Get Adobe Flash player

ดูภาพและข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเฟรชบุ๊ค คลิ๊กที่นี่ได้เลยครับ….คลิ๊ก
ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม..เพิ่มเติม
lue3
ในปี พ.ศ.2331พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ได้มีรับสั่งให้เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน ไปตีเมืองเชียงตุง และได้เข้าไปกวาดต้อนชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศพม่ากับ ชาวไทลื้อ จากแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน อันประกอบด้วยเมืองพง เมืองมาง เมืองหย่วน เมืองแมน เมืองล้า และเมืองอู แต่ละเมืองก็มีเจ้าผู้ครองนครปกครองอยู่ บรรดาผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาให้ไปอยู่เมืองเชียงม่วน (อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ในปัจจุบัน) โดยมีเจ้าผู้ครองนครที่ทรงพระนามว่าพญาคำและ พญาธนะรวมอยู่ด้วย และมีความเห็นว่า อันเมืองเชียงม่วนนี้ จะทำอาชีพใดหรือการเกษตรก็ไม่ค่อยที่จะได้ผลดีนัก จึงขออนุญาตเจ้าเมืองน่านอพยพผู้คนเข้ามาอยู่เมืองเชียงคำ (อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ในปัจจุบัน) และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านมาง” โดยได้เอาชื่อเมืองมางที่เคยอยู่ในอดีตมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน พญาทั้งสองได้นำชาวไทยลื้อทั้งหลายมาตั้งถิ่นฐานหรือที่อยู่อาศัย พร้อมกับประกอบอาชีพตามที่ถนัด และได้พากันสร้างวัดขึ้นมาวัดหนึ่ง โดยตั้งชื่อวัดว่า “วัดมาง”
lue12
ต่อ มาปี พ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีรับสั่งให้เจ้าอนันตวรฤทธิ์เดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านไปตีเมืองสิบสองปันมา เมืองเชียงรุ้งอีก ปรากฏว่าพอถึงเจ้าเมืองเชียงรุ้งยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี และยังพบชาวไทลื้อกลุ่มหนึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนฮ่อ ซึ่งปกครองด้วยระบบทารุณโหดร้าย จึงได้ทรงช่วยเหลือไทลื้อเหล่านั้นให้พ้นจากอิทธิพลอันเลวร้าย โดยการกวาดต้อนเข้ามาอยู่ที่บ้านหงาว อำเภอเทิง จังหวัดน่าน (อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน)
lue1
 ครั้น ถึง พ.ศ. 2413 พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ได้สืบราชสมบัติแห่งนครน่าน ได้มีเจ้าเมืองสิบสองปันนา ชื่อ “พญาโพธิราช” พาชาวไทลื้ออพยพหนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ในเมืองเทิงซึ่งบรรดาชาวไทลื้อต่าง เรียกเจ้าเมืององค์นี้ว่า “พญานายฮ้อย”
 lue9
ฝ่าย พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ทรงวิตกและเกรงว่าชาวไทลื้อเหล่านี้ อาจพากันอพยพกลับไปอยู่ที่เดิมอีกจึงได้อพยพไปอยู่ที่อำเภอเชียงม่วน จังหวัดน่าน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2416 แต่พื้นที่ของเมืองเชียงม่วน ไม่อุดมสมบูรณ์ ชาวไทลื้อ จึงเข้าไปขออนุญาตย้ายที่อยู่อาศัยใหม่จากเจ้าเมืองน่าน พระองค์ได้โปรดให้หัวหน้าไทลื้อออกไปสำรวจหาสถานที่ตามแหล่งต่าง ๆ ในที่สุดก็ไปพบที่ราบกว้างใหญ่ พื้นดินอุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำยวน แม่น้ำแวน แม่น้ำลาวไหลผ่าน เป็นที่อยู่อาศัยของไทลื้อสืบไป จึงกลับไปถวายรายงานและ ก็ได้รับอนุญาต แล้วพากันอพยพเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ นั่นก็คือท้องที่อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน โดยมีหมู่บ้านหย่วน บ้านมาง บ้านแมน บ้านล้า บ้านหนองลื้อ ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำลาว บ้านทุ่งมอก บ้านเชียงบาน บ้านปางวัว บ้านเชียงคาน บ้านแพด บ้านน้ำแวน อยู่บริเวณแม่น้ำแวน และบ้านแดนเมือง อยู่บริเวณแม่น้ำยวน
lue11
ต่อ มาปี พ.ศ. 2447 พวกไทลื้อได้พากันตั้งหมู่บ้านขึ้นอีกแห่งหนึ่งชื่อ “บ้านธาตุสบแวน” ซึ่งแยกมาจากหมู่บ้านหย่วนพร้อมกับได้พากันแยกย้ายหรือขยายหมู่บ้านออกไป ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมือง เชียงคำอีกเป็นจำนวนหลายหมู่บ้าน ชาวไทลื้อได้พากันตั้งหมู่บ้านเป็นหลักแหล่งมาจนทุกวันนี้

ขอบคุณ ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลกลาง ทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
ข้อมูลเพิ่มเติม ประวัติชาวไทลื้อ คลิ๊กตรงนี้เลยครับ

