Get Adobe Flash player

พระสุธนนางมโนราห์

PDFพิมพ์อีเมล

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 31 ตุลาคม 2012 เวลา 09:22 เขียนโดย นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา วันอังคารที่ 28 กันยายน 2010 เวลา 16:32

maphimalai

ป่า หิมพานต์ ตามตำนานกล่าวไว้ว่าป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเขา หิมพานต์ หรือหิมาลายา (หิมาลัย) คำว่า “หิมาลายา” นั้นเป็นคำที่ มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่าสถาน ที่ๆ ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ภูเขาหิมพานต์ประดิษฐานอยู่ในชมพูทวีปมีเนื้อที่ ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ (๑ โยชน์ เท่ากับ ๑๐ ไมล์ หรือ ๑๖ กิโลเมตร) วัดโดยรอบได้ ๙,๐๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด มีสระใหญ่ ๗ สระคือ ๑ สระอโนดาต ๒ สระกัณณมุณฑะ ๓ สระรถการะ ๔ สระฉัททันตะ ๕ สระกุณาละ ๖ สระมัณฑากิณี ๗ สระสีหัปปาตะ บรรดาสระใหญ่ทั้ง ๗ นั้น สระอโนดาตแวดล้อมไปด้วยภูเขาทั้ง ๕ ที่จัดเป็นยอดเขาหิมพานต์ ยอดเขาทุกยอด มีส่วนสูงและสัณฐาน ๒๐๐ โยชน์ กว้างและยาวได้ ๕๐ โยชน์ ในป่านี้เต็มไปด้วย สัตว์นานาชนิด ซึ่งล้วนแต่แปลกประหลาด ต่างจากสัตว์ที่เราๆรู้จัก บ้างก็ว่า สัตว์เหล่านี้เกิดจากจินตนาการของ จิตรกร ที่ได้สรรค์สร้าง ภาพต่างๆจาก เอกสารเก่าต่างๆ

ป่าหิมพานต์อยู่แห่งไหน

ตามตำนานกล่าวไว้ว่าป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเขา หิมาลายาหรือหิมาลัย คำว่า “หิมาลายา” นั้นเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่าสถาน ที่ๆ ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ทางด้านภูมิศาสตร์หิมาลัยเป็น เทือกเขาในทวีปเอเชีย ประกอบไปด้วยเขาแนว ขนานหลายๆลูก และเป็นเทือกเขาที่มียอดเขาสูง ชัน กว่า ๓๐ ยอดเขามีความสูงเกิน ๗,๖๒๐ เมตร (๒๕,๐๐๐ ฟุต) โดยมียอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งสูงถึง ๘,๕๓๕ เมตร (๒๙,๐๒๙ ฟุต) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก.
ความกว้างโดยเฉลี่ยของเทือกเขาหิมาลัยอยู่ ที่ประ มาณ ๒๐๐ กิโลเมตร เทือกเขาพาดเป็นแนวจากทิศ ตะวันออกไป ทิศตะวันตกถึงตอนกลางของประเทศ เนปาล และเป็นแนวจาก ทิศตะวันออก เฉียงใต้ไปทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือครอบคลุม อาณาบริเวณหลายประเทศจากอาฟกานิสถาน ปากีสถาน จีน อินเดีย เนปาล ภูฏาณ บังคลาเทศ และสหภาพพม่า ภูมิอากาศของเทือกเขาหิมาลัยนั้นค่อนข้างจะคาดคะเนลำบาก แต่โดยรวมแล้วขึ้นอยู่กับระดับความสูง อุณหภูมิจะอยู่ในระดับต่ำ ในเขตภูเขาสูงและในเขต เนินเขาจะมีความชื้นสูง

จะกล่าวถึงเรื่องพระสุธนนางมโนราห์ เรื่องมีอยู่ว่า ในกาลปางก่อน มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้า “อาทิตยวงศ์” ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ในเมืองปัญจาลนคร ท้าวเธอมีพระมเหสีทรงรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ทรงพระนามว่าพระนาง “จันทาเทวี” เมื่อพระเจ้าอาทิตยวงศ์ได้เสวยสุขในราชสมบัติอยู่กับพระนางจันทาเทวีไม่นาน นัก พระนางก็มีพระโอรสพระองค์หนึ่งมีบุญบารมียิ่งใหญ่ เมืองเวลาพระโอรสนี้ประสูตรบังเกิดขุมทองสี่ขุมขึ้นที่มุมปราสาททั้งสี่มุม เป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อพระราชบิดาทรงทราบเรื่องนี้ จึงตรัสว่า พระโอรสของพระองค์มีบุญบารมีมาก เปรียบปานดังท้าวสหัสนัยนเทวราช (อ่านว่า ” สะหัดสะไนยะนะเทวะราด” แปลว่า พระราชเทวดาผู้มีนัยน์ตาพันหนึ่ง ซึ่งไทยเรียกว่า ” ท้าวพันตา” หมายความว่า “พระอินทร์”) พระองค์ก็ให้ทำพิธีสมโภชพระโอรสอย่างเอกเกริก แล้วประทานพระนามว่า “พระสุธน” (สุ (ดี)+ธน (ทรัพย์) = สุธน แปลว่า มีทรัพย์ดี , มีทรัพย์ประเสริฐ เอาความว่ามีทรัพย์มาก) ราชกุมาร แต่กาลนั้นมา ฝ่ายพระสุธนราชกุมารนั้น เมืองทรงเติบโตขึ้น ทรงรูปโฉมงดงาม เป็นที่นิยมชมชื่นของชาวเมืองทั่วไป ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะเปรียบปานได้ และพระองค์พยายามศึกษาวิชายิงธนูได้เชี่ยวชาญไม่มีผู้ใดเท่าเทียมพระองค์

ดัง ได้สดับมา ในเมืองปัญจาละทางทิศตะวันออก มีสระอยู่แห่งหนึ่ง น้ำใสสะอาดเหมือนแก้วไพฑูรย์ ( ไพฑูรย์ แก้วสีเหมือนไม้ไผ่ ในตำราไทยกล่าวว่า มีรัศมีต่างๆ กันเป็นสายพาดไป ) พร้อมมูลหลายเหล่า และมีไม้ดอกต่างพรรณขึ้นอยู่ตามริมขอบสระนั้นเป็นที่น่าชื่นชมยิ่งนัก

prayanak

ยังมี พญานาคุตนหนึ่ง ชื่อว่า ชมพูจิตร ได้อาศัยอยู่ในสระนั้นเสมอทุกวัน ชาวเมืองได้เคยพากันไปทำการกราบไหว้บูชาพญานาคนั้นเสมอทุกๆ ปี และได้วิงวอนขอให้ช่วยทำให้บ้านเมืองบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร และข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์ สมปรารถนา ทำให้ชาวเมืองนับถือพญานาคนั้นทั่วไป มีเมืองหนึ่งชื่อว่า มหาปัญจาละ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของเมืองปัญจาละ เกิดข้าวยากหมากแพง พลเมืองได้ความลำบากมาก จึงได้พากันอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองปัญจาละ พระเจ้านันทราชผู้ครองเมืองมหาปัญจาละ เป็นพลเมืองของพระองค์ร่อยหรอน้อยไปทุกทีๆ จึงตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า ” ราษฎรของเราพากันไปอยู่ไหนจึงได้เบาบางไปดังนี้” พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ” พวกราษฎรทั้งหลายพากันอพยพไปอยู่เมืองปัญจาละ เพราะมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ซึ่งเป็นด้วยอำนาจพญานาคชื่อว่าชมพูจิตรช่วยคุ้มครองรักษา”

พระเจ้า นันทราชทรงปรารถนาจะฆ่าพญานาคชมพูจิตรเสียจึงปรึกษากับพวกราษฎรว่า ” เราจักฆ่าพญานาคนั้นด้วยอุบายอย่างไรดี” พวกราษฎรจึงกราบทูลว่า ” ขึ้นชื่อว่ามนุษย์สามัญด้วยกันแล้ว จะฆ่าพญานาคนั้นไม่ได้เลย นอกจากจะมีพราหมณ์ผู้มีมนตร์วิเศษ จึงจะฆ่าได้” พระเจ้านันทราชจึงได้ป่าวประกาศให้ พวกพราหมณ์มาประชุมพร้อมกันประมาณห้าร้อยคน และในจำนวนพราหมณ์เหล่านั้นเลือกพราหมณ์ผู้รู้มนตร์ได้คนหนึ่ง จึงมีรับสั่งแก่พราหมณ์นั้นว่า “เจ้าจงจับพญานาคนั้นมาให้เรา จะจับเป็นหรือจับตายก็ตาม ถ้าได้มาแล้ว เราจะแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่ง”

