Get Adobe Flash player

พระพิฆเนศวร์

PDFพิมพ์อีเมล


บุคคลใดก็ตาม ที่มีความศรัทธายึดมั่นในองค์พระพิฆเนศวร์ กล่าวคำนมัสการว่า “นโม คเณศาย วิฆเนศวราย” ต่อเทวรูปผู้มีพระเศียรเป็นช้าง จิตน้อมระลึกถึงพระองค์ให้ช่วยคุ้มครองและประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จใน กิจการที่กระทำอย่างยึดมั่นในสัจจาธิษฐาน แล้วย่อมได้สิ่งที่ตนพึงปรารถนาเสมอ

พระพิฆเนศวร์ หรือ อีกพระนามหนึ่งว่า “คเณศ” เป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูผู้ทรงพระนามเดิมว่า “คณปติ” เป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูผู้ทรงพระนามเดิมว่า “คณปติ” เป็นพระโอรสของพระศิวะและพระอุมา มีลักษณะที่ปรากฏโดยทั่วไปคือ มีพระวรกายที่สมบูรณ์สีแดง มีงาข้างเดียว มีหนูเป็นพาหนะทรง ประชาชนในประเทศอินเดีย ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศธิเบต และจีน ต่างนับถือว่า พระองค์เป็นเทพแห่งศิลปศาสตร์ทั้งหลาย และสามารถขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงยังผลสำเร็จให้บังเกิดแก่ผู้บูชา พระนามเดิมที่ว่า “คณปติ” หรือ “คณบดี” ในภาษาไทย มีความหมายว่า “ผู้เยี่ยมยอด” หรือผู้อยู่สูงสุดแห่งหมู่คณะก็ได้

คำว่า “คณปติ” เป็นชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ฤคเวท (ประมาณ 100-500 ปีก่อนพุทธกาล) ดังมีคำบูชาพระคณบดีองค์นี้ว่า “หริ โอม ศรีคณปตเย นม” และในกาลต่อมารู้จักกันในพระนามว่า “คเณศ” ซึ่งเป็นคำสนธิจาก “คณ” + “อีศ” เป็น “คเณศ” แปลว่า ผู้อยู่สูงสุดแห่งหมู่คณะ

ส่วนพระนามที่ประชาชนผู้นับถือพระองค์เรียกอีกพระนามหนึ่งคือ พระพิฆเนศวร์นั้น เนื่องจากศรัทธาที่ประสงค์ให้ได้รับความสำเร็จจากพระองค์ “พิฆเนศวร์” เป็นศัพท์ภาษาที่ถูกแปลงมาเป็นคำไทยแล้วจากคำสนธิที่ว่า วิฆน แปลงเป็น พิฆน + อิศวร เป็น “พิฆเนศวร์” โดยนัยนี้ พระพิฆเนศวร์จึงทรงเป็นเทพเจ้าผู้สามารถขจัดอุปสรรค อันเป็นสิ่งกีดขวางความสำเร็จทั้งปวงได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นพระผู้ประทานความสำเร็จให้แก่บุคคลผู้ทำพลีกรรมแด่พระองค์

ตั้งแต่ ปีพุทธศักราช 2477 ซึ่งเป็นปีที่เปิดสอนวิชาการทางดนตรีและนาฏศิลป์ของโรงเรียนนาฏดุริยางค์ ศาสตร์ คือ วิทยาลัยนาฏศิลปในปัจจุบัน มีรูปประติมากรรมแบบลอยตัวคือองค์พระพิฆเนศวร์องค์นี้ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า หันพระพักตร์เข้าหาตึกเรียนหลังแรก คือตึกอำนวยการปัจจุบันแต่ต่อมาได้ถูกย้ายให้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก

สำหรับสาระน่ารู้เกี่ยวกับสาเหตุที่พระองค์มีเศียรเป็นช้างและมีงาเพียงข้างเดียวนั้น จะขอกล่าวไว้พอเป็นสังเขปดังนี้
เหตุที่พระพิฆเนศวร์มีพระเศียรเป็นช้าง ในเรื่องของไทยกล่าวว่า เทวกุมารองค์นี้เกิดมาเพื่อปราบอัปสรตนหนึ่ง ซึ่งทำผิดต้องจุติลงมาเกิดเป็นช้างน้ำชื่ออสุรภักดี ซึ่งทำความเดือดร้อนให้แก่สามโลกเป็นอันมาก แต่ก่อนไปปราบต้องทำพิธีโสกันต์ เมื่อเทพยดาทั้งน้อยใหญ่มาประชุมพร้อมกันแล้วยังขาดแต่พระนารายณ์องค์เดียว พระอินทร์จึงได้รับเทวโองการจากพระศิวะให้ใช้มหาสังข์ไปเป่าปลุกพระนารายณ์ ซึ่งกำลังบรรทมอยู่ ณ เกษียรสมุทร ครั้นพระนารายณ์แว่วเสียงสังข์ตื่นบรรทมแล้ว พระอินทร์ก็ทูลเรื่องให้ทรงทราบ พระนารายณ์ทรงเผลอตรัสด้วยความง่วงว่า “ลูกหัวหาย จะนอนหลับให้สบายก็ไม่ได้” ด้วยอำนาจวาจาสิทธิ์ เศียรของเทวกุมารก็ขาดหายไปทันที พระศิวะทรงใช้พระวิศวกรรมไปหาทั่วทุกสารทิศก็ไม่พบ ในที่สุดต้องใช้หัวช้างที่นอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกมาต่อ พระกุมารจึงมีเศียรเป็นช้างด้วยเหตุนี้

นักปราชญ์ชาวอินเดียเชื่อกันว่า พระพิฆเนศวร์เป็นผู้รจนาคัมภีร์มหาภารตะจากวาจาของพระฤษีวยาส

เรื่องเกี่ยวกับการมีงาข้าวเดียว จนได้รับขนานพระนามว่าเอกทันต์นั้น มีเรื่องเล่าว่าพราหมณ์รามปรศุผู้ได้รับพระราชทานขวานจากพระศิวะถือว่าเป็น ศิษย์คนโปรดจะเข้าเฝ้าพระศิวะและพระอุมาบรรทมหลับ แต่ถูกขัดขวางโดยพระพิฆเนศวร์ผู้ทำหน้าที่เป็นนายทวารบาล และไม่เคยรู้จักกันมาก่อนห้ามมิให้เข้าเฝ้า ทั้งสองจึงต้องรบกัน ในที่สุดรามปรศุใช้ขวานขว้างถูกงาซ้ายของพระพิฆเนศวร์ขาด ส่วนรามปรศุถูกพระอุมาสาปให้หมดแรงเป็นท่อนไม้ เมื่อรามปรศุระลึกถึงพระนารายณ์ตามคำแนะนำของพระศิวะแล้ว จึงได้รับการช่วยเหลือให้พ้นคำสาป โดยพระนารายณ์แปลงเป็นพราหมณ์น้อยน่ารักมาพบพระอุมา และใช้อุบายทำให้รามปรศุมีพละกำลังดังเดิม เหตุร้ายทั้งหลายจึงยุติลงด้วยดีเรื่องพระพิฆเนศวร์เสียงาข้างซ้ายที่กล่าว มานี้เป็นที่มาของชุดรำที่มีชื่อคือฉุยฉายพราหมณ์ การแสดงตอนนี้เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

พระพิฆเนศวร์มีหลายพระนาม เช่น เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั่วไปและการได้รับขนานพระนามต่าง ๆ ก็มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระองค์เสมอ บางพระนามก็บ่งถึงลักษณะรูปร่างของพระองค์อย่างชัดเจน
พระนามต่าง ๆ มีดังนี้
คเณศ  (คณ+อีศ)  = ผู้เป็นใหญ่ในคณะเทพ
คเณศวร์ (คณ+อิศวร) = ผู้เป็นใหญ่คณะเทพ

ส่วนพระนามที่มีความหมายเช่นเดียวกันนี้ ได้แก่ คณบดี คณกรีฑา คณนาถ คณนายก วิฆเนศ วิฆเนศวร พิฆเนศ พิฆเนศวร์ วิฆนนายก วิฆนบดี วิฆนราช (ผู้เป็นใหญ่เหนือความติดขัด)
สิทธิธาดา (ผู้อำนวยความสำเร็จ)
เอกทันต์ (ผู้มีงาเดียว)
ทวิเทหก  (ผู้มีกายสองลอน)
ลัมพกรรณ  (ผู้มีหูยาน)
มโหทร  (ผู้มีท้องใหญ่)
คชานน กริมุข คชมุข คชวัทน  (ผู้มีหน้าเป็นช้าง)
มุสิกอาสน์  อขุรถ (ขี่หนู)