ไท ลื้อคือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในแคว้นสิบสอง-ปันนาทางตอนใต้ของมณฑลยูนาน  ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเราคุ้นเคยในกับเมืองสิบสองปันนาประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ รวม 44 เมืองโดยมีเมืองสำคัญ 28 เมือง ได้แก่ เมืองเชียงรุ่ง เมืองลวง เมืองแจ้ เมืองฮาย เมืองสูง เชียงเจิง เมืองฮุน เมืองปาน เชียงลอ เมืองวัง เมืองงาด เมืองออง เมืองยาง เมืองฮิง เมืองลา เมืองฮำ เชียงตอง เมืองขอน เมืองนุน เมืองแวน เมืองเฮม  เมืองล้า(เมืองล่า) เมืองบ่อแฮ่ เมืองพง เมืองหย่วน เมืองอูเหนือ และเมืองอูใต้   โดยมีเมืองเชียงรุ่ง เป็นเมืองหลวง เดิมดินแดนสิบสองปันนาจัดการปกครองเป็นระบบ  ปันนา โดยการแบ่งเมืองต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่ม ๆ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บส่วยและผลประโยชน์ของรัฐ  โดยแบ่งออกเป็น 12 ปันนา ดังนี้
1. เชียงรุ่ง/เมืองฮำ  ขึ้นตรงต่อเจ้าแสนหวีฟ้า
2. เมืองแจ้ / เมืองลู /เมืองออง
3. เมืองลวง
4. เมืองหุน / เมืองปาน
5. เชียงเจิง /เมืองฮาย/เมืองงาด
6. เชียงลอ /เมืองอาง/เมืองมาง/ลำเหนือ / เมืองขาง
7. เมืองล่า / เมืองบาน
8. เมืองฮิง / เมืองบ่าง
9. เมืองลา / เมืองวัง
10. เมือพง /เมืองหย่วน/เมืองมาง(มีเมืองมาง 2 เมืองตั้งอยู่คนละฟากน้ำโขง)
11. เมืองอูเหนือ /เมืองอูใต้
12. เมืองอูเชียงทอง /อีปัง/อีงูในแคว้นสิบสองปันนา   มีพระเจ้าแผ่นดินปกครอง เรียกว่า เจ้าแสนหวีฟ้า ปกครองดินแดนนี้สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระยาเจิง จนถึงเจ้าหม่อมคำลือ รวมทั้งสิ้น 44 พระองค์ พ.ศ. 1723 – พ.ศ.2494  นอกจากไทลื้อที่ประเทศจีนแล้ว ยังมีไทลื้อในประเทศพม่าบริเวณภาพตะวันออกของรัฐฉาน เช่น เมืองยอง บางส่วนตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว ได้แก่ ลุ่มน้ำทา น้ำสิงห์ แขวงหลวงน้ำทา ลุ่มน้ำงาว แขวงบ่อแก้ว เขตน้ำงู ในแขวงพงสาลี  และหลวงพระบาง ลุ่มน้ำก่อ น้ำแบง แขวงอุดมไซ และอยู่ตามที่ราบระหว่างหุบเขาในเขตเชียงฮ่อนและหงสา แขวงไชยบุรี ส่วนในเวียดนาม ไทลื้อมีถิ่นอาศัยอยู่ที่เมืองบินลูห์ และบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดำตามพรมแดนที่ต่อต่อกับจีน  ไทลื้อสิบสองปันนาสู่เชียงคำตั้งแต่อดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมา  ชาวไทลื้อจากสิบสองปันนาได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคเหนือของไทย ปัจจุบัน  ด้วยสาเหตุหลายประการด้วยกัน ต่างทะยอยเข้ามาหลายระลอก ต่างกรรมต่างเวลากัน  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  บอกถึงการเข้ามาของไทลื้อครั้งสำคัญ ในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ เนื่องจากช่วงเป็นช่วงการฟื้นฟูบ้านเมืองของหัวเมืองต่าง  ๆ  ในดินแดนล้านนา หลังจากการเข้าสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพ ฯ และขับไล่พม่าออกไปพ้นจากล้านนาแล้ว ดังมีคำเรียกขานว่าเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าเข้าเมือง  เช่นในสมัยพระเจ้ากาวิละแห่งนครเชียงใหม่ ได้ให้เจ้าอุปราชยกทัพไปตีหัวเมืองทางตอนเหนือ  ซึ่งเป็นหัวเมืองไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ เพื่อการกวาดต้อนผู้คนเข้ามาเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ใช้เป็นแรงงานสำคัญในการฟื้นฟูบ้านเมืองใน พ.ศ. 2347 นอกจากจะใช้กำลังกวาดต้อน  แล้วยังใช้วิธีการเกลี้ยกล่อมให้ยินยอมอพยพมาแต่โดยดี เช่น กรณีไทลื้อเมืองยอง (คนยอง) ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองลำพูน ในปี พ.ศ. 2348 การไปกวาดต้อนอพยพผู้คนจากทางตอนเหนือยังดำเนินต่อมาอีกหลายครั้ง  และไม่เฉพาะแต่เมืองเชียงใหม่เท่านั้น หัวเมืองอื่น ๆ ในล้านนาก็ทำเช่นกัน เช่น  เมืองน่าน พ.ศ.2348 เจ้าเมืองน่านยกทัพไปตีสิบสองปันนานำเจ้านาย ขุนนาง และเครื่องบรรณาการของไทลื้อไปกรุงเทพ  ฯ พ.ศ. 2355 กวาดต้อนคนจากเมืองล้า เมืองพง เมืองแขวง เมืองหลวงภูคา เมืองสิงห์  เมืองมาง พ.ศ. 2399 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่านยกทัพไปตีหัวเมืองสิบสองปันนากวาดต้อนเทครัวไทลื้อกลุ่มหนึ่งมา ไว้ที่เมืองเชียงม่วนใกล้ลำน้ำปี้ และต่อมาในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้านครน่านองค์ต่อมาได้ยกทัพไปตีหัวเมืองลื้อ เช่น เมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง เมืองล้า กวาดต้อนเทครัวมาไว้ที่ท่าวังผ่า และที่เมืองเชียงม่วน ปัจจุบันปรากฏว่ามีแหล่งชุมชนไทลื้อในประเทศไทยกระจายอยู่หลาย ๆ จังหวัดทางภาคเหนือ เช่น ชุมชนไทลื้อจังหวัดพะเยา อำเภอเชียงคำ ตำบลหย่วน มีหลายหมู่บ้าน คือ บ้านหย่วน บ้านธาตุสบแวน บ้านแดนเมือง บ้านมาง บ้านดอนไชย บ้านแช่แห้ง บ้านใหม่ การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวไทลื้อ อำเภอเชียงคำ นั้นมีหลายรูปแบบ และต่างเวลาหลายระลอกด้วยกัน ชาวไทลื้อบ้านหย่วนอพยพมาจากเมืองหย่วน ปันนาเมืองพงษ์  แคว้นสิบสองปันนา จากประวัติวัดหย่วน ได้บันทึกไว้ว่าการเข้ามาของไทลื้อบ้านหย่วนแต่แรกนั้น ได้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมือง เมื่อพิจารณาแล้วคะเนว่า ไทลื้อบ้านหย่วนน่าจะเข้ามายังพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน ในสมัยที่พม่ายังคงมีอำนาจเหนือบริเวณแถบนี้อยู่    ดังปรากฏในช่วงระหว่าง จ.ศ. 1027 – จ.ศ.1049 (พ.ศ. 2208 – พ.ศ. 2230 ) พระยายอดใจได้กินเมืองน่านโดยการแต่งตั้งจากกษัตริย์พม่า ซึ่งขณะนั้นเมืองเชียงคำอยู่ในเขตการปกครองของเมืองน่านจากการอพยพเข้ามา หลายครั้งของชาวไทลื้อ  ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยภายในหรือภายนอกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบริเวณต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยส่วนหนึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ตำบลหย่วน  ซึ่งเป็นตำบลที่มีชนเผ่าไทลื้อได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานมากที่สุดในจังหวัดพะเยา ได้มีการถ่ายโอนศิลปวัฒนธรรม  ประเพณีและความเชื่อต่าง ๆ อันเคยปฏิบัติสืบเนื่องกันมา   ดังเช่นวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับภพ ภูมิโลกหน้าซึ่งก่อให้เกิดประเพณีการตานหรืออุทิศปราสาท  มณฑก สิ่งของเครื่องใช้ อาหารไปไว้ภายภาคหน้าทั้งเพื่อตนเองและผู้ล่วงลับ งานช่างศิลป  หัตถกรรมและภูมิปัญญาแขนงต่างต่าง ๆ รวมทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องแต่งกายภาษาเป็นต้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาติพันธ์ของชาวไทลื้อที่สั่งสมสืบทอด กันมาหลายศตวรรษไทลื้อจังหวัดพะเยา

1. ไทลื้อเชียงคำ  อยู่ที่อำเภอเชียงคำ อพยพมาจากเมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง เมืองยั้ง เมืองเงิน   เมืองเชียงคาน โดยตั้งหมู่บ้านเป็นหมู่บ้าน ๆ ใช้ชื่อเมืองที่อยู่เดิมตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน เช่นบ้านหยวน บ้านมาง  บ้านเชียงคาน บ้านล้า ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีประเพณีในการนับถือเทวดาเมืององค์เดียวกันคือ เจ้าหลวงเมืองล้า  ในบ้านน้ำแวน หมู่ 1 ตำบลน้ำแวน  บ้านแวน หมู่ 2 ตำบลน้ำแวน บ้านแวนพัฒนาหมู่ 5 ตำบลเชียงบาน  บ้านล้า ตำบลเวียง ( อิสรา ญาณตาล .พ.ศ. 2534 )

กลุ่มไทลื้อเชียงคำ จะอพยพมาจากเมืองปัวซึ่งเป็นกลุ่มที่นับถือเจ้าหลวงเมืองล้า มาตั้งถิ่นฐานในอำเภอเชียงคำ โดยเลือกเอาบริเวณที่ห้วยแม่ต๋ำไหลบรรจบกันกับแม่น้ำแวน (ปัจจุบันคือบ้านหมู่ที่ 1) หลังจากนั้นก็มีการขยายชุมชนออกไปตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้วยแม่ต๋ำ (ปัจจุบันคือหมู่บ้านแวนหมู่ที่ 2) และการขยายตัวครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ พ.ศ. 2460 ไปตั้งอยู่อีกฝากหนึ่งของแม่น้ำแวน ซึ่งปัจจุบันคือ บ้านแวนพัฒนา หมู่ 5 ตำบลเชียงบาน  ซึ่งไทลื้อกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ถูกกวาดต้อนมาจากสิบสองปันนาใน สมัยพระเจ้ากาวิละ  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่  และพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน


บ้านแวนทั้ง 3 หมู่บ้าน ยังมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มไทลื้อในอำเภอท่าวังผา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์เครือญาติระหว่างบ้านแวนพัฒนา หมู่ 5 กับบ้านหนองบัว ดูจะแน่นแฟ้น เพราะใน พ.ศ. 2495 มีครอบครัวไทลื้อจากบ้านหนองบัวมาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านแวนพัฒนาโดยตรงประมาณ 20 ครอบครัว


นอกจากนี้ กลุ่มไทลื้อเชื้อสายเมืองล้า (บ้านหนองบัว ต้นฮ่าง ดอนมูล รวมถึงบ้านแวนทั้ง 3 และบ้านล้า) มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับไทลื้อที่เมืองคอบ ซึ่งอยู่ในเขตประเทศลาวปัจจุบัน กล่าวคือ ต่างก็นับถือเทวดาเจ้าหลวงเมืองล้าเป็นเทวดาเมืองเหมือนกัน และ โดยทุกปีเมื่อมีพิธีกรรมเมือง  เลี้ยงเทวดาเจ้าหลวงเมืองล้า  ก็มีเครือญาติจากบ้านแวนและบ้านหนองบัวไปร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง ถ้าไปไม่ได้ก็จะมีการเก็บเงินไปบริจาคร่วมในการจัดซื้อควายมาสังเวย