พราหมณ์ ได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็ยินดีรับอาสา พลางถวายบังคมลารีบไปที่สระนั้น คิดว่าจักพักอยู่สักคืนหนึ่งก่อน ต่อรุ่งเข้าทำพิธีจับ ในตอนเย็นวันนั้น ได้ทดลองทำพิธีดู เพื่อให้รู้อำนาจของมนตร์ว่าจะขลังหรือไม่ จึงบวนปากให้สะอาดแล้วนุ่งผ้าขาวยืนถือหญ้าคามือซ้าย มือขวาชี้ไปที่สระ พลางร่ายมนตร์เป่าลงไปในสระ ทันใดนั้น น้ำในสระที่ใสก็กลับขุ่นเป็นควัน ด้วยอำนาจมนตร์ที่ตนเป่าลงไป จึงดีใจหยุดเป่ามนตร์ แล้วนอนพักอยู่ที่นั่นพอรุ่งเช้า พราหมณ์นั้นก็ไปเที่ยวหายาเพื่อประกอบกับมนตร์ในป่าต่อไป

ส่วน พญานาคทราบเรื่องว่า พราหมณ์นั้นพยายามจะทำร้ายตนพอรุ่งเช้า ก็แปลงเป็นเพศพราหมณ์แอบอยู่ที่ขอบสระ ขณะนั้นมีนายพรานผู้หนึ่ง ชื่อว่า บุณฑริก (บุณฑริก อ่านว่า บุน-ดะ-ริก แปลว่า บัวขาว แต่เราเรียก พรานบุน) ได้เดินหาเนื้อมาทางขอบสระนั้น เมื่อพญานาคผู้แปลงเป็นพราหมณ์เห็นเข้าจึงเดินเข้าไปใกล้ แล้วกล่าวปราศรัยว่า “ดูก่อนพ่อพราน ตัวเรานี้มาคอยดูพราหมณ์เข้าเสกมนตร์ ก็ท่านมาแต่ไหนและมีกิจธุระอะไรกับเขาด้วย จึงได้มาถึงที่นี่” นายพรานบุณฑริกจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นพราน ไม่มีกิจธุระอะไร นอกจากจะมาหาเนื้อเท่านั้น”

พราหมณ์ แปลงจึงถามว่า “ท่านเป็นคนชาวเมืองปัญจาละ และเมืองปัญจาละนั้นมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ดีหรือประการใด” พรานบุณฑริกจึงตอบว่า “เมืองเราข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ดี ด้วยอำนาจพญานาคชมพูจิตรช่วยพิทักษ์รักษา”

พราหมณ์ แปลงจึงกล่าวด้วยความสลดใจว่า “บัดนี้จะมีผู้มาทำอันตรายแก่พญานาค ผู้มีบุญคุณแก่บ้านเมืองของท่านเสียแล้วท่านจะทำประการใด” นายพรานบุณฑริกจึงตอบว่า “ผู้ ที่ทำอันตรายแก่พญานาคชมพูจิตรนั้น ได้ชื่อว่าได้ทำอันตรายแก่ชาติบ้านเมืองของข้าพเจ้าโดยแท้ถึงเขาจะมีกำลัง กล้าหาญสักปานใด ข้าพเจ้าก็ต้องขอต่อสู้โดยไม่คิดแก่ชีวิต พยายามตัดศรีษะผู้นั้นเสียให้ได้ด้วยความกตัญญูต่อชาติบ้านเมืองข้อง ข้าพเจ้า”

พราหมณ์แปลงจึง พูดต่อไปว่า “เรา ขอบอกความจริงแก่ท่านตัวเรานี้คือพญานาคชมพูจิตร บัดนี้พราหมณ์คนหนึ่งจะมาทอันตรายแก่เรา ท่านจงช่วยฆ่าพราหมณ์นั้นเสีย ถ้าท่านไม่ช่วยป้องกันชีวิตเราในครั้งนี้แล้ว เราจะต้องบรรลัยเพราะมือพราหมณ์นั้นเป็นแน่” แล้วพญานาคจึงบอกอุบายแก่พรานว่า “ท่าน จงไปซุ่มอยู่ที่ชายป่า เมื่อเห็นพราหมณ์มาร่ายมนตร์และเป่ายาลงไปในสระ แต่พอท่านเห็นน้ำขุ่นขึ้นมาเมื่อใด ท่านจงเอาธนูยิงให้ถูกพราหมณ์นั้นแต่อย่าให้ตายแล้วท่านจงรีบเดินออกจากพุ่ม ไม้ไปจิกผมพราหมณ์นั้นกระชากขึ้นแล้วเงื้อดาบทำท่าจะฟัน พลางพูดขู่ว่า “ดูก่อนพราหมณ์ชั่วร้าย จงคลายมนตร์เสียเดี๋ยวนี้ ถ้าเจ้าไม่คลายมนตร์แล้ว เราจักฆ่าเสียให้ตาย”

นาย พรานบุณฑริกจึงถามว่า “ข้าแต่นาคราช ข้าพเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่า เขาคลายมนต์แล้วหรือยัง” พญานาคจึงกล่าวว่า “ถ้าเขาคลายมนตร์แล้วน้ำในสระนั้นจะหายขุ่นเป็นควันกลับเป็นน้ำใสดังเดิม เมื่อท่านเห็นน้ำใสเป็นปกติแล้วเมื่อใดท่านจงตัดศรีษะพราหมณ์นั้นเสียในภาย หลัง”

ครั้นพญานาคบอกอุบาย ให้พรานนั้นแล้วก็ไปยังพิภพ (พิภพ ที่อยู่ มักใช้สำหรับที่อยู่ของพญานาค ซึ่งเล่าว่าอยู่ใต้แผ่นดินอันเป็นท้องทะเลลงไปอีกทีหนึ่ง เรียกว่า นาคพิภพหรือชั้นบาดาลแต่พิภพของพญานาคที่กล่าวนี้ คงหมายถึงใต้แผ่นดินก้นสระนั่นเอง) ของตน

ฝ่าย พรานบุณฑริกก็ ไปแอบซ่อนอยู่ตามคำพญานาคพอพราหมณ์นั้นได้ยาแล้ว นำเครื่องพลีมาที่สระนั้นแล้ว จึงทำพิธีร่ายมนตร์และพ่านยาลงไปในสระ ขณะนั้นน้ำก็เกิดเป็นควันลุกเป็นเปลวไฟ พรานบุณฑริกได้เห็นดังนั้นจึงยิงธนูไปถูกพราหมณ์นั้นล้มลงแล้ววิ่งตรงไปจิก หัวพราหมณ์ไว้และเงื้อดาบขึ้นทำท่าจะฟันพลางพูดขู่ว่า “คน ชาติชั่ว พญานาคราชผู้นี้เป็นเทวดาผู้มีบุญคุณของเราเจ้าจะมาทำร้ายเขาทำไม่ จงรีบคลายมนตร์โดยเร็ว หาไม่เราจะฟันศรีษะเจ้าด้วยดาบนี้”

พราหมณ์ นั้นกลัวความตายเป็นกำลังจึงรีบคลายมนตร์ออกทันใด เมืองพรานบุณฑริกเห็นน้ำใสหยุดนิ่งเป็นปกติแล้ว จึงเอาดาบตัดศรีษะพราหมณ์นั้นตาย ณ ที่นั้น เมื่อชมพูจิตรนาคราชได้พ้นภัยดัง นั้นแล้วก็มีความยินดีรีบขึ้นมาหาพรานบุณฑริกพาไปยังนาคพิภพแล้วทำสักการ บูชาพรานนั้นครบเจ็ดวัน เมื่อพาพรานมาส่งได้ให้แก้ววิเศษดวงหนึ่งครั้นพามาถึงที่ขอบสระแล้วสั่งว่า “ถ้าท่านาจะต้องการพบเรา จงมา ณ ที่นี้ และตั้งใจนึกถึงนาคที่เฝ้าประตูของเรา แล้วนาคเฝ้าประตูนั้นจักพาท่านไปหาเรา” ส่งเสร็จแล้วจึงบอกหนทางให้กลับบ้าน พลางให้พรว่า “ขอท่านจงไปดีเถิด คงได้พบบุตรภรรยาและญาติมิตรของท่างจงเลี้ยงดูกันอยู่เป็นสุขสำราญเถิด” นายพรานบุณฑริกก็ลากลับมาถึงบ้านของตนโดยความสวัสดี

