Get Adobe Flash player

ดูภาพและอ่านข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเฟรชบุ้คคลิ๊กที่นี่เลยครับ…คลิ๊ก
เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนล้านนามาเป็นเวลาช้านาน มักเรียกขาน ตัวเองว่า “คน เมือง” อาศัยอยู่แถวพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นเอกลักษณ์ของตน การแต่งกายของสตรีไทยวน-โยนก สมัยก่อนนิยมเปลือยอกท่อนบน หรือมีการเคียน อก ด้วยผ้าสีเข้ม นิยมนุ่งผ้าที่เย็บเป็นลักษณะกระสอบ เรียกว่า ผ้าซิ่น และส่วนของผ้าซิ่นนั้น ถ้าใช้สวมใส่ในงานโอกาสสำคัญๆ ก็จะนิยมต่อด้วยตีนจก ซึ่งเป็นการทอลายที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยวนโบราณ ทรงผมนิยมเกล้ามวยผมไว้กลางศรีษะ หรือส่วนของท้ายทอย นิยมเหน็บดอกไม้ต่างๆเพื่อเป็นการสักการะบูชาเทวดาที่คอยดูแลขวัญหัว เครื่องประดับนิยมเครื่องประดับที่ทำจากเงิน อาทิกำไลเงิน สร้อยเงิน ฯลฯ

การแต่งกายของบุรุษไทยวน-โยนก นิยมเปลือยอกบน นุ่งด้วยผ้าฝ้ายสีเข้ม ลักษณะการนุ่งเป็นการนุ่งแบบ แก๊ตม้ามหรือแคทมั่ม เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือ คล่องตัวในการทำงานต่างๆที่อาจต้องใช้แรง ผู้ชายไทยวนสมัยโบราณนิยมการสัก ตามแขน ต้นขา เนื่องด้วยความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ความคงกระพัน  และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการออกรบ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กองส่งเสริมเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

อีกทีมาหนึ่ง วิกีพิเดีย

ไทยวน (อ่านว่า ไท-ยวน) หรือ ไตยวน (อ่านว่า ไต-ยวน) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลภาษาไท-กะไดกลุ่ม หนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของประเทศไทยที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักร ล้านนา ในอดีตคนล้านนามีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ แต่กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ “ไทยวน” ซึ่งมีคำเรียกตนเองหลายอย่าง เช่น “ยวน โยน หรือ ไต(ไท)” และถึงแม้ในปัจจุบัน ชาวล้านนาจะกลายเป็นพลเมืองของประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่ก็มักเรียกตนเองว่า “คนเมือง” ซึ่งเป็นคำเรียกที่เกิดขึ้นในภายหลัง ในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อฟื้นฟูประชากรในล้านนาหลังสงคราม โดยการกวาดต้อนกลุ่มคนจากที่ต่างๆเข้ามายังเมืองของตน

ในปี พ.ศ. 2454 แดเนียล แม็คกิลวารี ซึ่งทำงานเผยแพร่คริสต์ศาสนาในล้านนา เป็นเวลาเกือบห้าสิบปี (พ.ศ. 2410 – 2453) ได้เขียนหนังสือเรื่อง “กึ่งศตวรรษในหมู่ชาวสยามและชาวลาว” เรียกคนในล้านนาว่า “คนลาว” เรียกตั๋วเมือง(อักษรล้านนา)ว่าเป็น “ภาษาลาว” และเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “ลาว” ในงานเรื่อง “ชนชาติไท” ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2466 วิลเลียม คลิฟตัน ด็อดด์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน ซึ่งทำงานที่เชียงรายนานถึง 32 ปี (พ.ศ. 2429 – 2461) กล่าวถึงคนเขตภาคเหนือตอนบนของไทยว่าเป็น “คนยวน” มิใช่คนลาวดังที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่ความน่าสนใจของแม็คกิลวารี และ ด็อดด์ อยู่ที่ว่าคนทั้งสองได้ทำงานในล้านนาเป็นเวลานานมาก จึงน่าจะมีความรู้ความเข้าใจในท้องถิ่นอย่างมาก แต่คนทั้งสองก็มิได้แตกต่างจากชาวต่างชาติคนอื่น ที่เข้ามาเยือนภาคเหนือเหมือนกัน แต่อยู่ไม่นาน นั่นคือไม่พูดถึงการเมืองท้องถิ่น และมองคนในภาคเหนือในมุมมองที่แทบไม่แตกต่างจากมุมมองของชาวสยามทั่วไป