2. ไทลื้อเชียงม่วน   มีนิทานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า  “พระยานุ่น”  แห่งเมืองน่าน เป็นผู้สร้างเมืองเชียงม่วน  โดยเสด็จออกล่า ช้างป่า และทราบว่า ช้างป่าตัวนั้นเป็นช้างเผือกคู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ออกหากินในป่าระหว่างแดนเมืองน่าน และเมืองพะเยา  พระยานุ่นได้ติดตามช้างเผือก เข้าไปถึงเขตแดนเมืองปง  ซึ่งเป็นหัวเมือง ขึ้นต่อจังหวัดน่าน และจับช้างเผือกเชือกนั้นได้


พระยานุ่นและบริวาร นำช้างเดินทางรอนแรมมาถึงหมู่บ้านหนึ่ง อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำยม และอาบน้ำ  ประดับประดา ตกแต่งด้วยเครื่องทรง เตรียมการฉลองช้างเผือกคู่บารมี ภาษาพื้นเมืองเรียกการอาบน้ำตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงเช่นนี้ว่า “สระสลุง” บ้านสถานที่ตั้งค่ายพักแรมตกแต่งช้าง จึงมีชื่อว่า “บ้านสระสลุง”  แต่ปัจจุบันเรียกสั้น ๆ ว่า “บ้านสระ”  


พระยานุ่นจัดงานเฉลิมฉลองอย่าง เอิกเกริก มีการแสดงหลายอย่าง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในแถบนี้ ประชาชนที่มาร่วมงานต่างรู้สึกพอใจสนุกสนานยิ่งนัก และเพื่อเป็นการระลึกถึงการฉลองช้างในครั้งนี้ พระยานุ่นจึงให้สร้างเมืองขึ้นมา แล้วให้ชื่อว่า เมืองเชียงม่วน ซึ่งแปลว่า เมืองสนุก อุทิศ ปฐมของ และรวงทอง สมัคร ได้ให้ความเห็นว่า  เชียงม่วน ชื่อที่ใช้ในปัจจุบัน น่าจะเป็นชื่อเรียกในบัญชีเมืองโบราณ สมัยขุนเจืองธรรมิกราช (โอรสขุนจอมธรรม ครองเมืองภูกามยาว มีพระชนม์อยู่ระหว่าง พ.ศ.1714 – 1790) จากคำว่า “เมืองมวน” ตามบัญชีเมืองในสมัยโบราณ 23 หัวเมือง ซึ่งมีเมืองที่น่าสนใจ ดังนี้

1.    เมืองเทิง  คือ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
2.    เมืองคอบ  อยู่ในจังหวัดน่าน
3.    เมืองคำ  คือ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
4.    เมืองปง  คือ อำเภอปง จังหวัดพะเยา
5.    เมืองชะเอียบ  น่าจะอยู่ในท้องที่ ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่
6.    เมืองมวน  น่าจะเป็น  “เมืองเชียงม่วน”


ในสมัยของพระเจ้าแสนภู ได้สร้างเมืองเชียงแสนเป็นราชธานี ปี พ.ศ.1871 จึงปรับปรุงเขตการปกครองระหว่างเมืองเชียงแสน พะเยา ระบุว่า พันนาเชียงแสนทั้งหมดมี 65 พันนา ๆ ที่น่า สนใจ มีดังนี้  เมืองโก  เชียงคำ  เชียงม่วน  นาคำ  นาผึ้ง  เมืองพาน  ท่าซ้าย  เชียงช้าง  เมืองมวน  เมืองไร และเมือง
จากเอกสารประชุมพงศาวดาร ภาคที่10 ตอนต้น เรื่อง ราชวงศ์ปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่าน ระบุว่า  ” เมื่อ พ.ศ.2399 (รัชกาลที่ 4 ) ได้กวาดต้อนครอบครัวลื้อเมืองพง เขตสิงสองปันนา ซึ่งเวลานั้นอยู่ในบังคับของฮ่อ ให้เข้ามาอยู่ในเขตเมืองน่าน ประมาณคนพันเศษ ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเชียงม่วน และเมืองเชียงคำ รวมเวลาไปมา 5 เดือน”


กำศรวญ  ยาศรี (2537 : 11) ได้สัมภาษณ์ คุณพ่ออภิวัง  สมฤทธิ์ ผู้อาวุโสในบ้านธาตุ หมู่ที่ 1 ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา บอกว่า ประมาณปี พ.ศ.2399 พระเจ้าสุริยพงศ์  ผริตเดช (สุริยะ  ณ น่าน) ได้ยกทัพไปปราบข้าศึกที่เมืองเชียงตุง ได้พบเห็นเผ่าไทลื้อกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีประเพณีวัฒนธรรม มีนิสัยใจคอ เยือกเย็น อดทน ขยันขันแข็ง รักความสงบ แต่ตกอยู่ในอำนาจจีนฮ่อ 1,000 คน พวกจีนฮ่อใช้ระบบทารุณโหดร้ายต่อเผ่าไทลื้อ ด้วยวิธีต่าง ๆ นานา


พระองค์ได้พิจารณาหาทางช่วยเหลือให้พ้นจากอิทธิพลจีนฮ่อ จึงได้กวาดต้อนชาวไทลื้อ สิบสองปันนา ครั้งแรกมาอยู่บ้านหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นเวลา 7 ปี ต่อมาทรงวิตกว่า ชาวไทลื้อดังกล่าว จะพากันอพยพไปอยู่ที่เดิมอีก จึงได้อพยพชาวไทลื้อดังกล่าว ไปอยู่อำเภอ     เชียงม่วน จังหวัดน่าน สมัยนั้น ในจำนวนไทลื้อ ที่โยกย้ายในยุคนั้น เจ้าเมืองน่านได้สั่งให้ไทลื้อกลุ่มพญาคำ และพญาธนะ (นัยว่า เป็นเจ้าเมืองในสิบสองปันนา) ไปตั้งบ้านเรือนในพื้นที่อำเภอเชียงม่วนปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเขตปกครองของเมืองปง ขึ้นกับเมืองน่าน ท้องที่อำเภอเชียงม่วนนี้ แต่เดิมเคยมีฐานะเป็นเมืองว่า เมืองเชียงม่วน ขึ้นกับเมืองเชียงราย (ประกิจกรจักร 2518, 285)


ไทลื้อกลุ่มพญาคำ และพญาธนะนี้ ลงมาจากเมืองมาง ในสิบสองปันนา เมื่อสร้างบ้านเรือนในเขตเมืองเชียงม่วนแล้ว ก็ตั้งชื่อว่า บ้านมาง ตามชื่อบ้านเมืองเดิม ส่วนพญาคำได้แยกออกตั้งบ้านเรือน ณ ริมฝั่งยม ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านมาง ตั้งชื่อว่า บ้านทุ่งมอก


ไทลื้ออีกกลุ่มหนึ่ง จำนวน 22 ครัวเรือน ประมาณ 100 คนเศษ จากเมืองพง สิบสองปันนาเช่นกัน ซึ่งมีพ่อเฒ่าแสนมังคละ เดินทางลงมาสร้างหมู่บ้านในบริเวณทุ่งใกล้ริมฝั่งน้ำปี้ ที่เรียกกันว่า ทุ่งล้า – ทุ่งลอ และตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า  บ้านแพทย์ ตามหมู่บ้านเดิมในเมืองพง  เมื่อพ่อเฒ่ามังคละ  ถึงแก่กรรม พ่อเฒ่าแก้วกาบคำ ได้สืบตำแหน่งแทน พ่อเฒ่าอุทัย  อุ่นตาล แห่งบ้านทุ่งหนอง  ตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน ให้ข้อมูลว่า ไทลื้อกลุ่มพ่อเฒ่าแสน เป็นกลุ่มแรกที่มาสร้างบ้านเรือนในเมืองเชียงม่วน ซึ่งพ่อเฒ่าได้บันทึกเป็นเอกสารไว้ ตามคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่า
เมื่อชาวไทลื้อ กลุ่มพ่อเฒ่าแสน กลุ่มพญาคำ พญาธนะ ตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองเชียงม่วนแล้ว ภายหลังมีชาวไทลื้อ จากท้องที่จังหวัดน่านปัจจุบัน เช่น ท่าวังผา นาน้อย เคลื่อนย้ายลงมาสมทบอีกเป็นจำนวนมาก ประชากรชาวไทลื้อรุ่นปัจจุบันหลายคนบอกว่า ได้ย้ายมาจากเมืองน่าน โดยเฉพาะชาวไทลื้อบ้านท่าฟ้า ซึ่งต่อมาได้ขยายออกเป็น บ้านท่าฟ้าใต้ – ท่าฟ้าเหนือ – ท่าฟ้าใหม่ ได้ย้ายมาจากบ้านหนองบัว ท่าวังผา จังหวัดน่าน อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก  “ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง”  (วิมล  ปิงเมืองเหล็ก สัมภาษณ์) ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวลื้อ จากเมืองล่า ในสิบสองปันนา (แผ่นพับของ อำเภอเชียงคำ)