ต่อ มาวันหนึ่ง นายพรานบุณฑริกเที่ยวแสวงหาเนื้อในป่าได้ไปพบอาศรม (กุฏิฤาษี , ศาลาที่ฤาษีอยู่ บางทีก็เรียก อาศรมบท (อ่าน อา-สม-มะบด)) ของพระฤาษีชื่อว่า กัสสป จึงเอาธนูวางไว้แล้วตรงเข้าไปกราบไหว้พระฤาษี พระฤาษีจึงกล่าวปราศรัยว่า “ชะรอยท่านจะมาแต่ไกลไม่มีเพื่อน มาคนเดียวดังนี้จะมีประสงค์สิ่งใดหรือ” พรานบุณฑริกจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเที่ยวหาเนื้อ มาพบอาศรมของพระผู้เป็นเจ้าเข้า ก็แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน หาได้มีธุระสิ่งใดไม่” กล่าวดังนั้นแล้วกราบลาพระฤาษีออกเดินเที่ยวหาเนื้อต่อไป เดินไปมิช้าก็ได้เห็นป่าแห่งหนึ่งเป็น ที่รื่นรมย์ มีร่มไม้ล้วนไปด้วยต้นแคฝอย ดูงามตา ที่กลางบริเวณป่านั้น มีสระสี่เหลี่ยม มีน้ำเต็มเปี่ยมและสะอาดดี มีบังเบญจพรรณ (เบญจพรรณ แปลว่า ห้าชนิด แต่ที่จริงหมายความว่าหลายชนิดหรือชนิดต่างๆ เช่น ไม้เบญจพรรณ ก็หมายความว่า ไม้ชนิดต่าง ๆ เท่านั้นหาได้จำกัดว่าต้องมีห้าชนิดตามความแปลไม่) ขึ้นอยู่เกลื่อนกลาด มีดอกตูมบานสีต่างๆ ตามขอบสระมีดอกไม้ เช่น จำปา จำปี เป็นต้น ขึ้นอยู่รอบ นายพรานเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจจึงกลับเข้าไปถามพระฤาษีแล้วถามว่า “ข้าพเจ้า คิดฉงนสงสัยนักทำไม่สระที่กลางป่าช่างงามหนักหนา มีไม้ดอกต่างๆ ขึ้นอยู่รอบน่าจะเป็นมนุษย์เทวดาจัดสรรค์สร้างไว้กระมัง ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟังสักหน่อยเถิด”

พระ กัสสปฤาษีจึงบอกว่า “ป่า นั้นใครจะได้สร้างไว้เราหารู้ไม่เห็นมีอยู่อย่างนี้ก่อนเรามาอยู่ เคยมีหมู่กินนรมาเล่นในสระนั้นเสมอ ถ้าท่านอยากดูจงไปยืนแอบอยู่ริมสระ ก็จักได้ชมเล่นเป็นขวัญตา” นายพรานได้ฟังดังนั้นก็ดีใจไปแอบซุ่มข้างพุ่มไม้ริมขอบสระ บังเอิญวันนั้นเป็นวันพระกลางเดือน ฝูงนางกินนรเคยมาเล่นน้ำที่สระในป่านั้นเสมอ

manora2

จะกล่าว ถึงนางกินนรี ตามตำนานเล่าว่า นางมโนราห์เป็นธิดาองค์เล็กของท้าวทุมราชผู้เป็นพระยากินนร  นางมีพระพี่นางอีกหกองค์ล้วนมีหน้าตาเหมือน ๆ  กัน  งดงามยิ่งกว่านางมนุษย์  รูปร่างหน้าตาของพวกเขาเหมือนมนุษย์แต่มีปีกและหางที่ถอดออกได้  เมื่อใส่ปีกใส่หางแล้วกินนรก็สามารถบินไปยังที่ต่าง ๆ ได้
ขณะนั้นนางกินนรทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นธิดาของท้าวทุมราชตั้งบ้านเมืองอยู่ที่เขาไกลาส ได้พาบริวารพันหนึ่งบินมาทางอากาศครั้นถึงสระในป่านั้นก็พากันลงเล่นน้ำ บ้างว่ายบ้างดำบ้างก็รำและขับร้องตามสบาย

ครั้นเวลาบ่ายฝูงนางกินนร ชวนกันบินกลับ เมื่อนายพรานบุณฑริกได้เห็นก็เกิดความพิศวงยิ่งขึ้น เพราะแต่ก่อนตนไม่เคยเห็นจึงรำพึงในใจว่า “นางกินนรเหล่านี้งามนักหนา ถ้าเราได้นำไปถวายพระสุธนกุมารแล้ว ท้าวเธอคงโปรดปรานหาน้อยไม่” คิดแล้วก็กลับมาหาพระฤาษีอีก ถามว่า “ข้า แต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้ไปเห็นผูงนางกินนรที่ลงเล่นน้ำในสระนั้นเกิดมีความพอใจยิ่งนัก ทำไฉนจักจับไปถวายเจ้านายข้าพเจ้าได้ ขอได้โปรดบอกอุบายให้ข้าพเจ้าสักหน่อยเถิด”

พระ ฤาษีจึงตอบว่า ” ไม่มีอุบายอันใดที่จะจับนางกินนรเหล่านี้ได้ดอก นอกจากจะจับด้วยนาคบาศ (นาคบาศ แปลว่า บ่วงพญานาค หมายความว่า เอาพญานาคเป็นบ่วงมัดจับเอา เช่น แผลงศรนาคบาศก็หมายความว่า แผลงศรไปเป็นพญานาคให้มัดข้าศึก) เท่านั้น”

นาย พรานจึงถามว่า “นาคบาศนั้นมีอยู่ไหน ทำอย่างไรข้าพเจ้าจึงจะรู้จัก” พระฤาษีจึงตอบว่า ” นาคบาศนั้นเป็นของพญานาคอยู่โลกบาดาล (บาดาล ซึ่งกล่าวกันว่าตั้งอยู่ใต้พื้นแผ่นดิน เป็นที่อยู่ของพญานาคหรือ ยมโลก คือนรก ) ถ้าใครสามารถนำเอามาได้ ผู้นั้นคงจักได้นางกินนรเป็นแม่นมั่น” เมื่อนายพรานได้ฟังดังนั้น ก็ระลึกถึงพญานาคาชมพูจิตร
ฝ่ายนาคที่เป็นนายประตูตู้วารจิตของนายพรานจึงนำไปหาพญานาค พญานาคาจึงถามว่า “ท่านมีกิจธุระสิ่งใดหรือ จึงมาหาข้า”

นาย พรานบอกว่า ” ข้าพเจ้ามาหาท่านนี้หวังจะขอยืมนาคบาศสักหน่อย” พญานาคจึงกล่าวว่า ” เราให้ไม่ได้เป็นการจนใจนัก เพราะเป็นของคู่ชีวิต ถ้าพญาครุฑจะมาจับเรา เราถือว่านาคบาศนี้ไว้ พญาครุฑก็จับเราไม่ได้”

นาย พรานจึงอ้อนวอนว่า “ขอท่านได้กรุณาเถิด เมื่อเสร็จกิจแล้ว ข้าพเจ้าจะนำเอามาส่งโดยเร็ว” พญานาคจึงคิดว่า นายพรานผู้นี้ได้ช่วยชีวิตเราไว้ จำจะต้องให้เพื่อสนองคุณเขา คิดแล้วก็ส่งนาคบาศให้นายพราน

เมื่อ นายพรานได้รับบ่วงนาคแล้วก็ดีใจ แสดงความขอบใจพญานาคเป็นอันมาก ครั้นแล้วพญานาคก็พานายพรานขึ้นมาส่งยังขอบสระ แล้วกลับไปยังสำนักตน ส่วนนายพรานนั้นได้นาคบาศแล้วดีใจ รีบไปยังสระที่นางกินนรเคยอาบน้ำ เข้าไปแอบซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้สระนั้น คอยดูนางกินนรเหล่านั้นอยู่

