Get Adobe Flash player

ต้นฉบับตำนานการสร้างพระนั่งดิน

PDFพิมพ์อีเมล

003
คลิ๊กอ่านประวัติความเป็นมาของอำเภอเชียงคำเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ คลิ๊กที่ภาพข้างบนได้เลยครับ


ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ พี่ชัยวัฒน์ จันทิมา ผู้สื่อข่าวพะเยารัฐ ที่ได้ส่งภาพประวัติดังกล่าว ที่ได้รับมาจากวัดพระนั่งดิน ที่เป็นต้นฉบับเดิมไม่มีการแก้ไข อันเป็นการเรียบเรียงโดยคณะกรรมการบูรณะและปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์คำและพระ เจ้านั่งดิน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ในครั้งอดีต มีท่านพระครูขันติวชิรธรรม อันเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าได้ร่วมเรียบเรียงด้วยมาให้ข้าพเจ้าเป็นผู้พิมพ์ ข้าพเจ้าเลยถือโอกาสเผยแผ่ต่อเพื่อเป็นวิทยาทานสืบต่อไป

 

ตำนานดอยคำและพระเจ้านั่งดิน
005
คลิ๊กอ่านประวัติและข้อมูลเพิ่มเติมโดยคลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ


นมจตุ จุลศักราช 1213 ตัวปีลวงไก๊ เดือน โหรา แรม 3 ค่ำ วันจันทร์ ยังมีขุนพระองค์หนึ่งลุกเมืองมาแต่เมืองใต้ มาเมตตาในเมืองชราวพุทธรสะว่า ในเมืองชราวที่นี้ ในอดีตอันล่วงแล้วในกาละเมื่อก่อน ต้าวตนหนึ่งชื่อว่า พระยาสิงห์กุตระนคร อยู่ในเวียงนครชัยยศยิ่งธรณี เทพนครยศเขต มีพระยา 4 ตน ตนหนึ่งชื่อว่า พุทธสอนอยู่ทิศใต้ ตนหนึ่งชื่อว่า อนุโลก อยู่หนตะวันตก ตนหนึ่งชื่อว่า สุริยวงศ์ษา อยู่หนตะวันออกเฉียง (แจ่ง) ใต้ ตนหนึ่งชื่อว่า ดุริยะนนถี (ดนตรี) อยู่หนตะวันออกเหนือ แล้วยังมีเทวปุตร์ 4 ตน เจ้าฤษี 2 ตน พระยาอินทร์ตนหนึ่ง พระยาอีกตนหนึ่ง นางนาสสนมของพระยาตนนั้น มีหมื่นหนึ่งคิดราชการกับด้วยกัน ในเมืองมหาเทพมหานครชัย เสมียนชี้แจงออกภาษี ถึงขุนภักดีราชการเสมียน ชี้แจงออกถึง ขุนอนุโลกคิดราชการ จึงเอารี้พลแสนและหมื่น ถึงปีมะเส็ง เดือน 8 แรม 11 ค่ำ จิ่งจัดแจงให้ทราบแจ้งด้วยกันสร้างกำแพงเวียงพุทธรสะแล้ว ปางเมื่อสัพพัญญูเจ้า เลียบโลกมาถึงเวียงพุทธรสะ มาสถิตอยู่ในดอยสิงกุตระ จิ่งมาเล็งหันยังชายทุกขตะผู้หนึ่งชื่อว่าคำแดง สัพพัญญูเจ้ามาเล็งหันยังบุญสมภารแห่งชายทุกขตะผู้นี้ จักได้ถึงฐานันตระภายหน้า สัพพัญญูเจ้าจิ่งเทศนาว่า หื้อได้สร้างรูปกูตถาคตไว้ ในเมืองสิงห์ธรณีมหาเทพนครชัย พระยาอินทร์ตนหนึ่ง พยานาคตนหนึ่ง พระฤษี 2 ตน อรหันต์ 4 ตน ไปเอาดินแต่เมืองลังกาทวีปมาสร้างรูปนานได้เดือนป๋าย 7 วันจึ่งแล้ว เมื่อนั้นสัพพัญญูเจ้าจิ่งเสด็จไปโปรดโลกอันไคว่แล้ว จึงเสด็จเข้ามาสู่เมืองสิงห์ธรเทพมหานครที่สร้างรูปเจ้านั้น ยามนั้นพระพุทธเจ้า จิ่งเล็งหันสารูปนั้นว่าน้อยกว่าองค์กูตถาคต จิ่งจักหื้อสร้างพอกแหมให้ใหญ่เท่าตนกูสัพพัญญูนี้เตอะ จักมีอิทธิ รัศมีรุ่งเรืองงามจะและ ยามนั้นสัพพัญญูเจ้าจิ่งเบ่งริทธีปาฏิหาริยะออกเผื่อขอบจักรวาฬยามนั้น สารูปเจ้าจิ่งค้ายลงมาจากแท่น ลงไหว้พระพุทธเจ้านั้นและ เมื่อนั้นสัพพัญญูเจ้าจิ่งจักเทศนา ซึ่งพุทธรูปเจ้าว่า ให้ท่านจิ่งรักษา ศาสนาตถาคตให้เสี้ยง 5,000 พระวรรษา เป็นของแห่งเราแล้ว จักเทศนาแก่ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า ที่ใดจักสมควรรักษาศาสนาเป็นที่ชุมนุมต้าวพระยาทั้งหลาย เป็นที่แผ่นดินพระพุทธเจ้าจักรุ่งเรืองไปภายหน้านั้น จุ่งไปสร้างในที่นั้นเต๊อะ เมื่อนั้นสัพพัญญูเจ้าจิ่งเสด็จไปแล้ว ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จิ่งพร้อมกันยกเอาพระพุทธรูปเจ้าไปไว้ในเวียงพุทธรสะนั้น ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จิ่งยกเอาเวียงพุทธรสะที่นั้นเข้าประเคนพระพุทธเจ้าหั้นแล้ว ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้ง จิ่งอุสาราชะภิเษกชายทุกขตะผู้นั้นเป็นพยาคำแดงหั้นแล้ว จิ่งยกออกเวียงพุทธรสะที่นั้น พระพุทธเจ้าว่า บ่อควรต้าวพระยาเสนาอำมาตย์ เจ้านายผู้หลักผู้ใหญ่จักอยู่จักร้อนไหม้บ่อวุฒิจำเริญแล