หมู่บ้านไทลื้อเมืองเชียงม่วน ตั้งหมู่บ้านริมแม่น้ำปี้ และแม่น้ำยม นับตั้งแต่บ้านหลวง (บริเวณที่ว่าการอำเภอเชียงม่วน ปัจจุบันเป็นบ้านหลวง) บ้านร่องอ้อ (หนองอ้อ) บ้านแพทย์ บ้านน้ำล้อม(ริมฝั่งยมใกล้บ้านหนองหมูปัจจุบัน) บ้านห้วยทราย(บ้านแขนเหนือ) บ้านทุ่งมอก บ้านบ่อตอง บ้านหนอง(ทุ่งหนองเก่า) บ้านท่าฟ้า ส่วนบ้านปงสนุก น่าจะเป็นหมู่บ้านของแพทย์ คนรุ่นแรกน่าจะมาจากเมืองปง(พง) ในสิบสองปันนา เมื่อมาตั้งถิ่นฐานลุ่มน้ำปี้แล้ว ได้รับความสะดวกสบาย ปลูกผักทำการเกษตรได้ผลสมบูรณ์ดีไม่ต้องเดือดร้อนชาวจีน จึงเติมว่า “สนุก” ต่อท้ายภายหลัง

คำว่า “ทุ่งล้า – ทุ่งลอ” ที่พ่อเฒ่าแสนมังคละนำชาวไทลื้อ มาจั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่ม ตามบันทึกของพ่อเฒ่าอุทัย อุ่นตาล น่าจะเป็นบริเวณที่ราบตั้งแต่ดอยหลวง ดอยแก้ว ดอยกลุ่ม จนถึงฝั่งยม บริเวณบ้านทุ่งหนอง สถานที่ตั้งโบราณสถานคูเมือง ซึ่งน่าจะเชื่อได้ว่าเป็นที่ตั้งเมืองเชียงม่วนเก่า บริเวณทุ่งที่ว่านี้ มีลำน้ำแม่ปี้ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำยมนี้เรียกว่า “สบปี้” ยื่นเป็นแหลม(triangle) มีร่องรอยของชุมชนโบราณ ชาวบ้านเคยขุดพบถ้วยชามดินเผาในบริเวณกว้าง บ้านน้ำล้อมน่าจะตั้งอยู่บริเวณนี้ ต่อมาถูกน้ำท่วมบ่อยเนื่องจากอยู่ใกล้ฝั่งยม ฝั่งปี้ จึงย้ายหนีในที่สุด

ทุ่งล้า – ทุ่งลอ ถูกลำน้ำและเทือกเขาขนาบไว้ การขยายพื้นที่ไป ทำได้ยาก ชุมชนในยุคแรกขาดอุปกรณ์การเกษตรที่มีสมรรถภาพสูง การขยายและปรับปรุงพื้นที่ก็มีปัญหาจึงต้องทำนาทำไร่ริมฝั่งน้ำเป็นหลัก ถ้าปีใดน้ำท่วมสูง พืชผักเสียหาย บ้านเรือน ที่อยู่อาศัยจึงกระทบกระเทือนไปด้วย หมู่บ้านต้นซางจึงย้ายไปอยู่หมู่บ้านไชยสถาน ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเรียกว่า บ้านสันกุหลาบ

ประชาชนไทลื้อเชียงม่วน คงขยายอย่างรวดเร็ว ด้วยสาเหตุจากการขยายเผ่าพันธุ์ภายในของประชาชนนอกพื้นที่อพยพมาสมทบ เช่น จากเขตอำเภอเทิงและจากเมืองน่าน หลักฐานทางสถาปัตยกรรม เช่น วิหารวัดทุ่งมอกหลังเก่า วัดบ้านมาง วัดบ้านหลวง แสดงให้เห็นว่าชาวไทลื้อต้องมีจำนวนมากและเข้มแข็งพอที่จะสร้างศาสนสถานเช่น นี้ได้

เมื่อประชากรไทลื้อ เพิ่มมากขึ้น ที่ทำกินมีจำกัดและประสบอุทกภัยบ่อยครั้ง ความเป็นอยู่ไม่สมบูรณ์ตามเดิม จนมีคำพูดเชิงประชดประชันว่า “เมืองเซี้ยงม่วน” แทนคำว่า “เชียงม่วน” เซี้ยงภาษาเมืองเหนือ หมายความว่า หมดสิ้นแล้ว ประกอบกับขณะนั้น มีชาวไทลื้อจำนวนหนึ่งในสิบสองปันนา โยกย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในเขตเมืองเชียงคำ เช่น กลุ่มพญาโพธิสัตว์(พญานายฮ้อย) จากเมืองหย่วน  มาสร้างบ้านหย่วน (สันติภาพ ฟูเจริญ อ้างแล้ว) กลุ่มเจ้านางมะทรุดจากเมืองโลง เพราะได้ข่าวว่า “เมิงไท ดิ๋นด๋ำ น้ำจุ่ม” (โรงพยาบาลเชียงคำ : เอกสารแผ่นปลิว)

พญาคำและ พญาธนะ ได้นำไทลื้อจำนวนหนึ่ง ไปอยู่เมืองเชียงคำ สร้างหมู่บ้านใหม่ชื่อ “บ้านมาง” ตามชื่อบ้านมาง แห่งเมืองเชียงม่วนแล้ว เพราะ”วัดทุ่งมอก” ในบัดนี้ตามประวัติบอกเล่า (มุขะปาฐะ) ยืนยันว่า “พญาคำเป็นผู้สร้างวัดทุ่งมอก”


พ่อเฒ่าแสนกาบคำ ก็นำไทลื้อจากบ้านแพทย์เมืองเชียงม่วน ไปสร้างบ้านแพดเมืองเชียงคำ การเขียนชื่อหมู่บ้านสับสนต่างกัน เป็นเพราะทางเชียงม่วนเขียนเป็นภาษาไทยปัจจุบัน แต่เสียงยังพ้องกัน สามารถสืบต่อความหมายกันได้

พ่อเฒ่าอุทัย อุ่นตาล แห่งบ้านทุ่งหนอง เมืองเชียงม่วน ได้ทำบัญชีหมู่บ้านไทลื้อที่อพยพไปอยู่ที่เมืองเทิง(อำเภอเทอง จังหวัดเชียงราย) และเมืองเชียงคำ

ต่อมา พื้นที่อำเภอเชียงม่วนไม่สมบูรณ์ การประกอบอาชีพฝืดเคือง ชาวไทลื้อจึงขออนุญาตย้ายถิ่น ประมาณปี พ.ศ.2431 ชาวไทลื้อส่วนหนึ่ง ได้อพยพจากอำเภอเชียงม่วนที่อยู่นาน 15 ปี ไปตั้งถิ่นฐานที่อำเภอเชียงคำ ได้แก่  บ้านหย่วน  บ้านธาตุสบแวน  บ้านมาง  บ้านทุ่งมอก  บ้านแพด บ้านเชียงบาน  บ้านแวน  บ้านแดนเมือง  บ้านดอนไชย  บ้านหนองลื้อ  บ้านทราย  บ้านห้วยไฟ บ้านหนองเลา บ้านหล้าไชยพรม บ้านกิ่วชมพู บ้านปางวัว บ้านเชียงคาน บ้านแฮะ บ้านฮวก และบ้านสบบง เป็นต้น จากการศึกษาของ อุทิศ   ปฐมของ และรวงทอง   สมัคร เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทลื้อ สิบสองปันนา กับไทลื้อ เมืองน่าน