ครั้น ได้เวลา นางกินนรทั้งเจ็ดผู้เป็นธิดาท้าวทุมราช ก็พาบริวารสวมปีกหาง บินทะยานจากเขาไกลาสมาทางอากาศ ครั้นถึงสระโบกขรณี ก็เปลื้องเครื่องประดับและปีกหางลงวางไว้ ต่างพากันลงไปเล่นน้ำในสระนั้นด้วยความสำราญเหมือนอย่างเคยฝ่ายนายพรานผู้ แอบอยู่ เห็นได้โอกาสจึงค่อยย่องออกจากพุ่มไม้แล้วขว้างนาคบาศบงไปกลางฝูงนางกินนร บ่วงนาคนั้นเฉพาะไปคล้องมือนางมโนรา (มโนหรา อ่าน มะ-โน-รา แปลว่า ยั่ว , งามหรือต้องอารมณ์เรามักเขียนเพี้ยนไปเป็น มโนห์รา ชาวใต้เรียก โนรา) ไว้แน่น จะดึงสักเท่าไรก็ไม่หลุด
ฝ่ายนางกินนรนอก นั้น เห็นพรานป่าทำดังนั้นตกใจกลัว รีบขึ้นมาแต่งตัวบินหนีขึ้นบนอากาศ เมื่อเห็นนางมโนราติดนาคบาศอยู่ในสระ ดังนั้น ต่างก็บินวนเวียนอยู่บนอากาศด้วยความห่วงใย เมื่อไม่เห็นอุบายที่จะช่วยนางได้แล้ว ก็พากันร้องให้แซ่ไปในอากาศและพิไรรำพันต่างๆ พลางพากันบินกลับไปทูลพระราชบิดา ณ เขาไกลาสโดยรีบร้อย

ครั้นถึงเขา ไกลาสแล้ว รีบขึ้นเฝ้าท้าวทุมราชผู้เป็นพระราชธิดาพากันร้องให้แล้วกราบทูลว่า เมื่อพวกหม่อมฉันพากันไปเล่นน้ำที่สระในป่าซึ่งเคยเล่น มีพรานป่าคนหนึ่ง จับเอานางมโนหราไปได้ด้วยอาการอันน่ากลัว เหมือนดังเสือจับเนื้อในป่าก็ปานกัน เหลือความสามารถที่พวกหม่อมฉันจะช่วยได้ทูล แล้วก็ร้องให้รำพันด้วยประการต่างๆ พระเทวีมารดาเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นได้ทรงฟังก็ทรงตกตะลึง ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้อนพระทรวง พลางทรงกันแสงร่ำรักอย่างน่าสงสาร ทรงรำพันว่า “โอ้! มโนหราลูกรักของแม่ ตั้งแต่นี้แม่จะไม่ได้เห็นหน้าเจ้า เฝ้าแต่ระลึกถึงเจ้าทุกเช้าเย็น ไม่ช้าอกของแม่จะชอกช้ำระกำตายเป็นแน่แท้ แม่จะพยายามติดตามเจ้าสุดกำลัง” แล้วพระนางจึงกราบทูลพระราชสามี ” หม่อมฉันจักขอลาฝ่าพระบาทไปตามเจ้ามโนหราจนสุดความสามารถ” ครั้นพระราชสามีอนุญาตแล้วนางก็พาพวกบริวารสวมปีกหาง บ่ายหน้า ไปทางสระที่นางเคยไปเล่นน้ำนั้น

ฝ่าย นายพรานเห็น นาคบาศคล้องมือทั้งสองของนางมโนหราไว้สมดังหมายดังนั้นแล้วรับสาวท้ามาหวัง าจะจับมือนางเมื่อนางเห็นพรานเดินตรงเข้าไปจะจับเช่นนั้น ก็ตกใจกลัวพลางวิงวอนด้วยคำอ่อนหวานว่า “ข้าแต่ท่านผู้จำเริญขอท่านได้โปรดอย่าจับต้องร่างกายข้าพเจ้าเลย โปรดแต่เพียงแก้บ่วงออกเถิดแล้วข้าพเจ้าจะเดินตามท่านไปตามความประสงค์” เดชะบุญบารมีของนางบันดาลให้นายพรานมีความยำเกรง ไม่กล้าจับต้องร่างกายนาง พลางรีบปลดนาคบาศออกจากมือหมดแล้ว ก็พานางขึ้นฝั่ง ไปยังที่ซึ่งนางวางเครื่องประดับและปีกหางไว้ ให้ผลัดเครื่องนุ่งห่มแล้ว ก็รวบรวมลงในห่อผ้ายก ขึ้นตะพายบ่า พานางไปด้วยน้ำใจอันสงสาร มุ่งแต่ว่าจะนำไปถวายพระสุธนกุมารผู้เป็นเจ้านายอย่างเดียวเท่านั้น ครั้นนางขอผัดเพื่อกล่าวคำอำลาพระบิดามารดา พรานก็เอื้อเฟื้อผ่อนให้นางตามต้องการ

ฝ่าย นางโมนหราเมื่อ พรานอนุญาติดังนั้นแล้ว นางคุกเข่าลง ณ พื้นแผ่นดิน ผินหน้าไปทางทิศเหนือ ยกมือขึ้นประนมเหนือศรีษะพลางร้องให้รำพันลาพระบิดามารดา ด้วยถ้อยคำอันโอดครวญน่าสงสาร ในที่สุดนางกล่าวว่า “โอ้ พระบิดามารดาเจ้าขา ลูกขอลาเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ครั้งนี้ลูกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นแล้วคงไม่มีโอกาสมาเฝ้าฝ่าพระบาทได้อีก จงเข้าพระทัยว่าลูกนี้ล้มตายหายสูญไปแล้วเถิด” แล้วนางก็ฝืนลุกขึ้น เดินตามนายพรานไป พลางร้องไห้คร่ำครวญ พอมาถึงช่องภูเขา นางหันหลังกลับมานั่งลงเปลื้องสังวาลแก้วออกวางลงไว้ ณ ที่นั้นแล้ว กล่าววาจาว่า ” ข้าแต่เทพเจ้า ณ เขาหิมพานต์นี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าบางทีพระมารดาข้าพเจ้าจะออกติดตามข้าพเจ้าด้วยความโศก เศร้าอาลัยข้าพเจ้า ขอฝากสังวาลแก้วนี้ด้วยถ้าว่าพระมารดาเจ้าได้ติดตามมาถึงที่นี้ขอท่านได้ โปรดให้สังวาลแก้วนี้แก่พระมารดาด้วย และได้ช่วยบอกว่า พรานป่าพาข้าพเจ้ามาทางนี้ ” แล้วนางก็พร่ำบ่นรำพันต่อไปว่า “ลูก เคยได้เฝ้าพระแม่เจ้าเช้าเย็น นับแต่นี้ไปลูกจะมิได้เห็นหน้าแม่แล้ว ถึงแม้จะเที่ยวดั้นด้นค้นหาก็ยากที่จะได้เป็นจะตายเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ที่ขอ พระแม่เจ้าจงคิดเสียว่า ทั้งนี้เป็นธรรมดาโลก ซึ่งจะต้องพลัดพรากจากกันทั่วทุกรูปนาม ไม่มีใครหนีพ้นไปได้เลย” แล้วนางก็เดินตามนายพรานนั้นต่อไป