ดูเพิ่ม

วัฒนธรรมไทยวน โดย นางเฉลิมศรี สุทธิสวัสดิ์

1. การอพยพและตั้งถิ่นฐาน

ไทยวนชวนใฝ่ให้ ศึกษา
ประวัติความเป็นมา ก่อนโน้น
เพราะเหตุสิ่งใดนา มาอยู่ ถิ่นนี้
เรื่องเก่าเล่านานโพ้น สืบไว้มีมา

     ตามตำนานสิงหนวัศิกล่าวว่า สิงหนวัศิกุมาร ได้อพยพผู้คนบริวารมาจากเมืองราชคฤห์ เข้าใจว่าอยู่ในแคว้นยูนาน มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เชียงแสนราวต้นสมัยพุทธกาล ตั้งชื่อบ้านเมืองนี้ ว่า “โยนกนคร” เรียกประชาชนเมืองนี้ว่า “ยวน” ซึ่งเป็นเสียงเพี้ยนมาจากชื่อเมือง “โยนก” นั่นเอง
     จากนั้นก็มีกษัตริย์ครองเมืองโยนกนี้มาเรื่อยๆ ประชากรไทยวนก็แพร่หลายออกไปในล้านนาไทย ต่อมา พ.ศ. 2101 พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าได้นำทัพมาตีเมืองเหนือ และปกครองเมืองเหนือเป็นเวลานานถึง 200 ปี
พ.ศ. 2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งรัตนโกสินทร์ โปรดฯ ให้ทัพหลวงไปตีพม่าออกจากเชียงแสน พม่าแพ้ท่านให้ทำลายเมือง และรวบรวมผู้คนชาวเมืองเชียงแสนได้ 23,000 คน แบ่งคนเหล่านี้ออกเป็น 5 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เชียงใหม่ ส่วนหนึ่งไปอยู่ลำปาง ส่วนหนึ่งไปอยู่น่าน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เวียงจันทน์ ส่วนหนึ่งนำมาใต้โดยให้คนยวนกลุ่มหนึ่งอยู่ที่สระบุรีอีกกลุ่มหนึ่งให้ไป ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ราชบุรี
อันเนื่องมาจากสมัยก่อนโน้น ที่ตัวเมืองสระบุรีอยู่ที่ท้องที่อำเภอเสาไห้ ที่ว่าคนยวนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ท้องที่อำเภอเสาไห้นี่เอง โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่ตะวันออกของที่ตั้งที่ว่าการอำเภอเสาไห้ขึ้นมาโดยปลูกบ้านรวมอยู่ เป็นกลุ่ม
เพื่อสะดวกในการช่วยเหลือกันและการตั้งบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำก็เพื่อสะดวกในการใช้
น้ำสัญจร หลังบ้านออกไปก็จะเป็นทุ่งนา

      ลักษณะของเรือนไทยวนก็คงจะพัฒนามาจากเรือนชั่วคราว(กระท่อม)ก่อนแล้วมาปลูกเป็นเรือนถาวรอันเนื่องจากวัฒนธรรมเดิมของไทยวน จะมีเรือนกาแล ลักษณะมีไม้ไขว้อยู่บนหลังคาหน้าจั่วเรือน ส่วนบนผายออก เรียกว่า เรือนอกโตเอวคอด ดังนั้นเมื่อ แรก เริ่มคนไทยวนก็ปลูกเรือนกาแลอยู่ดังภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดจันทบุรี อำเภอเสาไห้ ในปัจจุบันจะมีบ้านทรงสมัยใหม่ภาคกลาง เป็นจำนวนมาก
     เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านมั่นคง ก็จะมีการเรียกชื่อหมู่บ้านของตนเองตามสภาพภูมิศาสตร์บ้าง เช่น หมู่บ้านที่มีต้นตาลมาก ก็จะเรียก บ้านต้นตาล หมู่บ้านที่มีกอไผ่มากก็จะเรียกบ้านไผ่ล้อม หมู่บ้านที่มีต้นยางมากก็จะเรียกว่าบ้านยาง เป็นต้น บางหมู่บ้าน ก็จะเรียกชื่อหมู่บ้านตามชื่อบุคคลสำคัญ เช่น บ้านสิบต๊ะ (ปัจจุบันคือบ้านสวนดอกไม้) ตามชื่อของหนานต๊ะ ผู้นำหมู่บ้านไทยวน มาตั้งถิ่นฐานรุ่นแรก บ้านเจ้าฟ้า ก็คือ ปู่เจ้าฟ้านำคนยวนมาตั้งอยู่ถิ่นนี้ เป็นต้น
     เมื่อคนไทยวนมีประชากรมากขึ้นก็จะอพยพไปตั้งบ้านเรือน ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำป่าสักออกไป เช่น ในท้องที่อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันจังหวัดสระบุรีมี 13 อำเภอ จะไม่มีคนยวนในอำเภอหนองโดนและอำเภอดอนพุด นอกนั้นมีคนยวน มากมาย รวมกระทั่งอพยพไปอยู่ในต่างจังหวัดด้วย เช่น อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
     คนไทยวนจะประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก จนกระทั่ง “ข้าวเสาไห้” เป็นที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยสรุปแล้วคนไทยวนจะมีลักษณะ 10 ประการ คือ นักเดินทาง ชอบสร้างบุญ อุดหนุนกัน ขยันดี กวีเก่ง นักเลงสือ ฝีมือดัง ของขลังมั่น กตัญญู รักหมู่พวก