ในปี พ.ศ.2443 ได้มีการยุบเมืองปง เมืองควน ซึ่งมีพ่อเมืองปกครอง ขึ้นต่อนครน่าน และมีศูนย์รวมการปกครองที่เมืองเชียงคำ เรียกว่า เขตน่านเหนือ  และในปี พ.ศ.2459 เปลี่ยนชื่ออำเภอปง เป็นอำเภอบ้านม่วง และในปี พ.ศ.2486 ได้โอนอำเภอปง ไปขึ้นกับจังหวัดเชียงราย  ซึ่งมี 8 ตำบล คือ
1. ปง  
2. ควน  
3. งิม  
4. ผาช้างน้อย  
5. ยอด  
6. สระ  
7. เชียงม่วน  
8. ออย

วันที่ 18 มิถุนายน 2512 ได้มีประกาศยกฐานะพื้นที่เขตตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง ตำบลสระ ขึ้นมาเป็น  “กิ่งอำเภอเชียงม่วน”   และได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็น  อำเภอ เชียงม่วน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2517


ต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2520 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติจัดตั้ง จังหวัดพะเยา พ.ศ.2520 ให้มีเขตการปกครอง 7 อำเภอ คือ อำเภอเมืองพะเยา  อำเภอแม่ใจ  อำเภอดอกคำใต้  อำเภอจุน  อำเภอเชียงคำ  อำเภอปง  และอำเภอเชียงม่วน


เดิมทีบริเวณของบ้านหลวง เป็นต้นกำเนิดของตำบลเชียงม่วนในปัจจุบัน มีผู้นำหมู่บ้านคือ พ่ออุ้ยคำแสน ซึ่งมาจากเมืองไตรหลวง แคว้นสิบสองปันนา ได้เดินทางพร้อมครอบครัว และเพื่อนบ้านมาตั้งรกรากในปัจจุบัน จึงตั้งชื่อบ้านว่า  “บ้านหลวง”  สันนิษฐานว่า กลุ่มที่มาอยู่คงจะนำชื่อถิ่นฐานเดิมมาใช้คือ เมืองไตรหลวง เหลือคำว่า  “หลวง”  นั่นเอง ตอมา มีพ่ออุ้ยแสน  ธนะวงค์ ซึ่งเป็นลูกเขยของพ่ออุ้ยคำแสน คนต่อมา พ่ออุ้ยเมืองก้อน และต่อมา พ่ออุ้ยจันตา (ต้นตระกูลจันตา) ปกครองบ้านเมืองต่อมา

อีกทีมาหนึ่ง

ชนชาติพันธุ์ไทลื้อ

PDFพิมพ์อีเมล

ที่มา: เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

ชนชาติพันธุ์ ไทลื้อ

 
ลื้อ หรือ ลือ เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท คือ “ ไทลื้อ ” หรือ “ ไตลื้อ ” มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองพันนา ชาวไทลื้อนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบระหว่างหุบเขา โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายสำคัญซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า “ น้ำของ ” ส่วนจีนเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง และเรียกคนไทลื้อว่า “ หลี่ ” หรือ “ สุ่ยไปอี่ ” ชาวลื้อหรือไทลื้อมีวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อตลอดจนวิถีชีวิตที่คล้าย คลึงกับคนไทยล้านนาและคนลาวในล้านช้าง ที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักและนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทเช่นเดียว กันสำหรับประเทศไทย ไทลื้อได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามหัวเมืองต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ตั้งแต่อดีตซึ่งได้กวาดต้อนไทลื้อจากสิบสองพันนามาจำนวนมาก บางส่วนได้อพยพเข้ามาเพิ่มเติมภายหลังเพื่อค้าขาย ติดตามญาติพี่น้อง แต่งงานและแสวงหาที่ทำกินที่เหมาะสมหรือหนีภัยสงคราม รวมทั้งอพยพเข้ามาด้วยเหตุผลทางศาสนาและการจาริกแสวงบุญในเวียดนาม มีชุมชนไทลื้ออาศัยอยู่ที่เมืองบินลูห์ และบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดำตามแนวพรมแดนที่ติดต่อกับจีน

ในเขตประเทศลาว ไทลื้อตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือแถบเมืองสิง เมืองลองในแขวงหลวงน้ำทา เมืองอูเหนือ อูใต้ งายเหนือ งายใต้ บุนเหนือ บุนใต้ในแขวงพงสาลี เมืองไซ เมืองแบง เมืองฮุก เมืองหงสาในแขวงอุดมไซ เมืองเงิน เมืองเชียงฮ่อน และเมืองหงสาในแขวงไชยะบุรี นอกจากนี้ยังตั้งชุมชนอยู่รอบ ๆ เมืองหลวงพระบางและกระจายกันอยู่แถบลุ่มน้ำอูและแม่น้ำโขง ในแขวงหลวงพระบางและแขวงบ่อแก้วอีกหลายหมู่บ้าน

อาณาจักรสิบสองพันนาใน อดีตจัดแบ่งการ ปกครองออกเป็นระบบ พันนา (อ่าน ว่า “ ปันนา ” ) ซึ่งเป็นการควบคุมพื้นที่นาโดยใช้ระบบเหมืองฝาย ประกอบด้วยพันนาเมืองหลวง พันนาเมืองแช่ พันนาเมืองฮุน พันนาเมืองฮิง พันนาเชียงลอ พันนาเชียงเจิง พันนาเมืองพง พันนาเมืองลา พันนาเชียงทอง พันนาเมืองอู พันนาเมืองล่า และพันนาเชียงรุ่ง โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขเรียกว่า เจ้าแสนหวีฟ้า ประทับ อยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งจีนเรียกว่าเมืองเชอหลี่ นอกจากนี้ไทลื้อยังตั้งฐานอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉานในพม่าที่ เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองป่าแลว เมืองวะ เมืองนำ เมืองฐาน เมืองขัน เมืองพะยาก เมืองยอง เมืองยุ เมืองหลวย เป็นต้น

อาชีพหลักของไทลื้อ คือ การกสิกรรมเป็นพื้นฐาน ได้แก่ การทำนาและปลูกพืชผักต่าง ๆ ส่วนการเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพรอง ได้แก่ วัว ควาย ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ใช้งานและขายเป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัว ส่วนหมู เป็ด ไก่ เลี้ยงไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเป็นอาหารในคราวออกแรงงานร่วมกัน ไทลื้อเป็นคนขยันทำมาหากิน ดังนั้นจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจอีกว่าชนเผ่าอื่น ๆ ในปัจจุบัน ชาวไทลื้อบางส่วนได้หันมาประกอบการค้าขาย เช่น ที่เมืองสิงจะสังเกตเห็นว่าเด็กผู้หญิงอายุ 12 – 13 ปี ก็จะเริ่มค้าขายเล็กน้อย ๆ ในท้องถิ่น ส่วนผู้ใหญ่บางคนจะไปค้าขายต่างเมือง เช่น ซื้อสินค้าจากจีนไปขายหลวงน้ำทา อุดมไซ หลวงพระบาง หรือซื้อสินค้าไทยไปขายในท้องถิ่น และบางส่วนเข้าไปในจีนแถบเมืองมางและเมืองล่า สินค้าท้องถิ่นที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว กระเทียม หอม ยาสูบ ถั่วโอ (ถั่วหมักคล้ายเต้าเจี้ยว) และพืชผักต่าง ๆ

จารีตครรลองประเพณีที่สำคัญ

การเกิด

ตามปกติหญิงไทลื้อตั้ง ครรภ์ไม่มีข้อห้ามในเรื่องอาหารการกิน คงรับประทานอาหารได้ตามปกติ ครั้นเมื่อถึงเวลาเจ็บท้องใกล้คลอดลูก ผู้เป็นแม่จะนั่งใกล้ ๆ โดยมีผู้ทำคลอด ซึ่งอาจจะเป็นแม่ตัวเองหรือแม่สามีช่วยทำคลอดให้ เมื่อทารกตกถึงฟาก ผู้ทำคลอดจะใช้ป่านผูกสายสะดือใช้มีดตัด(ทำด้วยผิวไม้ไผ่) บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่เจาะรูด้านข้างปิด อัดไว้ เพราะคนลื้อมีความเชื่อว่าถ้าหากไม่เจาะรู จะทำให้เด็กหายใจไม่ได้ หลังจากนั้นทำความสะอาดผู้เป็นแม่และเด็กน้อย แล้วก็ส่งให้แม่รับ ซึ่งจะเลือกจากหญิงที่ประวัติดี มีฐานะดีพอสมควร ไม่เป็นหม้ายหรือหย่าร้างมาก่อน แม่รับอุ้มเด็กไปวางในกระด้งที่เตรียมไว้ แล้วนำไปวางไว้ที่หัวบันไดพร้อมกับตะโกนด้วยเสียงดัง ๆ ว่า “ ผีจะกินก็กินเหแต่น้อย ผีบ่เล้งกูซิเล้ง ” จากนั้นก็เอามามอบให้แม่ของเด็ก สำหรับรกของเด็ก ผู้เป็นพ่อจะเลือกหาวันดีแล้วนำกระบอกใส่รกไปแขวนไว้ที่กิ่งไม้ในป่าข้าง บ้าน ขณะกลับถึงเรือน ถ้าเป็นลูกสาว พ่อของเด็กจะจับเครือที่ทอผ้าก่อน ถ้าเป็นลูกชายก็จะจับมีดตัดไม้ก่อนขึ้นเรือน ที่ทำเช่นนี้เพราะเชื่อว่าเมื่อเด็กเติบโตขึ้น จะมีความอดทนและขยันหมั่นเพียรในการทำงาน