ฝ่าย นายพรานบุณฑริกก็ เอาใจพานางไปด้วยความเคารพยำเกรงหาได้นับต้องร่างกายนางไม่ ตั้งหน้าจะพานางไปถวายพระสุธน เพื่อต้องการบำเหน็จรางวัลเท่านั้น ทั้งนี้ท่านกล่าวว่า เป็นบุญวาสนาของนางกับพระสุธนกุมาร อันได้เคยเป็นคู่สร้างกันมาแต่ปางก่อน จึงบันดาลดลในให้นายพรานคิดพยายามจับนางมุ่งแต่จะพาไปถวายพระสุธนทางเดียว เท่านั้น หาได้มีจิตคิดกลับกลอกไปอย่างอื่นไม่ เมื่อนายพรานพานางมาด้วยความระวังดังนี้ไม่นานนักก็บรรลุถึงพระนครปัญจาละ โดยสวัสดิภาพ วันนั้นพระสุธนทรงช้างพระที่นั่งเสด็จ ไปสวนอุทยานพร้อมด้วยบริวาร ทอดพระเนตรนายพรานกับนางมโนหราเดินผ่านมาทางนั้นก็ให้มีพระทัยรักใคร่ในรูป โฉมและกิริยามารยาทของนางยิ่งนักทรงตะลึงแลนางไม่วางพระเนตร เพียงแรกเห็นนางมโนราห์พระสุธนก็ทรงประทับใจต่อรูปโฉมของนางจนรำพึงดังนี้

manora3
คือจันทรจากอำ พรทิพพิมานงาม
ตัวต่ายไป่ตกตาม ดำหนิดังประไพยล
ฤาโฉมพระศรีศริ อภิลาสกามน
แปรจากกษิรชล ทิพอาสนเอองค์
ฤาโฉมอุมามา ดรเทพแปลงปลง
ทิพลักษณบรรจง ยุพเรศให้ลาญ
ฤาอินทรอัปสร แลมล้างอสุรพาล
บันลายบุษป์แบ่งบาน อรองคเป็นองค์
เลอลักษณ์ประโลมไตร ภพพิศแลพิศวง
ใจเทพฤาคง ดำริราครุมทรวง

ในที่ สุดพระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กไปพาตัวนายพรานกับนางมโนหราเข้ามาเฝ้า รับสั่งถามว่า “ท่านชื่อไร มาแต่ไหน และมีกิจธุระสิ่งไรหรือ” นายพรานจึงกราบทูลว่า “ข้าพระบาทชื่อว่าบุณฑริก มาแต่เขาหิมพานต์ตั้งใจนำธิดาท้าวกินนรผู้งามเลิศมาถวายพระองค์พระเจ้าข้า” ครั้งพระสุธนกุมารได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงยินดีมี พระทัยปลาบปลื้มยิ่งนัก จึงประทานทองคำพันลิ่มกับแหวนเพชรอันมีค่าวงหนึ่ง และประทานสิ่งของอย่างอื่นอีกเป็นอันมากแก่นายพรานแล้วให้พนักงานไปกราบ ทูลพระราชบิดามารดาให้ทรงทราบ

ฝ่ายท้าวอาทิตยวงศ์กับพระนางจันทา เทวีผู้พระมเหสีต่าง ก็ทรงยินดี รับสั่งให้พนักงานจัดกระบวนแห่ออกไปรับนางจากสวนอุทยาน มาสู่พระราชวังด้วยเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ และให้ประกาศแก่พระราชวงศ์และอำมาตย์ราษฎร ให้จัดเครื่องสักการะออกไปต้อนรับพระนางผู้เป็นศรีสะใภ้หลวงโดยพร้อมเพรียง กันและให้ตกแต่งพระนครให้งดงาม จัดการพระราชพิธีมงคล 3 ประการ คือ ปราสาทมงคล (ทำบุญประสาท อย่างคำสามัญว่าทำบุญเรือน) อย่าง 1 วิวาหมงคล (พิธีแต่งงาน) อย่าง 1 และอภิเษก ( พิธีแต่งงาน) อย่าง 1 ครั้นเสร็จการพิธีแล้ว ก็ทรงอวยพรชัยให้พรตกแต่งให้พระสุธนกุมารกับนางมโนหราอยู่ครองกัน ( คืออยู่กินเป็นผัวเมียกัน) ด้วยความสุขสำราญ ฝ่ายพระนางผู้เป็นมารดาของนางมโนราเที่ยว เสาะหาพระธิดามาถึงสระโบกขรณีนั้น ก็ร่อนลงจากอากาศ เที่ยวเสาะหาในที่ต่างๆ ครั้งแลเห็นกุณฑล(ตุ้มหู ต่างหู) แก้วและพวงดอกไม้ อันตกเรี่ยรายอยู่ที่ทำลงเล่นน้ำนั้น ก็ยังพระองค์ไม่อยู่ ทรงลมลง ณ ที่นั้นเหมือนดังปราสาทถูกลมแรงกล้าพัดหักทำลายลงทรงรำพันว่า “โอ้ ! ลูกรักของแม่ แม่นี้มาเห็นแต่สระ มิได้เห็นหน้าเจ้า เห็นแต่สระอันว่างเปล่าปราศจากผู้คน แม่นี้ไม่รู้ที่จะถามผู้ใดแล้ว โอ้! เวรกรรมสิ่งไรหนอมาบันดาลให้ต้องพลัดพรากจากกันไป ทำให้แม่ระทมเห็นปานนี้” พระนางเอาพระหัตถ์ฉุดทึ้งสยายพระเกศากล่าวพระวาจารำพันต่างๆ พลางทรงดำเนินตามรอยเท้าเข้าไปในป่าหิมพานต์จนมาพบเครื่องประดับอันวางไว้ ที่คบไม้พระ นางก็แน่พระทัยว่า นางมโนหราคงจะมาทางนี้ แล้วทรงหยิบห่อเครื่องประดับนั้นขึ้นมาแนบไว้กับอก เที่ยวงันงกเดินค้นหาต่อไปก็มิได้พบปะ ทรงค้นอยู่จนอ่อนพระกำลัง และจนพระทัยไม่รู้ที่จะดั้นด้นไปแห่งไรพระนางก็กันแสงคร่ำครวญ ชวนบริวารบินกลับมายังเขาไกลาสขึ้นเฝ้าท้าวทุมราชผู้เป็นพระราชสามี มีพระอัสสุชลอาบพระพักตร์พลางถวายบังคมทูล ” เป็นเวร กรรมที่จะต้องพรากจากพระลูกรักเป็นแน่แล้ว หม่อมฉันเที่ยวเสาะค้นทุกหนแห่ง ก็มิได้พานพบพระลูกเลย พบแต่ห่อเครื่องประดับนี้วางอยู่ที่ค่าคบไม้เท่านั้น หม่อมฉันสุดที่จะตามหาแล้วจึงได้กลับมา” ทั้งหกนางกินนรผู้พี่นางมโนหราต่างก็พากันนั่งล้อมพระชนนีมี พระเนตรนองด้วยน้ำตา พากันร้องไห้รำพันถึงพระน้องนางด้วยประการต่างๆ กระทำให้พระราชบิดา และญาติวงศ์ทรงโศกเศร้าอาลัยถึงพระนางมิได้ขาด

จะ กล่าวถึงพระสุธนกุมารทรงอยู่ครองกับนางมโนหราเป็นผาสุกตลอดมา มีพราหมณ์ผู้ชำนาญไสยศาสตร์ผู้หนึ่งได้เข้ามารับใช้การงานอยู่เสมอทุกวัน ด้วยความจงรักภักดี จนพระสุธนรับสั่งว่า ” ท่านอุตส่าห์ลำบากตรากตรำรับใช้การงานโดยซื่อสัตย์สุจริตเห็นปานนี้ท่านมี ประสงค์จะให้เราอนุเคราะห์สิ่งไรหรือ” พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า ” ข้าพระบาทตั้งใจจะขอให้พระองค์ทรงอนุเคราะห์ให้ได้รับตำแหน่งเป็นที่ปุโรหิต รับราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป” ฝ่ายพระสุธนได้ทรงฟังถ้อยคำของพราหมณ์นั้น ก็ทรงตรัสเอาใจรับรองว่า ” ขอให้อุตส่าห์ทำความดีความชอบเถิด เราจักช่วยสงเคราะห์ให้ได้สมหวังในภายหลัง”

ฝ่าย พราหมณ์ปุโรหิตคนเก่า ครั้นทราบเรื่องเข้าก็เข้าในว่าพระสุธนคิดพยายามจะแย่งตำแหน่งตนไปให้แก่ พรามหมณ์นั้นก็มีความโกรธเคืองคิดผูกเวรต่อพระสุธน จึงกราบทูลยุยงท้าวอาทิตยวงศ์ว่า “พระสุธนราชโอรสของพระองค์คิดกบฏพยายามจะปลงพระชนม์พระองค์เสีย แล้วจะขึ้งครองราชสมบัติ” แต่ท้าวอาทิตย์วงศ์หาได้ทรงเชื่อถ้อยคำยุยงนี้ไม่