2. วิถีชีวิต

การดำเนินชีวิตของชาวไทยวน จะมีดังนี้
     อันเนื่องมาจากคนไทยวน ได้เดินทางมาด้วยกันและตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกัน จึงต้องพึ่งพากันตลอด คนยวนจึงเคารพนับถือเครือญาติเป็นสำคัญ ดังเช่นกล่าวว่า “หนีจากเมืองพี่น้องจักไปเปิ้ง (พึ่ง) ไผ หนีจากไปเปิ้ง (พึ่ง) หึ่งห้อย” คนไทยวนจึงเคารพเครือญาติและอาวุโสเป็นสำคัญ

     ประการที่สอง คนไทยวนก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่เกี่ยวข้องกัน การปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คนไทยวนก็เคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์และพระบรม
วงศานุวงศ์สืบมา

     ประการที่สาม คนไทยวนทั้งหมดนับถือพระพุทธศาสนา กิจกรรมในชีวิตประจำวันจึงเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น เช้ามาจะตักบาตรทำบุญหน้าบ้าน วันพระหรือวันกิจกรรมประเพณีก็จะไปรวมกันที่วัดหรือไปรักษาศีล ฟังธรรมที่วัด วันปกติก็จะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน

     ประการที่สี่ ขณะที่คนยวนนับถือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แล้วยังนับถือ “ผี” อีกด้วย เช่น มีผีประจำเรือน เรียกว่า ผีเรือน มีผีประจำหมู่บ้านจะมีผีศาลประจำหมู่บ้าน จะมีประจำวัด เรียกว่า เสื้อวัด จะมีผีประจำทุ่งนา เรียกว่า เสื้อนา ฯลฯ คนยวนจึงมีกิจกรรมเกี่ยวกับผีในชีวิตของตนเอง

     ประการที่ห้า วิถีชีวิตคนยวนส่วนใหญ่จะอยู่ที่อาชีพโดยเฉพาะ อาชีพการทำนา
ปีหนึ่งจะมีฤดูการทำนาและฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันคนยวนจะอยู่กับกิจกรรมเหล่านี้ ปัจจุบันคนยวนบางส่วนได้รับการศึกษาสูงขึ้นก็ประกอบอาชีพค้าขายก็มี รับราชการก็มาก ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมก็ไม่น้อยเลยทีเดียว
ประการที่หก กิจกรรมมนุษย์สัมพันธ์ อันเนื่องมาจากคนเราต้องอยู่ร่วมกันพึ่งพาอาศัยกัน เกื้อกูลกัน คนไทยวนก็เช่นกัน เช่น การไปเยี่ยมกันเมื่อยามเจ็บป่วย มีเวลาว่างก็มาคุยกัน ใครมีงานก็ไปช่วยกัน มีของกินของใช้ก็แจกจ่ายกัน

     ประการที่เจ็ด การแสวงหาความความเพลิดเพลินให้แก่ตนเอง กิจกรรมเหล่านี้ เป็นไปตามวัย และสถานที่ เช่น เป็นเด็กก็จะเล่นสนุกร่วมกัน โตขึ้นก็จะเล่นกีฬามุ่งเอาแพ้ชนะกัน การดูรายการต่างๆ ในโทรทัศน์หรือเกม เป็นต้น