ภายหลังคลอดจะต้อง อยู่กำ (อยู่ไฟ) มีกำหนด 30 วัน ภายใน 3 วันแรก จะรับประทานอาหารได้แต่ข้าวกับเกลือเท่านั้นเรียกว่า อยู่กำน้อย เมื่อครบ 3 วัน แล้วก็ทำพิธี ออกกำน้อย โดย นำเอาเกลือมาสู่ขวัญผูกข้อมือให้แก่แม่และเด็กน้อย ผู้เป็นสามารถออกไปนอกห้อง หรือซักเสื้อผ้าได้ อาหารของแม่ระหว่างอยู่กำ รับประทานได้แต่น้ำพริกข่าจิ้มผักต้มและไก่ที่มีขนสีดำ ห้ามอาหารประเภทไข่ เนื้อสัตว์ประเภทวัวควาย นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามเพิ่มเติมสำหรับคลอดบุตรคนแรก ซึ่งเรียกว่า ท้องหัวสาว มี ข้อห้ามต่อไปอีก 1 ปี คือห้ามรับประทานเนื้อความเผือก หมูแม่ต้อง (หมูที่มีลูกแล้ว) เนื้อเสือ เก้ง กวาง ปลาร้า ปลาไม่มีเกล็ด ปลาบก ปลาไน เป็นต้น เมื่อครบ 30 วัน จะไปเชิญหมอพรมาสู่ขวัญ ซึ่งต้องฆ่าไก่ 1 ตัว ทำพิธีสู่ขวัญแม่และเด็กน้อย โดยถือว่าวันออกกำเป็นวันเกิดของเด็กน้อยอีกด้วย หมอพรจะนำเด็กไปวางที่หัวบันไดบ้านเพื่อบอกผีสางนางร้ายมาดูพร้อมทำเสียงนำ เค้าแมวแล้วพูดว่า “ แก็ก ๆ กู้… หื้อมาเอิ้นมาเรียกเอาหลานสูคืนเมือถ้าปิ๋นลูกสูหลานสู หื้อมาเรียกเอาป้อกไปเหเดี่ยวบ่ต้องหื้อ เหลือจากวันนี้ก๋ายมื่อนี้วันนี้บ่หื้อมาเกี่ยวข้อง ปิ๋นลูกกูหลานกู ” แล้วกระทืบเท้าให้เด็กน้อยตื่นและพูดต่อไปว่า “ ถ้าตายก็หื้อตายเห หื้อใจขาด คันใจบ่ขาด ก๋ายสามบาทปิ๋นลูกกูหลานกู สูเอาบ่ได้แล้ว ”

หมายถึง ให้ผีร้ายมาเรียกเอาลูกหลานกลับคืนในวันนั้น หลังจากนั้นเป็นลูกคน ถัดจากนั้นก็กระทืบเท้าให้เด็กสะดุ้งตื่นแล้วพูดในทำนองว่า ถ้าจะตายก็ขอให้ขาดใจตายทันที ถ้าไม่ตายหลังจากนั้นก็จะเป็นลูกคน

หลังจากนั้นหมอพรจะทำ พิธีสวดมนต์ตัดขาดจากผี แล้วนำเด็กน้อยมาทำพิธีสู่ขวัญให้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อแม่และญาติพี่น้องผูกข้อมือเพื่อให้เป็นลูกเป็นหลานต่อไป

การเลือกคู่ครอง

ชาวไทลื้อเมื่ออายุย่าง เข้าสู่วัยหนุ่มสาว จะมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกคู่ครอง ชีวิตคู่ระเริ่มจากประเพณีแอ่วสาว กล่าวคือ พอถึงยามค่ำคืนบรรดาชายหนุ่มจะไปปลุกสาวที่ตนชอบพอถึงหัวนอน หากสาวพอใจก็จะออกมาพูดคุยกันที่ชานบ้าน ถ้าเป็นยามฤดูหนาวบรรดาสาว ๆ จะนัดเพื่อนสาวละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงมาลงข่วงปั่นฝ้ายรอบ ๆ กองไฟบริเวณลานบ้าน หนุ่มลื้อก็จะชวนกันมาแอ่วสาวปั่นฝ้ายกลุ่ม ๆ ในระหว่างเดินทางหรือขณะพูดคุยกับสาว ๆ ก็จะขับลำนำเคล้าเสียงปี่ในเชิงเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกันไปเรียกว่า “ ขับลื้อ ” พอถึงยากดึกต่างก็แยกกันกลับบ้าน โดยมีชายหนุ่มที่รักใคร่ชอบพอช่วยถือฝ้ายไปส่งถึงเรือน แล้วผู้สาวก็จะเชิญชวยหนุ่มขึ้นไปคุยกันต่อบนเรือน จนกระทั่งเลยสองยามอาจถึงสามนาฬิกาของวันใหม่จึงร่ำลากลับ เมื่อต่างฝ่ายรักใคร่จริงใจต่อกันแล้วก็จะบอกให้พ่อแม่ทราบ เพื่อขอความเห็นชอบและนัดเจรจาสู่ขอ

ตามธรรมเนียมของชาวไท ลื้อนั้น ก่อนการสู่ขอ พ่อแม่จะไปหาผู้รู้หรือปราชญ์ชาวบ้านช่วยพิจารณาชะตาของหนุ่มสาวเรียกว่า ทำ พิธีไขว่ หมาย ถึงการสืบสวนถึงประวัติการสืบสายโลหิตของทั้งสองฝ่าย ถ้าหากเป็นญาติใกล้ชิดชะตาจะขวางกัน แต่งงานกันไม่ได้ หากฝ่าฝืนจะเกิดภัยพิบัติแก่พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย อาจเป็นอัมพาตหรือมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้น ถือว่าเป็นข้อห้ามสำคัญซึ่งเป็นจารีตของสังคมไทลื้อ

เมื่อฝ่ายชายได้รับความ ยินยอมจากพ่อแม่แล้ว ก็จะมอบหน้าที่ให้ “ พ่อใช้ ” ซึ่งโดยปกติจะเป็นญาติหรือนายบ้านพร้อมญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งไปเจรจาสู่ขอ พิธีสู่ขอใช้ขันห้า คือ พาน มีดอกไม้และธูป 5 คู่ หมากพลู ในการเจรจาสู่ขอจะกล่าวเป็นคำกลอนที่คล้องจองกัน ฝ่ายหญิงอาจตอบตกลงหรือเจรจาถามความสมัครใจของลูกสาวก่อน โดยจะให้พ่อใช้ฝ่ายหญิงไปแจ้งข่าวภายหลัง