โดยทั่วไปสิ่งที่พระพิฆเนศวร์ทรงถือตามปกติก็ได้แก่ ขอช้าง บ่วงบาศ วชิราวุธ งาหัก เหล็กจาร เป็นต้น  ปฏิมากรบางคนสร้างรูปให้มี 4 กรบ้าง 8 กรบ้าง บางทีก็มีถึง 4 พักตร์ 20 กรก็มี ดังปรากฏในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะในประเทศอินเดียตอนใต้

ที่มา : ครูจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์ วารสารวังหน้า ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ ประจำภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๔๑

พระคเณศ (สันสกฤต: गणेश, ทมิฬ: பிள்ளையார்) ชาวไทยนิยมเรียกว่า พระพิฆเนศ[1] (विघ्नेश) พระพิฆเณศวร พระพิฆเณศ หรือ พระคณปติ[2] เป็นเทพในศาสนาฮินดู นับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง เป็นหัวหน้านำคณะข้ามความขัดข้อง (ผู้เป็นใหญ่เหนือความขัดข้อง)

พระพิฆเนศกับสังคมไทย

ในประเทศไทยจะ เห็นได้ว่ามีการบูชาเทพองค์ต่าง ๆ ในศาสนาพราหมณ์อยู่มากมาย รวมทั้งองค์พระพิฆเณศ ซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ดูได้จากการพบรูปสลักพระพิฆเณศในเทวสถานตามเมืองต่างๆ ทั่วทั้งประเทศไทย โดยมีหลักฐานการค้นพบองค์เทวรูปบูชาพระพิฆเณศที่เก่าแก่ในสมัยที่ขอมเรือง อำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นต้นว่าองค์เทวรูปบูชานั้นสลักจากหิน ค้นพบทางแถบจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ

คนไทยถือว่าองค์พระพิฆเนศวรเป็นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครูแห่ง ศิลปวิทยาการ 18 ประการ โดยคนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรให้เป็นเทพแห่งศิลปะทั้งมวล และเป็นเทพองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งทางศาสนาพราหมณ์ได้ สถาปนาพระพิฆเนศวร เป็นเทพพระองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใดๆ เป็นการคารวะในฐานะบรมครูผู้ประสาทปัญญาและความสำเร็จ สามารถขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี หน่วยงานราชการกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ถือเอาพระพิฆเนศวรเป็นสัญลักษณ์

พระพิฆเนศวรเป็นโอรสของพระศิวะและพระแม่ปารวตี มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง ทุกคนเคารพนับถือท่านในฐานะที่ท่านเป็น “วิฆเนศ” นั่นคือ เจ้า (อิศ) แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรค ที่สามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้ และอีกความหมายถึง ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จในทุกศาสตร์สรรพสิ่งหรือเทพเจ้าแห่งการเริ่ม ต้นใหม่ทั้งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ รูปกายที่อ้วนพีนั้นมีความหมายว่า ความอุดมสมบูรณ์ เศียรที่เป็นช้างมีความหมาย หมายถึงผู้มีปัญญามาก ตาที่เล็กคือ สามารถมอง แยกแยะสิ่งถูกผิด หูและจมูกที่ใหญ่หมายถึง มีสัมผัสพิจารณา ที่ดีเลิศ พระพิฆเนศวรมี หนู เป็นสหาย (บางท่านเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพาหนะ) ซึ่งอาจเปรียบได้กับความคิด ที่พุ่งพล่าน รวดเร็ว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องมีปัญญากำกับเป็นดั่งเจ้านายในใจตน

ลักษณะของพระพิฆเนศวร

มีรูปกายเป็นมนุษย์เพศชายอ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวาน ปรศุรามหักเสียงา) สีกายสีแดง (บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายถือขันน้ำมนต์ เป็นกะโหลกศีรษะมนุษย์ พระหัตถ์หลังขวาถือ ตรี พระหัตถ์ซ้ายถือบาศ (บ่วง) หนู นับเป็นสหายของพระพิฆเนศวร ไม่ใช่เป็นพาหนะ

ปกรณัม

ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานานอยู่นั้น พระแม่ปารวตีเนื่องจากอยู่องค์เดียวเลยเกิดความเหงา และ ประสงค์ที่จะมีผู้มาคอยดูแลพระองค์และป้องกันคนภายนอก ที่จะเข้ามาก่อความ วุ่นวายในพระตำหนัก

ในจึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็นพระโอรสที่จะเป็นเพื่อนในยามที่องค์ศิว เทพ เสด็จออกไปตามพระกิจต่างๆมีอยู่คราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตำหนักด้านในนั้นองค์ศิวเทพได้ กลับมาและเมื่อ จะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นใครและในลักษณะเดียวกันศิวเทพก็ไม่ทราบว่าเด็กหนุ่ม นั้นเป็นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา

เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้พลาง ถามว่ารู้ไหมว่ากำลังห้ามใครอยู่ ฝ่ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นใครเพราะตนกำลังทำตาม บัญชาของพระแม่ปารวตี และทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรง จนเทพทั่วทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถูกตรีศูลของมหาเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป

ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสียงดังกึกก้องไปทั่วจักรวาลก็ เสด็จออกมาด้านนอกและถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อได้สติก็ทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อพระสวามีที่มีใจโหดเหี้ยมทำ ร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็นพระโอรสของพระนางเอง

เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ตรัสว่าจะทำให้ เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่แต่ก็เกิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิ่งใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่ง กระวนกระวายใจเนื่องจากหากดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาได้ เมื่อเห็นเช่นนั้นพระศิวะเลยโยนตรีศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาศีรษะสิ่งที่มี ชีวิตแรก ที่พบมาและปรากฏว่าเหล่าเทพได้นำเอาศีรษะช้างมาซึ่งพระศิวะทรงนำศีรษะมาต่อ ให้และชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่อง ให้เป็นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า พระพิฆเนศวร ซึ่งแปลว่าเทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรคและยังทรงให้พรว่าในการประกอบ พิธีการต่างๆทั้งหมดนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพื่อความสำเร็จของ พิธีนั้น

เนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้

1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต

2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี

3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด

4. เสียงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคำว่า โอม ซึ่งเป็นเสียงแสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล

5. หระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนำพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งธรรมะและหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง

6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้องกันและพันฝ่าความยากลำบาก

7. มือขวาล่างทรงงาที่หักครึ่งซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นปากกาในการเขียนมหากาพย์มหาภารตะให้ฤๅษีวยาสและเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสียสละ

8. อีกมือทรงลูกประคำที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

9. ขนมโมทกะหรือ ขนมหวานลัดดูในงวงเป็นการชี้นำว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความ หวานชื่นในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ให้กับคน อื่น ๆ

10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้อมที่รับฟังสิ่งที่เราร้องเรียนและเรียกหา

11. งูที่พันอยู่รอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ

12. หนูที่ทรงใช้เป็นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตที่เล็กและเป็นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก

เทศกาลคเณศจตุรถี

การอุ้มเทวรูปพระพิฆเนศลงน้ำที่เมืองมุมไบ ในเทศกาลคเณศจตุรถี

เทศกาลคเณศจตุรถี นับเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบูชาพระพิฆเนศ จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันกำเนิดของพระพิฆเนศ เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อประทานพรอันประเสริฐสูงสุด แก่ผู้ศรัทธาพระองค์ท่าน เทศกาลนี้มีการจัดพิธีกรรมบูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วอินเดียและ ทั่วโลก มีการจัดสร้างเทวรูปพระพิฆเนศขนาดใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเข้าพิธีบูชา จากนั้นจะแห่องค์เทวรูปไปทั่วเมืองและมุ่งหน้าไปสู่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สาย ต่างๆ ถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่องค์เทวรูปนับร้อยนับพัน องค์ ผู้ศรัทธาทุกคนแต่งชุดส่าหรีสีสันสวยงาม ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำสรัสวตี ฯลฯ แล้วทำพิธีลอยเทวรูปลงสู่แม่น้ำหรือทะเล

เทศกาลคเณศจตุรถีและพิธีกรรมต่างๆ กระทำกันมาแต่โบราณ มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย และหนึ่งในพิธีกรรมที่กระทำกันก็คือ “เอกวีสติ ปัตรบูชา” หรือการบูชาด้วยใบไม้ 21 ชนิดเป็นเวลา 21 วัน[3]

อ้างอิง

  1. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, หน้า 834
  2. พิฆเนศ ตามพจนานุกรม
  3. เทศกาลคเณศจตุรถี จากสนุกดอตคอม
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)