 

006
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมและรับชมวัดพระธาตุดอยคำเพิ่มเติม โดยคลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ


แดนแต่นั้นยังมีนางผู้หนึ่งชื่อว่า อินทตาสวรรค์ เป็นลูกสาวพระยาคำแดง มีรัศมีผิวพรรณวรรณอันงามเป็นดั่งแสงพระจันทร์วันเพ็ญอันรุ่งเรืองงาม ปรากฎไปถึงพระยาคนหนึ่ง ชื่อว่า พระยาริทธีอยู่ทิศหนเหนือ จิ่งมีบรรณาการของฝากเข้ามาขอเอานางอินทตาสววรค์ซึ่งพระยาคำแดง พระยาคำแดงก็บ่ออนุญาต ก็กลับขึ้นไปสู่เมืองตนนั้นและ ถัดนั้นมา ยังมีพระยาคนหนึ่งชื่อว่า พระยาเตชะนุภาพ อยู่ทิศหนใต้เข้ามาขอแถมเล่าพระยาคำแดงก็บ่ออนุญาต ก็กลับคืนสู่เมืองแห่งตนหั้นและ ลุนนั้นมายังมีพระยาคนหนึ่งชื่อว่า สุริยวงศษาอยู่ทิศหนตะวันตก ก็เข้ามาขอเอานางอินทตาสวรรค์แถมเล่า พระยาคำแดงก็บ่ออนุญาต ก็กลับคืนสู่เมืองแห่งตนหั้นและ ลุนนั้นมายังมีพระยาอีกตนหนึ่งชื่อว่ สุรยนนถีอยู่ทิศตะวันออก ก็เข้ามาขอเอานางอินทตาสวรรค์ ซึ่งพระยาคำแดงก็บ่ออนุญาต ก็กลับคืนเมือสู่เมืองตนหั้นและ เมื่อนั้นพระยาทั้ง 4 ตนนั้น ก็พร้อมกันยกทัพรี้พลเข้ามาตีเอาเมืองสิงห์ธรณีเทพมหานครนั้นและ ยามนั้นพระยาเตชานุภาพ ลูกชายพระยาคำแดง ก็ออกยุทธกรรมกับด้วยพระยา 4 ตนนั้น ด้วยหลาวเหล็ก ไม้รวก พระยาทั้ง 4 ตนนั้น ก็ทำกาลอันตรายไปเสี้ยงทั้ง 4 ตน นั้นหั้นและ พระยาคำแดงหันพระยาทั้ง 4 ตนนั้น กระทำอันตรายไปเสี้ยงแล้ว พระยาคำแดงก็สดุ้งตกใจกลัวอยู่ ก็หนีออกจากเวียงไปเฝ้าพระพุทธเจ้านั้นและ เมื่อนั้น พระยาคำแดง ก็ไหว้พระพุทธเจ้าว่า ภัณเต ภควา ข้าแด่สัพพัญญู พระพุทธเจ้า ยังมีพระยา 4 ตน 4 ทิศ มาขอเอาลูกสาวข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่านางอินทตาสวรรค์ ข้าพเจ้าไม่อนุญาต ยามนั้น พระยาทั้ง 4 ตน ก็ยกเอารี้พลมาตีเอาเมืองข้าพเจ้า ลูกชายข้าพเจ้า ก็ฆ่าพระยาทั้ง 4 ตนนั้น ด้วยหลาวเหล็ก พระยาทั้ง 4 ก็กระทำกาลอันตรายไปเสี้ยงทั้ง 4 ตน นั้นหั้นและ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจิ่งกึ๊ดอยู่บ่อได้ ตึงหนีออกจากเวียงมาไหว้สัพพัญญูเจ้านั้นและ เมื่อนั้น สัพพัญญูเจ้าจิ่งเทศนาว่า มหาราชา จุ่งคืนเมือสู่เมืองแห่งมหาราชดังเก่าเต๊อะ สรีระพระยาทั้ง 4 ตนนั้น มหาราชาจั่งเอากระทำหื้อเป็นขะโจ๋มแล้ว มาก่อหื้อเป็นรูปสิงห์ 4 ตัว เอาไว้ในอุโมงคำ ในดอยสิงห์กุตระหั้นเต๊อะ สัพพัญญูเจ้าจึงลูบเอาเกษาหื้อเส้นหนึ่ง ไปบรรจุไว้หั้นแล้ว ปายลุนพระตถาคนปรินิพพานไปแล้ว จุ่งหื้อพระอรหันต์เอาธาตุนิ้วมือขวา พระตถาคตมาบรรจุไว้ภายในดอยนั้นเตอะ ภายหน้าเมืองอันนี้จักเปล่าว่างขาดห่างไปน้อยหนึ่ง จักคืนมาเป็นเมืองแถม ยามนั้นบ้านเมืองก็บ่อวุฒิเหตุว่า ท้าวพระยาตนเชฏฐาระถะบ่อจับตามจารีตประเพณี จำเริญตามพระพุทธวจนะนั้นและ พระพุทธเจ้ากล่าวเท่านั้นแล้ว พระยาคำแดง ปิ๊กปอกคืนสู่เมืองตนดังกล่าวแล้ว พระยาคำแดงก็ชุมนุมมายัง ท้าวพระยาและเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย มาพร้อมกันไปเอาซากพระยา 4 ตนนั้น มากระทำหื้อเป็น คะจวร (กระโจม) แล้วมากระทำหื้อเป็นชะตายสมกับสรีระซากพระยาทั้ง 4 ตนนั้น แล้วมากระทำหื้อเป็นรูปสิงห์ 4 ตัว ลงไว้ในพื้นดินอุโมงคำในดอยสิงห์กุตระหั้นก่อนแล้ว เมื่อปายลุน พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว อรหันต์เจ้าทั้งหลายจักไปเอาธาตุนิ้วก้อยมือขวา แห่งพระพุทธเจ้ามาใส่ไว้ในสำเภาคำ เอาลงตั้งไว้ในหลังสิงห์ 4 ตัวนั้นแล้ว ก่อเป็นเจดีย์ ไว้เหนือหลังสิงห์กุตระมาตราบบัดนี้และ กล้าวห้องพระพุทธเจ้าและมหาเจติยะ สิงห์กุตระธาตุเจ้าดอยก็คำก็แล้วเต่านี้ก่อนและ