กินดองน้อย เมื่อ ทั้งสองฝ่ายตกลงเป็นเอกภาพกันดีแล้วก็จะนัดวันหมั้น ซึ่งเรียกว่า กินดองน้อย ในวันกินดองน้อย ฝ่ายหญิงจะฆ่าหมู 1 ตัว และไก่อีกจำนวนหนึ่ง จัดสำรับอาหารเลี้ยงต้อนรับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายชายจะมอบกำไลเรียกว่า ปลอกแขนขวัญ น้ำหนักเงิน 2 หมัน 5 บี้ ให้แก่คู่หมั้น ถ้าหากคู่หมั้นมีพี่ชายหรือพี่สาวที่ยังเป็นโสดจะต้องเตรียมอีก 2 หมัน 5 บี้ ใส่พานไปมอบให้เพื่อ “ ข่มขวัญอ้ายเอื้อย ” ภายหลังพิธีหมั้นแล้วฝ่ายชายจะอยู่ในฐานะเป็น เขยพราง คือ อยู่ไปพลางก่อน หลังจากนั้นก็ทำพิธีเซ่นไหว้บอกเทวดาเรือน (ผีเรือน) เขยพรางจะอยู่ในฐานะเป็น คนสองเรือน สามารถไปมาหาสู่นอนค้างคืนได้เพื่อช่วยการงานที่บ้านฝ่ายหญิง แต่ยังไม่มีสิทธ์หลับนอนด้วยกัน ในระหว่างนั้นชายจะไม่ไปเกี้ยวพาราสีหญิงอื่น ส่วนหญิงก็จะไม่ไปลงข่วงปั่นเหมือนแต่ก่อน ทั้งจะตั้งใจเก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างฐานะครอบครัวเตรียมกายเตรียมใจที่จะ เข้าสู่พิธีแต่งดองเรียกว่า สู่ขวัญโอม ซึ่งเขยพรางจะ เปลี่ยนสถานภาพเป็นเขยสู่ เพื่ออยู่กินกันฉันสามีภรรยาต่อไปตามปกติ ระยะเวลาจากเขยพรางไปหาเขยสู่จะกินเวลา 3 เดือน ถึง 1 ปี

กินแขกแต่งดอง

เป็นพิธีแต่งงานของเผ่า ลื้อ นิยมทำกันหลังเทศกาลออกพรรษา คือ เดือนเกี๋ยง หรือเดือนยี่ คือราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมเป็นต้นไป นิยมทำในเดือนคู่ โดยให้พระสงฆ์หรือผู้รู้ในหมู่บ้านเลือกหามื้อใสวันดีให้เพื่อเป็นสิริมงคล แก่คู่บ่าวสาว พิธีกินดองของเผ่าลื้อจะที่บ้านของฝ่ายหญิง โดยให้ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน ส่วนที่นอนหมอนมุ้งฝ่ายหญิงจะจัดหาหรือทำเองเตรียมไว้เมื่ออยู่ในวัยสาว โดยปกติงานวันที่ฝ่ายหญิงจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้และอาหารบางอย่างไว้ ล่วงหน้าเพื่อเลี้งแขกในวันรุ่งขึ้น วันที่สองเป็นวัน “ กินดอง ” จะมีแขกซึ่งเป็นญาติของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรวมทั้งชาวบ้านมาร่วมจำนวนมาก

พิธีกินดองเริ่มจากพิธี แห่เขยไปสู่เรือน เจ้าสาว เมื่อถึงหัวบันไดจะมีหญิงผู้หนึ่งที่เป็นกุลสตรีของหมู่บ้านเรียกว่า แม่คนดี รีบ เอาถุงเงิน ง้าว (ดาบ) และมีดอุ่ม (มีดเหน็บ) จากเจ้าบ่าว นำไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาว แล้วเข้าพิธีบายศรีเรียกว่า “ สู่ขวัญโอม ” ในพิธีสู่ขวัญโอมจะมีญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาผูกข้อมืออวยพรให้แก่คู่ สมรส หลังจากนั้นก็จะแห่สะใภ้มายังเรือนฝ่ายชาย ทำพิธีเซ่นไหว้เทวดาเรือนเพื่อขอรับเอาเขยไปอยู่เรือนของตน ในขณะเดียวกันญาติของฝ่ายชายก็จะทำพิธีสู่ขวัญรับสะใภ้ใหม่เพื่อเป็นสิริ มงคลแก่เจ้าสาว

ตามครรลองประเพณีของ ลื้อที่เคยปฏิบัติสืบ ต่อกันมา เขยสู่ จะ อาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยาย 3 ปี แล้วจึงแต่งดองกลับคืนไปอยู่เรือนพ่อแม่สามีอีก 3 ปี เรียกว่า “ สามปีไป สามปีป้อก ” ในพิธีแต่งดองกลับคืน จะมีการฆ่าหมู 1 ตัว ไก่อีกจำนวนหนึ่งทำพิธีสู่ขวัญและเงินสินสอดอีก 15 หมัน ก่อนจะลงจากเรือน ก็ทำพิธีบอกกล่าวเทวดาเรือนเพื่อไปอยู่กับพ่อแม่ของสามีจนครบ 3 ปี จึงจะปลูกเรือนหลังใหม่ได้เพื่อแยกสร้างครอบครัว