อยู่มาวันหนึ่ง มีข้าศึกยกมาตีเมืองปลายเขตแดนท้าวอาทิตย์วงศ์ทราบแล้วทรงดำริจะใคร่เสด็จ ออกไปปราบข้าศึกเองแต่เกรงจะเอาชัยชนะไม่ได้ จึงปรึกษากับปุโรหิตว่า จะได้ใครออกไปปราบข้าศึกดี ฝ่ายปุโรหิตเห็นได้โอกาสจึงกราบทูลให้ส่งพระราชโอรสไปปราบข้าศึก แต่ท้าวอาทิตยวงศ์ทรงคัดค้านว่า ” ลูกของเรายังอ่อนความคิดนัก ทั้งไม่ฉลาดพอในเชิงรบด้วย จะส่งออกไปเห็นจะไม่ได้” ปุโรหิตจึงกราบทูลว่า “พระราชโอรสกำลังหนุ่ม รู้จักการรบได้หาผู้เสมอมิได้ ทั้งมีบุญวาสนามาก คงเอาชัยชนะข้าศึกได้เป็นแท้ ขอพระองค์จงส่งไปเถิด” พระสุธนได้ทรงฟ้งดังนั้น ก็มีความยินดี รับพระโองการพระราชบิดาแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกไปเฝ้าพระมารดาทูลเรื่องให้ทรงทราบแล้วจึงกราบทูลอำลา เมื่อพระมารดาประทานพรให้ด้วยความอาลัย ฝ่ายนางมโนหราก็พร่ำทูลแสดงความอาลัยต่างๆ ด้วยไม่อยากจะให้พระองค์พลัดพรากจากนางไป ฝ่ายพระสุธนก็ตรัสเล้าโลมเอาใจนางให้สร่างโศกเศร้า มิใคร่จะออกห่างจากนางได้ ในที่สุดทรงตัดพระทัยลานางออกมารับรัดจัดการกระบวนพลพร้อมเสร็จ พอได้ฤกษ์ก็เสด็จขึ้งทรงช้างพระที่นั่งเคลื่อนกระบวนกออกจากเมืองไปโดยด่วน พอถึงปลายเขตแดนพวกข้าศึกเห็นเข้าก็พากันยกหนีกลับไปสิ้น

ใน คืนวันที่พระสุธนยกทัพไปนั้น ท้าวอาทิตยวงศ์ทรงพระสุบินว่า ไส้ใหญ่ของพระองค์ไหลออกจากพระอุทร ไปพันรอบชมพูทวีปได้สามรอบ และหดกลับเข้ามาดังเดิม แล้วทรงสะดุ้งตื่นพระบรรทม ครั้นเวลาเช้าจึงได้รับสั่งให้พราหมณ์ปุโรหิตเข้ามาเฝ้า ทรงเล่าพระสุบินให้ฟังแล้วตรัสถามว่า “จะมีเหตุการณ์ร้ายดีประการใด”

ครั้นพราหมณ์ ปุโลหิตได้ฟังดังนั้น ก็มีความดีใจ พลางรำพึงว่าความคิดของเราคงจะสำเร็จเป็นแม่นมั่น วันนี้แหละจะได้เห็นร้ายดีกับพระสุธนผู้เป็นข้าศึกกับเราแล้ว คิดดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า “พระสุบินนี้ร้ายนักตำราทายว่า พระองค์พร้อมด้วยพระราชเทวีและราชสมบัติจักเป็นอันตรายถึงความพินาศใหญ่หลวง พระเจ้าข้า” เมื่อท้าวอาทิตยวงศ์ทรงฟังดังนั้นก็ทรงตกพระทัย พลางตรัสถาว่า “ถ้าเช่นนั้นเราจะมีทางแก้ไขอย่างไรได้บ้าง” พราหมณ์ปุโรหิตจึงกราบทูลว่า ” พระองค์ควรจะทำพิธีบูชายัญถวายพระเป็นเจ้าคือจะต้องฆ่าสัตว์สองเท้า สี่เท้า บูชาตามตำราไสยศาสตร์” แล้วกลาบทูลต่อไปอีกว่า ” ถ้าผู้ใดได้กระทำพิธีบูชาดังกราบทูลนี้ ฝันรายก็จะกลายเป็นดี และพระองค์กับพระราชเทวีก็จะเสวยราชสมบัติเป็นสุขสำราญยิ่งๆ ขึ้นไป ” ท้าวเธอได้ทรงฟังดังนั้นก็ ทรงรู้สึกเบาพระทัยตรัสให้อำมาตย์รีบช่วยจัดการหาสัตว์สองเท้าสี่เท้าไว้ พร้อมสรรพแล้วให้ตกแต่งโรงพระราชพิธีและเครื่องบูชายัญครบตาแบบแผน แล้วพระองค์ก็เชิญพราหมณ์ปุโรหิตให้เริ่มทำพิธีต่อไปแต่ พราหมณ์ปุโรหิตผู้เจ้าเล่ห์ได้กราบทูลว่า ยังขาดของสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือ กินนร ซึ่งทำให้ท้าวเธอท้อพระทัยว่า น่ากลัวจะหาไม่ได้ แต่ท่านปุโรหิตทูลแนะนำขึ้นว่ากินนรก็มีอยู่แล้ว คือนางมโนหรา ซึ่งทำให้ท้าวเธอไม่พอพระทัย ทรงคัดค้านว่า “นางมโนหราเป็นชายา ที่รักของพระสุธนผู้โอรส อันเป็นการเหลือวิสัยที่จะเอานางมาฆ่าบูชายัญอย่างสัตว์เดรัจฉาน เป็นการไม่สมควรยิ่งนัก” แต่พราหมณ์ปุโรหิตได้กล่าวคัดค้านแข็งแรงว่า ” การจะควรหรือไม่ควรนั้น ขอพระองค์จงทรงวิจารณ์ดูให้ดีก่อน คือจงทรงเห็นแก่ความทุกข์ร้อนที่จะบังเกิดแก่พระองค์และพระราชเทวี กับทั้งราชสมบัติอันจักพินาศ ไปเป็นข้อใหญ่ “ท้าวอาทิตย์วงศ์ทรงตรึกตรองด้วยพระทัยสลด แล้วทรงตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ปุโรหิต เราจักฆ่าชายาที่รักของเจ้าสุธนลูกเรา ตามถ้อยคำของท่านนั้นเหลือสามารถที่จะทำได้” เมื่อพราหมณ์ปุโรหิตสังเกตเห็นพระองค์มีพระทัยค่อยอ่อนลงก็ทูลพรรณนาต่อไป ว่า “ขอพระองค์จงฟังข้าพระบาทกราบทูลก่อน บัณฑิตทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ถ้าบุคคลใดได้สละบุตรและภรรยา ซึ่งเป็นที่รักทำการบูชายัญแล้ว บุตรและภรรยานั้น จักตามรักษาผู้สละให้ถึงความเจริญโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการสมควรที่พระองค์จะทรงคัดค้านให้เนิ่นช้าต่อไป” เมื่อ พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูลท้าวอาทิตยวงศ์ด้วยอุบายต่างๆ ในที่สุดท้าวอาทิตยวงศ์มิได้ตรัสประการใด ทำให้พราหมณ์ปุโรหิตเข้าใจว่า พระองค์ทรงยินดียอมตามถ้อยคำของตนแล้วจึงให้บริวารเตรียมการจับนางมโนหรา เพื่อเอามาฆ่าบูชายัญ ครั้นต่อมาเสียงเล่าลือก็ระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั้งเมือง ฝ่ายคนใช้ที่สนิทของนางมโนหราก็นำเรื่องไปทูลพระนางให้ทรงทราบ นางจึงเข้าไปเผ้าพระมารดาพระสุธน กราบทูลว่า ” พระเจ้าแม่ไม่ทรงทราบหรือพระราชบิดาทรงเชื่อถ้อยคำของพราหมณ์ปุโรหิต คิดจะจับหม่อมฉันไปฆ่าบูชายัญ ขอพระมารดาจงได้กรุณาช่วยทูลขอผ่อนผันผัดรอแต่พอให้พระสุธนเธอกลับมาก่อน เพื่อให้หม่อมฉันได้ขอขมาลาโทษพระสามี แล้วจะทูลลาตายไปตามยถากรรม”

