้ำมะนาว น้ำตาล น้ำปลา ซึ่งผสมเข้ากันดีแล้วคลุกให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยกระเทียมเจียว หอมเจียว พริกแดง ผักชี
หมายเหตุ
น้ำพริกเผาที่ใช้คลุกกับยำหัวปลี ทำดังนี้ ใช้พริก 5 เม็ด หัวหอม 3 หัว กระเทียม 5 กลีบ กะปิ 1 ช้อนชา ทั้ง 4 อย่าง นำไปเผาไฟ แล้วนำมาโขลกให้ละเอียด แล้วเอาไปผัดน้ำมัน เก็บใส่ขวดไว้ใช้นาน ๆ

ต้มข่าไก่กับหัวปลี
เครื่องปรุง
ไก่ 1 กก. มะพร้าวขูด 400 กรัม
ตะไคร้ 4 ต้น ข่าแก่ 4 แว่น
หัวหอมปอกเปลือก 5 หัว รากผักชี 3 ราก
ผักชี 1 ต้น ต้นหอม 3 ต้น
น้ำมะนาว 2 ลูก น้ำปลา 1/2 ถ้วยตวง
ใบมะกรูด 6 ใบ ข่าอ่อนหั่นยาว 1 นิ้ว 1/2 ถ้วยตวง
หัวปลี 1 หัว พริกขี้หนูคั่ว 10 เม็ด
มะเขือเทศสีแดงผ่าครึ่ง 10 ลูก

วิธีทำ

1. ไก่ล้างให้สะอาด สับชิ้นโต ๆ ให้เนื้อติดกระดูก
2. คั้นกะทิให้ได้น้ำ 5 ถ้วย ( แบ่งหัวกะทิ 1 ถ้วย )
3. ล้างตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า หอม รากผักชี ตัดตะไคร้เป็นท่อน ๆ ประมาณ 5 นิ้วทุบพอแตกหัวหอมทุบ รากผักชีทุบ ใบมะกรูดฉีกเอาเส้นกลางออกล้างผักชี ต้นหอมหั่นยาว 1 นิ้ว พริกขี้หนูสวนทุบทั้งก้านพอแตก
4. เผาหัวปลี ลอกกาบที่ไหม้ทิ้งให้เหลือกาบอ่อนไว้ ฉีกเป็นเส้น ๆ
5. นำหางกะทิตั้งไฟกลางใส่ตะไคร้ ข่าแก่ หัวหอม รากผักชี พริกขี้หนู พอกะทิเดือด ใส่ไก่ที่เตรียมไว้ คนกะทิไว้ตลอดเวลา เพื่อมิให้กะทิเป็นก้อน ใส่น้ำปลา พอไก่สุกใส่ข่าอ่อน มะเขือเทศ หัวปลีฉีก พอผักสุกใส่ใบมะกรูด ยกลง ปรุงรสด้วยมะนาว หัวกะทิ ชิมดู ให้มีรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด

ต้มยำปลาช่อนใส่หัวปลี
เครื่องปรุง
ปลาช่อนย่าง 1 ตัว หัวปลีเผา 2 ตัว
น้ำมะนาว 2 ผล พริกแห้ง 2 เม็ด
ข่า 3 หัว กระเทียม 3 หัว
ต้นหอม 2 ต้น หั่นละเอียด
ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชีหั่นหยาบ ๆ น้ำปลา

วิธีทำ

1. เอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด โขลกปลาช่อนย่างแกะเอาแต่เนื้อรวมกับเครื่องน้ำพริก (พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม ข่า กะปิ )
2. ใบมะกรูด 2-3 ใบ ตะไคร้ 2 ต้น ตัดท่อนสั้น ๆ ใส่ลงไป ในหม้อน้ำที่เดือด หัวปลีเผาแล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ ละลายน้ำพริกแกง ใส่ลงหม้อแกง ใส่หัวปลีเผา รอให้เดือดราว ๆ 20 นาที ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาวเวลารับประทาน โรยหน้าด้วยต้นหอม ผักชี

ห่อหมกไก่ใส่หัวปลี

เครื่องปรุง

ไก่อ่อนตัวขนาดกลาง ครึ่งตัว หัวปลีใหม่ไม่ใหญ่นัก 1 หัว
ถั่วลิสงคั่วป่นป่นหยาบ ๆ 1 ช้อนโต๊ะ ไข่เป็ด 1 ฟอง
กะทิข้น ๆ 3 ถ้วยตวง น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ ใบโหระพาเด็ดเอาแต่ใบ 1 กำ
พริกขี้หนูแดงหั่นฝอย 3 ช้อนโต๊ะ
เครื่องน้ำพริกห่อหมก (มีพริกแห้ง 4 เม็ด ข่า 3 แผ่น ตะไคร้หั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ หัวหอม 5 หัว
กระเทียม 5 กลีบ ผิวมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนชา รากผักชีหั่นละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนชา )

วิธีทำ

1. พริกแห้งแกะเม็ดออก แช่น้ำให้นุ่มแล้วบีบน้ำออก โขลกรวมกับข่า ตะไคร้ หัวหอม
กระเทียม ผิวมะกรูด รากผักชีให้ละเอียด จึงใสกะปิโขลกไปด้วย
2. ไก่แล่กระดูกออกให้หมดแล้วหั่นชิ้นเล็กๆ บางๆ หัวปลีลอกเปลือกออกให้เหลือสีขาว ซึงยัง
อ่อน อยู่ ผ่าครึ่งตามยาวแล้วจึงหั่นฝอยตามขวาง แช่ในน้ำผสมน้ำมะนาวนิดหน่อย หรือใช้น้ำมะขามเปียกผสมน้ำก็ได้เพื่อไม่ให้ปลีดำ แบ่งกะทิในชามหรืออ่างก้นลึก 1 ถ้วย ตักน้ำพริกลงละลายเท่ากันจึงใส่ไก่คนด้วยพายไม้สักครู่ใหญ่ ในระหว่างคนเติมกะทิลงเรื่อยๆ จนหมด จึงบีบปลีที่แช่ไว้ให้แห้งลงไปในชามไก่ ใส่ถั่วลิสงและน้ำปลา น้ำตาล คนให้ทั่วจนเข้ากันดี จึงลองห่อใบตองปิ้ง ชิมดูรสตามใจชอบ ใช้กาบปลีที่ลอกออกไว้แต่แรกแทนกระทงซึ่งล้างเช็ดให้สะอาดเสียก่อน ตักห่อหมกใส่กาบปลี สัก 3 ใน 4 ส่วน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก การปลูกกล้วยน้ำว้า กมล อรุณโชคสมศักดิ์ เกษตรกรไทยสมัครเล่น

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)