ทั้งเจ็ดประการดังกล่าวมานี้ วิถีชีวิตของชาวไทยวน คือ ปรนนิบัติบิดา มารดา เทิดทูนองค์ราชาไว้สูงสุด ปฏิบัติกิจตามศาสนาพุทธ นับถือวิญญาณบริสุทธิ์ในท้องถิ่น ประกอบอาชีพ ให้มีกินไม่มีขาด ช่วยเหลือญาติให้สำราญ แสวงหาสันทนาการเป็นประจำ

3. ประเพณีวัฒนธรรม

     ชาวไทยวนที่อพยพมาจากเชียงแสน มาอยู่สระบุรี เมื่อ พ.ศ. 2347 นั้น ได้นำเอา 2 สิ่งใหญ่ๆ มาใช้ในท้องถิ่นนี้ คือ ภาษาและประเพณี
     ภาษาไทยวน ก็คือ ภาษาไทยที่ใช้อยู่ในล้านนานั่นเอง เช่น มาแล้วก๊า (หรือ), เอายู (ไม้กวาด, ไปวัดกั๋นเน้อ ฯลฯนอกจากนั้นยังมี อักษรไทยวน ซึ่งมีลักษณะของตนโดยเฉพาะส่วนประเพณีวัฒนธรรมนั้นเมื่อคนไทยวนมาอยู่ถิ่นนี้ก็รับเอา ประเพณีวัฒนธรรม ของคนไทย ภาคกลาง มาปฏิบัติ แต่ก็มีหลายประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติตามประเพณีไทยวนสืบมา ดังจะกล่าว พอเป็นตัวอย่างบางอย่าง คือ

     ประเพณีทานขันข้าว (ตานขันข้าว) คือ การนำอาหารใส่ถ้วยวางบนสำรับ (ถาด) นำไปถวายภิกษุบอกท่านว่าต้องการอุทิศกุศลนี้ไปให้แก่ผู้ใด ภิกษุรับประเคนแล้วก็จะกล่าวถ้อยคำเป็นเชิงบอกให้วิญญาณผู้นั้นทราบมีใครนำสำรับอาหารมาให้ ให้ผู้นั้นมารับส่วนกุศล ถ้อยคำที่ภิกษุกล่าวนี้จะคล้องจองไพเราะ ฟังแล้วจะรู้สึกประหนึ่งว่าจะมีวิญญาณผู้นั้นมารับกุศลอย่างจริงๆ ทานขันข้างนี้จะทำวันใดก็ได้ไม่จำกัดวัน

     ประเพณีเวนทาน วัตถุประสงค์ของประเพณีนี้ก็เพื่อต้องการอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ตาย เช่น การทำบุญเจ็ดวัน ร้อยวัน จะนิมนต์ พระมาสวดพระพุทธมนต์ บอกญาติมิตร มาใส่บาตรร่วมกัน เมื่อพระสงฆ์สวดบทถวายพรพระจบแล้ว เจ้าภาพก็จะนำผ้าขาวมาปูลาด ให้ยาวตลอดแถวที่ภิกษุนั่งอยู่ จากนั้นก็นำเอาอาหารมาวางบนผ้าขาว โดยจะวางรวมกันเป็นสำรับ ส่วนหนึ่งวางไว้หน้าพระพุทธรูป คณะเจ้าภาพทั้งหมดจะมานั่งรวมกันหน้าอาสนสงฆ์ที่มีอาหารวางอยู่ จากนั้นมรรคนายก (อาจารย์วัด) ก็จะกล่าวคำเวนทานด้วย สำเนียงไทยวน เนื้อหาที่กล่าวจะเริ่มต้นด้วยคำนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย และเทวดา จากนั้นก็จะบอกว่าบุญนี้ใครเป็นเจ้าภาพ ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ใด ขอเชิญเทวดาจึงช่วยบอกให้วิญญาณผู้นั้นรับกุศล ถ้อยคำดังกล่าวค่อนข้างจะยาวพอสมควรแต่ก็ไพเราะ และชวนให้เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์