ฝ่าย พระนางจันทาเทวีได้ ทรงฟังลูกศรีสะใภ้ทูลดังนั้น ก็ตกพระทัยเสด็จไปเฝ้าพระราชสามีโดยด่วน แต่ท้าวอาทิตยวงศ์ ทรงทราบเรื่องอยู่ก่อนแล้ว จึงได้สั่งอำมาตย์ไว้ ห้ามมิให้พระนางเข้าเฝ้า เมื่อพระนางไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าดังนั้น ก็กลับมาหาลูกสะใภ้ แล้วรับสั่งด้วยความเศร้าโศกว่า “ลูกเอ๋ย แม่ไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าได้เสียแล้ว” พระนางได้ฟังดังนั้นจึงกราบทูลว่า ” ถ้าเช่นนั้นก็เป็นกรรมของหม่อมฉัน ที่จะต้องตายก่อนเห็นหน้าพระสามีเป็นเที่ยงแท้แล้ว ขอพระมารดาจงกรุณาหม่อมฉันด้วยโปรดขอประทานเครื่องประดับและปีกหางที่ฝากไว้ หม่อมฉันจักได้ประดับกายเมื่อเวลาตาย” พระ มารดาจึงได้ประทานเครื่องประดับกับปีกหางแก่นาง เมื่อพระนางตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับและสวมปีกหางเสร็จแล้ว จึงถวายบังคมพระชนนีแล้วฟ้อนรำอยู่ไปมา เพื่อเป็นการเหยียดยืดร่างกายให้คล่องแคล่วเมื่อนางจะไป นางกราบทูลสั่งว่า “ถ้า พระสุธนกลับมาถึงแล้ว ขอพระแม่เจ้าจงบอกด้วย ว่าหม่อมฉันมโนหราขอถวายบังคมลาฝ่าพระบาท โทษกรณ์สิ่งใดมีขอพระสามีจงให้อภัยแก่หม่อมฉันด้วยหม่อมฉันจำเป็นต้องขอลาไป ตามยถากรรม”
เมื่อนางทูลดังนี้แล้วก็หันหน้าไปยังทิศบูรพา ขณะเมื่อพระนางทั้งสองโศกเศร้าร่ำรักกันอยู่นี้ พอพวกอำมาตย์พากันกรูขึ้นไปบนปราสาทเพื่อจะจับนางมโนหราไปฆ่าบูชายัญ แต่นางได้กระพือปีกบินขึ้นสู่อากาศบ่ายหน้าไปยังเขาไกลาสเสียแล้ว

พอ มาถึงที่อยู่ของพระฤาษีกัสสปในกลางป่า นางก็ลงมากราบไหว้พระฤาษี แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ฤาษีทราบ แล้วสั่งพระฤาษีไว้ว่า ” ถ้าหากว่าพระสุธนสามีของข้าพเจ้าตามมาถึงที่นี่ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้ผ้า กัมพลผืนนี้กับพระธำมรงค์เพชรวงนี้แก่พระองค์ด้วยและ จงช่วยห้ามปรามพระองค์อย่าให้ติดตามข้าพเจ้าไปเลย เพราะทางที่จะไปข้างหน้านั้นลำบากมาก ไม่มีผู้คนเดินไปมา เป็นที่อยู่ของพวกอมนุษย์ (อมนุษย์ พวกไม่ใช่มนุษย์ เช่น เทวดา ยักษ์ ภูติผีปีศาจ ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน แต่โดยมากมักจะหมายถึงภูตผีปีศาจต่างๆ) ทั้งหลาย ขอจงให้กลับเสียเพียงนี้เถิด…ถ้าพระสุธนไม่ยอมกลับ จะตามไปให้ได้ ขอพระผู้เป็นเจ้าช่วยชี้แจงให้ทราบด้วยว่า เอายาผงที่เสกด้วยมนต์นี้มอบให้พระองค์ไปด้วย เมื่อพระองค์เดินผ่านไปพ้นเขตแดนผู้คนอยู่แล้ว ก็จะถึงป่าไม้ที่มีพิษ ให้พระองค์จับลูกลิงตัวหนึ่งไปด้วย เมื่อพระองค์จะเสวยผลไม้สิ่งใด จงปล่อยให้ลูกลิงกินเสียก่อน แล้วจึงค่อยเสวยภายหลัง ถัดจากนั้นไป ก็จักได้พบเชิงป่าหวายใหญ่ ให้พระองค์เอาผ้ากัมพลผืนนี้คลุมตัวให้แน่น แล้วก็ลงนอนนิ่งอยู่เหนือพื้นดินจะมีนกหัสดีลึงค์ (หัสดีลิงค์ แปลว่า มีเพศเหมือนช้าง เป็นนกใหญ่ชนิดหนึ่ง กล่าวกันว่าหัวมันเหมือนช้างตัวโต อาจโฉบเอาสัตว์ใหญ่และคนไปได้) เที่ยว มาหาอาหารพบเข้า จะสำคัญว่าเนื้อกวางทราย นกนั้นก็จะโฉบเฉี่ยวพระองค์พาข้ามป่าหวายนั้นไป พอถึงรังมัน ที่ต้นไม้ใหญ่ ขอให้พระองค์ตบพระหัตถ์ขึ้น พญานกนั้นตกใจก็จะบินหนีไป ต่อ ไปพระองค์ก็จะได้พบพญาช้างทั้งคู่ต่อสู้กันขวางทางอยู่พระองค์จงเอายาผงนี้ ทาให้ทั่วตัว และร่ายมนตร์ขึ้นแล้วจงเดินลอดระหว่างขาช้างนั้นไป จะไม่เป็นอันตราย ต่อจากนั้นไปพระองค์จะได้พบภูเขาสองลูก ภูเขานั้นเหมือนกับมีวิญญาณ น้อมยอดเข้ากระทบกันอยู่ในระหว่างทางที่จะเดินไป ให้พระองค์ร่ายมนตร์เป่าไปทางยอดภูเขาจนตลอดถึงเชิงภูเขา แล้วภูเขานั้นก็จะแยกออกเป็นช่อง จึงรีบเดินไปเสียให้พ้นช่องนั้นโดยพลัน จากที่นั้นแล้วพระองค์จะได้ไปถึงที่อยู่ของพวกผีเสือน้ำ ( ยักษ์ผู้รักษาท้องน้ำ เรียกตามสันสฤตว่า รากษส หรือเรียกเพี้ยนไปว่า รากโษสก็มี) ให้ ร่ายมนตร์แล้วเดินผ่านไป เมื่อพ้นทางอีกโยชน์หนึ่งไปแล้ว จะถึงป่าหญ้าคาถัดนั้นไปจะถึงภูเขาทองภูเขาเงิน ถัดไปอีกจะถึงป่าหญ้าคมบางถัดไปอีกจะถึงป่าไม้อ้อ และเดินทางต่อไปอีกสามโยชน์ ก็จะถึงป่ามีหนามทึบ และมีสระน้ำลึก ในแถวป่านั้นมีงูชุกชุมมาก ใช่แต่เท่านั้นยังมีแม่น้ำคั่นอยู่อีก ตาม ริมฝั่งแม่น้ำนั้นมีภูเขาสูงๆ ต่ำๆ ขรุขระมาก ยากที่จะเดินไปได้สะดวก และถัดจากนั้นไป จะถึงดงใหญ่แห่งหนึ่ง จะได้พบยักษ์ตนหนึ่งสูงเจ็ดชั่วลำตาล ยืนตระหง่านอยู่กลางดง จงเอายาผงโรยลงที่ลูกศร แล้วยิงไปให้ถูกอกมหายักษ์นั้น เมื่อมหายักษ์ต้องศรล้มลงแล้ว จึงเดินไปทางหัวของมหายักษ์ ครั้น เดินทางต่อนั้นไปได้ร้อยโยชน์แล้ว ก็จะถึงแม่น้ำอีกแห่งหนึ่ง มีงูเหลือมตัวหนึ่งทั้งใหญ่ทั้งยาว เหยียดหางพาดไปถึงฝั่งฟากข้างโน้น เหมือนจะเป็นสะพานทอดให้ข้ามฟาก เมือพระองค์จะข้ามไปจงเอายาผงนี้โรยพื้นเท้าทั้งสอง แล้วเดินไปบนหลังงูนั้นพอ ถึงฝั่งจงรีบกระโดดหนีไปโดยเร็ว ทางตั้งแต่นั้นอีกร้อยโยชน์ จะถึงป่าหวายทึบ หาทางไปไม่ได้ และมีฝูงพญานกแต่ละตัวใหญ่เท่าเรือน อาศัยทำรังอยู่ที่ต้นไม้นั้น ถ้าพะสามีข้องข้าพเจ้าจะพยายามเดินไปถึงที่นั่นแล้ว ก็ให้ขึ้นไปซ่อนตัวอยู่รังของนกก่อน จงสังเกตดูวว่าพญานกตัวใดจะไปเที่ยวหาอาหารแล้วพระองค์จงซ่อนกายเข้าอยู่ใน ระหว่างขนปีกนกตัวนั้น ยึดไว้ให้มั่นครั้นพญานกลงสู่ที่หากินจงปล่อยมือจากขนนกแล้วโห่ร้องขึ้น ทันที เพื่อพญานกตกใจก็จักบินหนีไป ต่อนั้นจะได้ พบเขาไกลาสสมดังปรารถนา” เมื่อนางมโนหราได้รำพันสั่งพระฤาษีเสร็จสรรพแล้ว นางจึงเอาใบไม้มาจารึกคาถาที่จะใช้ร่ายมนต์ในการเดินทาง ตามที่นางพรรณนาไว้ครบทุกอย่าง แล้วมอบถวายไว้แก่พระฤาษี พร้อมด้วยธำมรงค์กับยาผงที่จะใช้โรยตามที่ได้แนะนำไว้ แล้วนางก็บ่ายหน้าตรงทิศทักษิณ น้อมเศียรลงกราบไหว้พระสามีและพระฤาษี แล้วก็โผขึ้นสู่อากาศบินไปยังเขาไกลาสอันเป็นที่อยู่พระบิดามารดาของนาง