ชนชาติพันธุ์พี่น้องไทลื้อ

ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษาไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่างๆ เนื้อหา 1 การอพยพ 1.1 ไทยอง 2 ไทลื้อปัจจุบัน 3 วัฒนธรรม 4 อ้างอิง 5 แหล่งข้อมูลอื่น การอพยพ เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนาปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครอง เอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชต่อมาในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อนาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบันเมืองสิบสองปันนาได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้ (ที่มาของคำว่า สิบสองพันนา อ่านออกเสียงเป็น “สิบสองปันนา”) ชาวไทลื้ออาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น ้ำ มีเมืองต่างๆ ดังนี้ภาษาไทลื้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิงตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจียงฮุ่ง (เชียงรุ่ง) เป็น 12 ปันนา และทั้ง 12 ปันนานั้น ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยต่างๆ เช่น ฝั่งตะวันตก : เชียงรุ่ง, เมืองฮำ, เมืองแช่, เมืองลู, เมืองออง, เมืองลวง, เมืองหุน, เมืองพาน, เมืองเชียงเจิง, เมืองฮาย, เมืองเชียงลอ และเมืองมาง ฝั่งตะวันออก : เมืองล้า, เมืองบาน, เมืองแวน, เมืองฮิง, เมืองปาง, เมืองลา, เมืองวัง, เมืองพง, เมืองหย่วน, เมืองมาง และเมืองเชียงทอง การขยายตัวของชาวไทลื้อสมัยรัชกาลที่ 24 เจ้าอินเมืองได้เข้าตีเมืองแถน เชียงตุง เชียงแสน และล้านช้าง กอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งตั้งหัวเมืองไทลื้อเป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบสองปันนา และในยุคนี้ได้มีการอพยพชาวไทลื้อบางส่วนเพื่อไปตั้งบ้านเรือนปกครองหัวเมืองประเทศราชเหล่านั้น จึงทำให้เกิดการกระจายตัวของชาว ไทลื้อ ในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง (รัฐฉานปัจจุบัน) อันประกอบด้วยเมืองยู้ เมืองยอง เมืองหลวย เมืองเชียงแขง เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองพะยาก เมืองไฮ เมืองโก และเมืองเชียงทอง (ล้านช้าง) เมืองแถน(เดียนเบียนฟู) ซึ่งบางเมืองในแถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทลื้ออยู่แล้ว เช่น อาณาจักรเชียงแขง ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงแขง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงกก เมืองเชียงลาบ เมืองกลาง เมืองลอง เมืองอาน เมืองพูเลา เมืองเชียงดาว เมืองสิง เป็นต้น ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพ หรือ ถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประ เทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) และเจ้าสุมนเทวราช (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน และเมืองบางส่วนในประเทศลาว และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าสุริยะพงษ์ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ก็ได้ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน [3] ไทยอง ชาวไทยอง หรือ ชาวเมืองยอง ใช้เรียกกลุ่มคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเมืองยอง และกระจายอยู่ในด้านตะวันออกของรัฐฉาน ประเทศพม่า เขตสิบสองพันนา ในมณฑลยูนนานของจีน ภายหลังได้อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือน ใน จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน ในสมัยรัชกาลที่ 1 ภายใต้กุศโลบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ของ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ เพื่อรื้อฟื้นอาณาจักรล้านนาภายหลังการยึดครองของพม่าสิ้นสุดลง จากตำนาน ชาวเมืองยองนั้น ได้อพยพมาจากเมืองเชียงรุ้งและเมืองอื่นๆ ในสิบสองปันนา ซึ่งเป็นคนไทลื้อ และได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งใหญ่ในเมืองลำพูน และ เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2348 ด้วยสาเหตุของสงคราม เจ้าเมืองยองพร้อมด้วยบุตรภรรยา น้องทั้ง 4 ญาติพี่น้อง ขุนนาง พระสงฆ์และไพร่พลจากเมืองยอง จำนวน 20,000 คนเข้ามาแผ้วถางเมืองลำพูนที่ร้างอยู่ ตั้งบ้านเรือนตามลุ่มน้ำแม่ทา น้ำแม่ปิง ผู้คนทั่วไปในแถบนั้นจึงเรียกคนที่มาจากเมืองยองว่า ชาวไทยอง [1] ในสมัยนั้นผู้คนต่างเมืองที่มาอยู่ร่วมกัน จะเรียกขานคนที่มาจากอีกเมืองหนึ่งตามนามของคนเมืองเดิม เช่น คนเมืองเชียงใหม่ คนเมืองลำปาง คนเมืองแพร่ คนเมืองน่าน คนเมืองเชียงตุง เป็นต้น แต่ของคนเมืองยองนั้น ต่อมาคำว่าเมืองได้หายไป คงเหลืออยู่คำว่า คนยอง ดังนั้น ยอง จึงมิใช่เป็นเผ่าพันธุ์ และเมื่อวิเคราะห์จากพัฒนาการ ประวัติศาสตร์ของเมืองยองแล้ว ชาวไทยอง ก็คือ ชาวไทลื้อนั่นเอง ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 เจ้าสุนันทะ โอรสเจ้าเมืองเชียงรุ่ง ได้พาบริวารชาวไทลื้อจากเมืองเชียงรุ่ง เข้ามาปกครองเมืองยองเหนือคนพื้นเมือง ซึ่งเป็นชาวลัวะ โดยมีทั้งปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การผสมผสานระบบความเชื่อและพิธีกรรม และ พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในภายหลัง ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และระบบบรรณาการกับเมืองเชียงรุ่ง เชียงตุงและการสร้างพันธมิตรทางการเมืองกับกลุ่มเมืองในที่ ราบเชียงราย บนฝั่งแม่น้ำโขงตอนกลาง เช่น เชียงแสน เชียงของ เป็นต้น ดังนั้น ชาวไทยอง กับ ชาวไทลื้อก็คือ ญาติกันนั่นเอง ข้อความตัวหนา ไทลื้อปัจจุบัน ปัจจุบันชาวไทลื้อกระจายตัวอยู่ ที่ ประเทศพม่า มีแถบเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงลาบ เมืองไร เมืองพะยาก เมืองโก เมืองโต๋น เมืองเลน เชียงตุง ประเทศลาว เมืองหลวงน้ำทา เมืองหลวงพูคา เมืองบ่อแก้ว ไชยะบุลี (เชียงฮ่อนเชียง เชียงลม หงสา) เมืองหลวงพะบาง ประเทศไทย เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน ประเทศเวียดนาม เมืองแถน สำหรับในประเทศไทย มีชาวไทลื้อในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน ดังนี้ เชียงราย : อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน อำเภอพานซึ่งเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากจังหวัดลำปาง (ส่วนหนึ่งได้อพยพไปเมืองเชียง รุ้ง เมื่อเกิดสงครามไทยพม่า) เชียงใหม่ : อำเภอสะเมิง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง กิ่งอำเภอแม่ออน น่าน : อำเภอเมืองน่าน (ต.ในเวียง บ้านเชียงแขง บ้านเมืองเล็น) อำเภอท่าวังผา มีชาวไทลื้ออยู่ 5 ตำบล คือ ต.ศรีภูมิ บ้านห้วยเดื่อ ต.ป่าคา เป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองล้า มี 5 ประกอบด้วยหมู่บ้าน บ้านหนองบัว บ้านดอนแก้ว บ้านต้นฮ่าง บ้านดอนมูล บ้านแฮะ ,ตำบลยม มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อที่มาจาก เมืองเชียงลาบ และเมืองยอง ประกอบด้วย บ้านลอมกลาง บ้านทุ่งฆ้อง บ้านเชียงยืน บ้านเสี้ยว บ้านหนองช้างแดง ,ต.จอมพระ เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองยู้มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้าน บ้านถ่อน และถ่อนสอง บ้านยู้ บ้านยู้เหนือ บ้านยู้ใต้ อำเภอปัว เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ประกอบด้วย ต.ศิลาเพชรเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง มี 7 หมู่บ้าน บ้านป่าตอง3หมู่บ้าน บ้านดอนไชย บ้านนาคำ บ้านดอนแก้ว ,ตำบลศิลาแลง เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมือ งยอง บ้านเก็ด บ้านหัวน้ำ บ้านตีนตก เป็นต้น ต.วรนคร บ้านดอนแก้ว บ้านร้องแง บ้านมอน บ้านขอน บ้านป่าลานเป็นต้น ตำบลสถาน เป็นชาวไทลื้ออพยพมาจากเมืองเชียงลาบ มี 3 หมู่บ้าน นอกนั้นในยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 หมู่บ้านในอำเภอปัวที่เป็นชาวไทลื้อ อำเภอเชียงกลาง อำเภอสองแคว มีชาวไทยลื้ออาศัยอยู่ที่ตำบลยอด ที่บ้านปางส้าน บ้านผาสิงห์และบ้านผาหลัก อำเภอทุ่งช้าง บ้านงอบ บ้านปอน ห้วยโก๋น และส่วนที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งจะอยู่ปะปนกะชาวเมืองน่านแถบ ชายแดน (มีจำนวนมากที่สุด อพยพมาจาก แขวงไชยะบุรี และ สิบสองปันนา) พะเยา : อำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำ (มีจำนวนมาก) อำเภอภูซาง ลำปาง : อำเภอเมือง ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน บ้านกล้วยหลวง บ้านกล้วยแพะ บ้านกล้วยม่วง บ้านกล้วยกลาง และบ้านกล้วยฝาย และบางส่วนใน อำเภอแม่ทะ ลำพูน : อำเภอเมือง อำเภอบ้านธิ จังหวัดแพร่ : อำเภอเมืองแพร่ ต.บ้านถิ่น ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม(เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย) วัฒนธรรม ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นๆทางภูมิภาค คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถุนเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรือนที่ยังคงสภาพเป็นเรือนไม้แบบเดิมสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อผสมล้านนายังพอจะมีให้เห็นบ้างในบางชุมชน เช่น บ้านธาตุสบแวน และบ้านหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงบางแห่ง เช่น วิหารวัดดอนมูล วิหารวัดหนองแดง วิหารวัดหนองบัว วิหารวัดท่าฟ้าใต้ วิหารวัดแสนเมืองมา(วัดมาง) วิหารวัดหย่วน เป็นต้น ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย บางสมัยนิยมใช้เส้นไหมจากต่างถิ่น ทอลวดลายที่เรียกว่า “ลายเกาะ” ก้วยเทคนิคการล้วง ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกว่า ลายน้ำไหล มีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือในปัจจุบัน ผู้ชายไทลื้อส่วนใหญ่จะนิยมสวมเสื้อขาวแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อม เรียกว่า “เสื้อปา” สวมกางเกง[หม้อห้อม]]ขายาวต่อหัวกางเกงด้วยผ้าสีขาว เรียกว่า “เตี่ยวหัวขาว” นิยมโพกศีรษะ (“เคียนหัว”) ด้วยผ้าสีขาว สีชมพู ส่วนหญิงไทลื้อนิยมสวมเสื้อปั๊ด (เป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่สาบเสื้อจะป้ายเฉียงมาผูกไว้ที่เอวด้านข้าง) นุ่งซิ่นต๋าลื้อ สะพายกระเป๋าย่าม (“ถุงย่าม”)และนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือสีชมพู[4] เรื่องของชาวไทลื้อ ซึ่งบรรพบุรุษได้อพยพมาจากเมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ (เมืองทั้งหมดนี้อยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) และชาวไทยอง (คนไทลื้อเมืองยอง เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือหรือล้านนา) นั้น มีความเกี่ยวข้องกันมาก ดังนั้นจึงอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ว่าไทยองไม่ใช่ไทลื้อ สมเด็จพระเป็นเจ้าหอคำเชียงรุ่ง 1 (พญาเจื๋อง) เป็นปฐมกษัตริย์ของชาวไทลื้อ แห่งราชวงค์อาฬโวสวนตาล จนถึงสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 41 เจ้าหม่อมคำลือ (ตาวซินซือ) ก่อนสิ้นสุดลงเพราะรัฐบาลจีนได้ถอดถอนท่านออกจากการเป็นเจ้าแผ่นดิน ยุบเลิกระบบการปกครองเดิมของสิบสองปันนา ส่วนพระอนุชาได้ลี้ภัย มาอยู่ที่อำเภอแม่สาย หม่อมตาลคำ ได้ลี้ภัยมาอยู่กรุงเทพ
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)