     เมื่อกล่าวจบภิกษุที่สองหรือสามจะลุกมารับประเคนสำรับจากเจ้าภาพ จะประเคนเพียงสำรับเดียว เชื่อว่าสำรับอื่นๆ ก็จะประเคน แล้วเพราะอยู่บนผ้าขาวผืนเดียวกัน ภิกษุรูปนั้นจะนั่งกระโหย่งประนมมือมาทางหัวแถว กล่าวคำอุปโลกน์ เป็นทำนองว่าอาหาร สำรับแรกถวายแก่ภิกษุผู้อาวุโส ส่วนอาหารที่เหลือจะเป็นของภิกษุ สามเณร และบุคคลอื่นๆ สืบต่อไป จากนั้นภิกษุ สามเณรก็จะ ฉันภัตราหาร เมื่อฉันเสร็จเจ้าภาพก็จะประเคนเครื่องไทยทานอื่นๆ พระสงฆ์ทั้งนั้นอยู่อนุโมทนาให้พรจากนั้นญาติมิตรที่มาร่วมงานจะ รับประทานอาหารพร้อมเพรียงกันเสร็จแล้วอาจมีเทศน์อานิสงส์ท้ายก็ได้งาน ประเพณีเช่นนี้ทำให้เกิดความมั่นใจว่าบุญที่ทำนี้จะถึงผู้ตาย จริงๆ เช่น งานปอยข้าวสังฆ์ เป็นต้นไป ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวนอีกอย่างหนึ่ง คือ

     ประเพณีจุดประทีปตีนกา ประเพณีที่จะทำกันในวันเพ็ญเดือน 12 เมื่อถึงเวลาเย็นของวันนี้ ชาวไทยวนจะมารวมกันที่วัด เมื่อได้เวลาอันสมควร (อาจจะหนึ่งทุ่ม) ก็จะนิมนต์พระมาเทศน์เรื่อง “พญากาเผือก” ให้ฟัง เมื่อพระเริ่มเทศน์สัปบุรุษก็จะ จุดประทีป ตีนกาเพื่อบูชาพระธรรม ประทีปนี้ก็คือชาวบ้านจะเอาด้ายมาทำเป็นรูปตีนกา กา คือ นกที่มีสีดำ พยายามทำด้ายให้เป็นรูปตีนกา วางลง ในถ้วยที่มีน้ำมันแช่อยู่เล็กน้อยที่มาของประทีปนี้ ก็คือ เล่ากันว่าครั้งหนึ่งมีกามาทำรังอยู่บนต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำในรังไข่ของแม่กาอยู่ 5 ฟอง เช้าวันหนึ่งแม่กาบินออกไปหาเหยื่อ ได้เกิดมีพายุฝนอย่างแรงพัดเอาไข่ทั้ง 5 ฟองนี้ ตกลงไปในแม่น้ำ กระแสน้ำพัดพาไปติด ฝั่งมีสัตว์ต่างๆ คือ แม่ไก่ นาค โค เต่า และงูใหญ่ นำไข่ไปฝักเลี้ยง เมื่อถึงเวลาไข่ก็แตกออกมาเป็นคน แต่ละคนมีชื่อตามผู้ที่ นำไปฝักเลี้ยง คือ กุกกุสันโธ (วงศ์ไก่), โกนาคมโน (วงศ์นาค), กัสสโป (วงศ์เต่า), โคตโม (วงศ์โค) และเมตไตโย (วงศ์งูใหญ่)

   ส่วนแม่กาเผือกเมื่อกลับมาถึงรังของตนในวันนั้น ไม่พบไข่ของตนก็ร้องไห้เสียใจจนสิ้นใจตายไปเกิดเป็นท้าวผกาพรหมอยู่บนสวรรค์ วันหนึ่งบุตรทั้ง 5 คน มาพบกันได้ไถ่ถามกันจึงรู้จักกันว่าเป็นพี่น้องกัน ก็พากันร้องไห้เพราะคิดถึงแม่กาเผือกผู้เป็นมารดาของตน เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองให้จุดด้ายตีนกาลอยน้ำไปเถิด และบุตรแม่กาเผือกทั้ง 5 คนต่างก็อธิษฐานขอให้ได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า และบัดนี้ได้มาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว 5 องค์ คือ พระกุกกุสันโธ พระโกนาคมโม พระกัสสโป พระโคตรมะ คือ พระพุทธเจ้าของเรา ในยุคนี้ ส่วนพระเมตไตโย จักเกิดมาเป็นพระศรีอริย์ในอนาคตนี่คือที่มาของประเพณีจุดประทีปตีนกาของชาวไทยวน