เมื่อ ท้าวทุมราชได้ทรงทราบว่านางมโนหราไปอยู่ในเมืองมนุษย์และหนีกลับมาได้ดัง นั้น จึงทรงรำพันว่า นางมโนหราลูกรักของเราไอยู่ปนกับพวกมนุษย์นาน ถึงปานนั้น บัดนี้กลับมาอยู่กับเราอีกดูเป็นการน่าเกลียดยิ่งนัก ควรจะจัดที่ทางให้นางอยู่เสียแผนกหนึ่งต่างหากจึงจะควร ครั้งทรงดำริฉะนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงดำรัสสั่งให้นายช่างสร้างปราสาทให้นางอยูกับบริรวารเป็นส่วน หนึ่งต่างหาก

manora1

จะกล่าว ถึงพระสุธน เมื่อไปปราบปรามพวกจลาจลเสร็จแล้วจึงยกพลทหารกลับคืนพระนคร เข้าเฝ้าพระราชลิดา กราบทูลเรื่องราวที่ได้ปราบปรามพวกจลาจลได้สำเร็จเรียบร้อยให้ทรงทราบทุก ประการ แล้วเสด็จไปเฝ้าพระมารดา ฝ่ายพระมารดาเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นสุธนกลับมาดังนั้น ก็เสด็จออกไปต้อนรับทรงสวมกอดพระโอรส แล้วทรงพระกันแสง ทำให้พระสุธนบังเกิดอัศจรรย์พระทัยเป็นอันมาก จึงกราบทูลถามว่า ” เหตุใดพระแม่เจ้าจึงทรงพระกันแสงเช่นนี้” พระนางตรัสเล่าเรื่องที่นางมโนหราหนีไป ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด

เมื่อ พระสุธนได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงตกตะลึงเหมือนหนึ่งว่าชีวิตจะพรากออกจากร่าง ยิ่งทำให้พระองค์โศกเศร้ารันทด ด้วยความขุ่นแค้น และทรงอาลัยถึงนางมโนหราเหลือที่จะอดกลั้นได้ พลันกลับมาเฝ้าพระมารดาแล้วกราบทูลว่า ” ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันจักขอทูลลาไปตามนางมโนหราตามยถากรรม ถ้าไม่พบนาง ก็เป็นอันว่าไม่กลับมาพระนครนี้อีกแล้ว จะขอตามนางไปจนสิ้นชีวิตของหม่อมฉัน”

เมื่อพระนางทรงเห็นพระราชโอรสทรงกำสรดโศกเศร้าและตรัสเช่นนั้น ทรงปลอบโยนว่า “ลูกรักของแม่ เจ้าอย่าไปเลยบิดามารดาก็แก่แล้ว นางกษัตริย์ที่มีรูปร่างงดงามเช่นนั้นยังจะมีอยู่อีกดอกแม่จะจัดแจงหาให้ พ่อจะได้อยู่ปกครองราชสมบัติสืบต่อไป” พระสุธนได้ทรงฟังดังนั้น ยิ่งทรงโศกเศร้าด้วยความขุ่นแค้นหนักขึ้น พลางกราบทูลห้วนๆ ว่า ” พระแม่อย่าทรงห้ามลูกเลย” แล้วก็ถวายบังคมลาพระมารดารีบผลุนพลันเสด็จออกจากพระนครไปยังสำนักนายพราน บุณฑริก ตรัสถามว่า ” ท่านรู้จักหรือไม่ว่า ที่อยู่ของนางมโนหารานั้นอยู่แห่งไร และจะติดตามไปให้พบนางได้อย่างไร ” นายพรานบุณฑริกจึงกราบทูลว่า ” ข้าพระบาทหารู้จักไม่ ถ้าพระองค์ต้องพระประสงค์รู้จักแล้ว จงเสด็จไปถามพระกัสสปฤาษีคงจะรู้แน่แท้”

เมื่อพระสุธนได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ” ถ้าเช่นนั้นท่านจงไปกับเรา” ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงขัดพระแสงดาบและกริชไว้กับพระองค์ให้มั่น พระหัตถ์ทรงถือธนูศร เสด็จไปกับนายพรานโดยด่วนพอถึงภายนอกพระนคร ทรงผินพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรพระนคร แล้วตรัสว่า ” ถ้าหากเราได้นางมโนหรามาแล้ว เราคงจะได้กลับมาเห็นพระนครนี้อีก ถ้าหากเราไม่ได้นางมาแล้ว เราคงจะไม่กลับมาเห็นพระนครนี้เป็นแน่แท้” เมื่อ ตรัสฉะนี้แล้ว ก็ทรงบ่ายพระพักตร์มุ่งตรงไปยังป่าหิมพาน เมื่อเสด็จไปถึงที่อยู่ของพระกัสสปาฤาษีแล้ว จึงรับสั่งให้นายพรานกลับ ส่วนพระองค์ก็ทรงเปลื้องเครื่องอาวุธวางไว้ แล้วเสด็จเข้าไปยังอาศรมแต่พระองค์เดียว

ครั้งมนัสการพระฤาษีและตรัสไต่ถามเรื่องราวอื่นๆ พอสมควรแล้ว จึงทรงถามถึงนางมโนหรา ” พระผู้เป็นเจ้าเห็นนางมโนหรามาทางนี้บ้างหรือไม่” พระฤาษีตอบว่า “นางได้มาพัก ณ ที่นี้ นางรำพันสั่งไว้ว่า ถ้าพระองค์ตามมาถึงที่นี่ จงบอกให้พระองค์กลับเสียแต่เพียงนี้ และได้ฝากของไว้สามสิ่ง พระธำมรงค์ฝังเพชร 1 ผ้ากัมพล 1 พระธำมรงค์นิ้วก้อย 1 ” ครั้นแล้วเธอก็หยิบของสามสิ่งมามอบให้ เมื่อพระสุธนทอดพระเนตรเห็นของนั้น ทรงพระกันแสงคร่ำครวญถึงนางด้วยความอาลัย เหมือนหนึ่งว่านางได้มาปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ฉะนั้น และเมื่อฤาษีได้สังเกตเห็นว่าพระสุธนมีความเศร้าโศกอาลัยในนางมโนหรา มาก ตั้งพระทัยจะคิดติดตามนางไปให้จงได้ดังนั้น ครั้นเมื่อท้าวเธอค่อยสร่าง โศกลงแล้วจึงทูลว่านางยังสั่งไว้อีกว่า ถ้าพระองค์จะตามไปให้จงได้ ก็ให้ตามไปทางทิศเหนือ แล้วอธิบายถึงวิธีใช้ยาผงและวิธีร่ายมนตร์สำหรับเสกยานั้นๆ ให้ทรงทราบทุกประการ แล้วให้จับเอาลูกลิงมาเลี้ยงให้เชื่องตัวหนึ่ง เพื่อจะได้พาไปตามคำชี้แจง ของนาง นอก