    ประเพณีถวายสลากภัต ที่มาของประเพณีนี้มีอยู่ว่าสมัยหนึ่งครั้งพุทธกาล เกิดข้าวยากหมากแพง อาหารมีน้อย เมื่อพระมาบิณฑบาต บางคนมีอาหารน้อยนิดไม่พอจะใส่บาตรให้ครบทุกรูป จึงทูลขอกับพระพุทธเจ้าให้ใช้วิธีให้ภิกษุจับสลาก ภิกษุรูปใดจับได้สลากของใคร ก็รับอาหารจากผู้นั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้มีการถวายอาหารโดยวิธีจับสลาก นี่คือที่มาของประเพณีบุญ สลากภัต ซึ่งชาวพุทธ ทุกภาคในประเทศไทยก็นิยมทำกัน ซึ่งจะทำในวันใดก็ได้

      สำหรับประเพณีไทยวนเสาไห้ สระบุรี จะเริ่มจากชาวบ้านร่วมกันกำหนดวัน เดือนถวายสลากภัตที่วัดแล้วบอกบุญใช้ชาวบ้านช่วยกัน เตรียมสลากภัต เมื่อได้จำนวนเท่าใด ก็จะนิมนต์พระมารับสลากภัตให้เท่ากับจำนวนที่มีเจ้าภาพรับไว้ชาวบ้านเมื่อรับ เป็นเจ้าภาพ แล้วก็จะเตรียมสลากภัต ส่วนมากจะเป็นอาหารหวานและผลไม้ที่เก็บไว้ได้นานคนเมืองเหนือจะเตรียมสิ่งดังกล่าวใส่ชะลอม คนเหนือเรียกว่า “ก๋วย” คนเมืองเหนือจึงเรียกประเพณีถวายสลากภัตว่า “ทานก๋วย” ส่วนคนยวนสระบุรี จะนำสิ่งของใส่กระจาด และมีผู้มีศรัทธามากและมีฝีมืออาจมีฉัตรปีกกลางกระจาดตกแต่งสวยงาม      

      เมื่อถึงวันงานก็จะนำกระจาดสวยงามเหล่านี้ไปวางไว้เรียงบนชั้นที่เตรียมไว้ที่สนามลานวัด นิมนต์พระเทศน์อานิสงส์การถวายสลากภัตจบแล้วกล่าวคำถวาย ให้ภิกษุจับสลาก จับได้ของใครก็ไปรับของผู้นั้น แล้วนำกลับวัดของตน จุดเด่นของงานถวายสลากภัตอยู่ที่ความสวยงามอันเกิดจากความมีฝีมือตกแต่ง ต้นสลาก (คนยวนเรียกต้นกั๋น) ขบวนแห่หลากหลาย ผู้คนต่างหมู่บ้านมากมายมาร่วมงานนี้

4. ภูมิปัญญาชาวบ้าน

     ภูมิปัญญาชาวบ้าน อันเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของท้องถิ่น คำว่า “ภูมิปัญญา” มาจากการรวมคำสองคำเข้าด้วยกัน คือ ภูมิ หมายถึง แผ่นดิน ปัญญา หมายถึง ความรู้ นั้นก็คือเมื่อมีผู้คนไปอยู่ ณ ท้องถิ่นใดนานพอควรก็จะแสดงออกซึ่งความรู้ ความสามารถ ของตน ณ ท้องถิ่นนั้น เพราะมนุษย์มีลักษณะพิเศษประจำตนอยู่สามอย่าง คือ สมอง ที่สามารถคิดหรือสะสมความรู้ได้อย่างมาก สอง ปาก ปากของมนุษย์ สามารถเปล่งเสียงได้มากเมื่อสมองสั่งการมนุษย์ก็จะสื่อสารออกมาทางเสียงผ่าน ปากของตน สาม มือ มือของ มนุษย์สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายทั้งทำสิ่งหยาบๆ ง่ายๆ จนกระทั่งทำสิ่งซับซ้อน ด้วยความที่มนุษย์ที่มีของวิเศษ ประจำกายตน สามอย่าง คือ สมอง ปาก มือ นี่เอง ทำให้มนุษย์ผลิตเครื่องมือ เครื่องใช้ ได้อย่างมากมายไม่มีที่สิ้นสุด ตัวอย่าง “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ของชาวไทยวน บ้านต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

1. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาหาร ชาวไทยวนได้รับการถ่ายทอดการประกอบอาหารมาจากบรรพบุรุษเป็นอาหารทางเหนือจัดอาหารแบบขันโตก มีข้าวเหนียว แกงโฮ๊ะ ลาบ ผัดหมี่ ไส้อั่ว แค็บหมู น้ำพริกหนุ่ม และชาวไทยวนสระบุรียังได้ทำขนม เพื่อใช้ในงานบุญประเพณี เช่น งานบุญ ถวายสลากภัต งานกวนข้าวทิพย์ ขนมที่ชาวไทยวนนิยมทำ ได้แก่ ขนมกง ขนมนางเล็ด (ข้าวแตน) ข้าวหลาม

อาหารขันโตก

2. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ชาวไทยวนนิยมสร้างบ้านเรือนริมน้ำป่าสัก และสร้างตามรูปแบบของวัฒนธรรมเดิม คือการสร้างบ้านเรือน แบบทรงกาแล มีไม้ไขว้ อยู่บนหลังคาหน้าจั่วเรือน ส่วนบนผายออก เรียกว่า เรือนอกโตเอวคอด

 

บ้านของชาวไทยวน

3. ภูมิปัญญาเครื่องนุ่งห่ม ชาวไทยวนบ้านต้นตาล ยังคงสืบทอดการทอผ้า และมีการประกอบอาชีพทอผ้า เพื่อการขาย และการอนุรักษ์ให้คงอยู่ ผ้าที่นิยมทอ ได้แก่ ย่าม หมอน ผ้าห่ม ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า ผ้าปรกหัวนาค ผ้าห่อคัมภีร์ ตุง กลุ่มทอผ้าบ้านต้นตาล ที่มีการออกแบบลวดลายอย่างเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ผ้าทอมือจากศูนย์ทอผ้าตำบล ต้นตาล ได้เข้าคัดสรรในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ในปี 2547 ในระดับประเทศ ได้ระดับ 3 ดาว

4. ภูมิปัญญาเครื่องใช้พื้นบ้าน เนื่องจากคนไทยวนสระบุรีอาศัยอยู่ใกล้ริมน้ำจึงทำเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ได้แก่ ข้อง สุ่ม ไซ แห เป็นต้น และได้ทำเครื่องใช้ในครัวเรือน ได้แก่ กระจาด ชะลอม สาแหรก เป็นต้น

5. ภูมิปัญญาในการทำเครื่องใช้บูชา ชาวไทยวนได้สืบทอดความเชื่อความศรัทธาในเรื่องของพุทธศาสนาและการนับถือ “ผี” จึงได้ทำเครื่องมือไว้บูชา คือ ตุง และ โคม

ตุง เป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในงานพิธีทางพุทธศาสนา ถวายเป็นพุทธบูชา ถือว่าเป็นการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือถวายเพื่อเป็นปัจจัยส่งกุศลให้แก่ตนไปในชาติหน้าด้วยความเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์

โคม สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ “โคมแขวน” จะประดิษฐ์ขึ้นเพื่อประดับประดา มักจะทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ทั้งทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทำจากกระดาษชนิดต่าง ๆ เช่น กระดาษสา กระดาษแก้ว กระดาษว่าว หรือผ้าดิบ ขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่เอี๊ยะ ที่มีลักษณะพิเศษ คือ ล้ำปล้องยาว ตาห่าง เหมาะแก่การดัดทำเป็นโครงรูปทรงต่าง ๆ ข้างในประกอบด้วยหลอดไฟ แต่เดิมมีความเชื่อว่า หากจุดโคมในเวลากลางคืนจะเป็นการบูชาเทวดาที่รักษา
บ้านช่อง “โคมลอย” จะประดิษฐ์ด้วยการใช้วัตถุแบบเดียวกันกับโคมแขวน แต่โคมลอยนั้นจะทำพิเศษให้สามารถลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เหมือนบอลลูน ถือเป็นการปล่อยเคราะห์ปล่อยโศกที่ติดตามตัวเราให้ออกไปให้หมด

ร่วมงานรื่นเริง

จัดงานบุญประเพณี

ร่วมสืบสานวัฒนธรรม

ฝึกตัดโคมกระดาษ

เด็กๆ ไทยวนที่บ้านเขาแก้ว อ. เสาไห้ ช่วยกันอนุรักษ์ ศิลปะการแสดงที่สวยงาม

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)