ที่นี่จักจ๋าด้วย พระยา 4 ตน เข้ามายุทธกรรมในเมืองสิงห์ธรณีนั้น ดั่งอั้น พระยาสุริยะวงศา อันหนีออกจากเวียงไป อยู่เมืองแก้วนั้น ก็รู้ประวัติ ข่าวสารว่า บ้านเมืองตนสุขแล้ว ก็กลับคืนเข้าสู่เมืองตนดังเก่าแล้ว ดั่งอั้น พระยาคำแดง ก็น้อมเมืองหื้อพระยาสุริยะวงศา ดังเก่าแล้ว พระยาคำแดง ก็หนีออกเมืองเทพสิงหชัยอันเป็นที่อยู่แห่งตนดังเก่าแล้ว ก็กลับคืนมาสู่เมืองสิงห์ธรณีแล้ว พระยาคำแดง ก็หนีออกไปบวชเป็นฤษี ก็กระทำพรหมวิหาร 4 ไปไจ้ๆ ตราบเสี้ยงอายุ ก็จุติไปเกิดในสวรรค์เทวโลก ก็มีวันนั้นและ เมื่อพระยาสุริยวงศา ได้คืนมาอยู่เสวยเมืองสิงห์ธรณีนั่นแล้ว ก็สั่งสอนบริษัททั้งหลาย ได้กระทำบุญกินทานไปไจ้ๆ ตามเขตอายุแห่งตนจู่คนหั้นและ ตนท่านเป็นประธานก็พากัน จำศีล ภาวนา สังวาส สาทธิยาย ยังทิพมนติ ว่าดังนี้

พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ นิพพานปัจจโย โหนฺตุ เม สัมมา สัมพุทโธ โลกนาโถ อนาคโต นิพพานปัจจโย โหนฺตุ ปรมํ สุขังโหนตุโน

พระยาตนนั้น ก็จำเริญ กถาอันนี้ไปไจ้ๆ บ้านเมืองก็วุฒิไปด้วยโลกุตรธรรมและโลกิยสมบัติ มีในตนและ อายุ วรรณ สุขะ พละ อธิปไตยไปไจ้ๆ ตราบเมี้ยน อายุ จุติ ก็ได้เอาจนเมือเกิดในสวรรค์ เทวโลกตามปุญสมภารแห่งตน ก็มีวันนั้นและ ตั้งแรกแต่นี้ไปปายหน้า ท้าวพระยาตนใด ได้มาเสวยเมืองสิงห์ธรณีที่นี้ ถึงวันวิสาขะ เดือน 8 เป็ง หื้อได้ขึ้นสละสรงมหาเจดีย์เจ้าสิงห์กุตระแล้วหื้อสระสรงพระพุทธรูปเจ้านั่ง ดินแล้ว หื้อขออนุญาต รสโอชารส พิชชะ (พืช) ข้าวกล้า สัพพะสิ่งของอัญญะมุณี อันมีในแผ่นดินตังมวล จึงจักอุดมสมวุฒิ จู่อันจู่ประการจะและ หื้อท้าวตนเสวยเมืองนี้นั้น หื้อได้ภาวนาจำเริญกถาอันนี้ไปจู่วัน ก็จึงจักอุดมสมสละวุฒิจู่เยื่องจู่ประการ อันหนึ่ง ก็จักประกอบไปด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ สวัสดีไปภายหน้าแต่บ่อสงสัยจะและ กล่าวห้อง พุทธบัญญัติเจติยะพุทธปะปะตะ (บรรพรต) สิงห์กุตระและพุทธบัญญัติปากฐาอิติวุตะปกาเรนะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้และ กล่าวยังพุทธบัญญัติ ธาตุเจ้าดอยคำ เต่านี้ก่อนและ

ตามที่เขียนมานี้ อาศัยต้นฉบับเดิม ซึ่งแปลมาจากตำนานอักษรพื้นเมือง มิได้เปลี่ยนแปลงและแก้ไขเนื้อเรื่องแต่ประการใด เพื่อรักษาประวัติพระธาตุดอยคำและพระเจ้านั่งดินนี้ ให้คงรูปเดิมไว้ ถึงจะมีก็เพียงแต่แก้ไขคำพูดบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น หากข้อความตอนใดผิดพลาด ขอได้รับอภัยจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วทุกท่านด้วย

 

007
อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่องตุ๊ลุงเพชรกับการกินอ้อ คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ
คณะกรรมการบูรณะและปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์คำและพระเจ้านั่งดิน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา


แปลโดยใจความจากต้นฉบับเดิม


ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ พี่ชัยวัฒน์ จันทิมา ผู้สื่อข่าวพะเยารัฐ ที่ได้ส่งภาพประวัติดังกล่าว ที่ได้รับมาจากวัดพระนั่งดิน ที่เป็นต้นฉบับเดิมไม่มีการแก้ไข อันเป็นการเรียบเรียงโดยคณะกรรมการบูรณะและปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์คำและพระ เจ้านั่งดิน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ในครั้งอดีต มีท่านพระครูขันติวชิรธรรม อันเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าได้ร่วมเรียบเรียงด้วยมาให้ข้าพเจ้าเป็นผู้พิมพ์ ข้าพเจ้าเลยถือโอกาสเผยแผ่ต่อเพื่อเป็นวิทยาทานสืบต่อไป

การแปลโดย เอาใจความจากต้นฉบับนี้ ก็เพื่อความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น หากข้อความส่วนใดที่เกิดจากการเรียบเรียงของข้าพเจ้า เกิดความขาดตกบกพร่อง มีข้อผิดพลาด เนื้อหาคลาดเคลื่อนไป ขอได้โปรดยกโทษให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย ท่านสามารถส่งข้อมูลเหล่านั้นให้ข้าพเจ้าได้เพื่อทำการแก้ไขให้ถูกต้องสืบ ต่อไป เนื่องด้วยสติปัญญาที่มีอยู่เพียงน้อยนิด แต่ด้วยความคิด สำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอน หวงแหนในทุกสิ่งที่ควรคุณค่าแก่การศึกษาและช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานของ เราสืบต่อไปเบื้องหน้า ให้ได้เรียนรู้วิถีความเป็นมาของสังคมในแต่ละยุคสมัย เพราะคุณค่าเหล่านี้ประมาณค่ามิได้เลย หากข้อความเนื้อหาตอนใดมีประโยชน์แล้วไซร้ ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญ ขอบุญกุศลจงบังเกิดผู้มีพระคุณของข้าพเจ้า ขอให้ท่านจงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ข้าพจ้าตราบนานเท่านานด้วยเทอญ.

 

นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา


ตำนานดอยคำและพระเจ้านั่งดิน ตามตำนานกล่าวว่า พระยาผู้ครองเมืองพุทธรส ได้ค้นพบประวัติ (ตำนาน) เมื่อ นมจตุ จุลศักราช 1213 ปีระกา เดือน 6 แรม 3 ค่ำ วันจันทร์ ในตำนานได้กล่าวไว้ว่า ”  ณ บริเวณแห่งนี้ มีมหานครที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่เมืองหนึ่ง โดยมีชื่อว่า  สิงห์กุตระนคร เมืองแห่งนี้ มีท้าวพระยาสิงห์กุตระ เป็นเจ้าเมือง โดยมีเมืองขึ้นหรือ เมืองบริวารอยู่โดยรอบทั้ง 4 ทิศ ดังนี้

ทิศใต้ มีพระยา อนุสอน เป็นเจ้าเมืองผู้ปกครอง
ทิศตะวันตก มีพระยาอนุโลก เป็นเจ้าเมืองผู้ปกครอง
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีพระยา สริยะวงศ์ษา เป็นเจ้าเมืองผู้ปกครอง
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีพระยาดุริยดนตรี เป็นเจ้าเมืองปกครอง

นอกจากนั้นแล้วยังมีเทวรูป 4 ตน มีฤาษี 2 ตน มีพระยาอินทร์ตนหนึ่ง

“นางนาสสนมของพระยาตนนั้น มีหมื่นหนึ่งคิดราชการกับด้วยกัน ในเมืองมหาเทพมหานครชัย เสมียนชี้แจงออกภาษี ถึงขุนภักดีราชการเสมียน ชี้แจงออกถึง ขุนอนุโลกคิดราชการ จึงเอารี้พลแสนและหมื่น” (ตรงนี้ยังแปลเอาใจความยังไม่ได้ครับ วานปราชญ์ผู้รู้ช่วยกันนะครับ)

เมื่อ ถึงปีมะเส็ง เดือน 8 แรม 11 ค่ำ จึงได้มีการร่วมมือกันจัดกำแพงเมืองพุทธรส ต่อมาเมื่อ องค์สมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้า องค์ศาสดาของพระพุทธศาสนาของเรา ได้เสด็จออกเมตตาสรรพสัตว์น้อยใหญ่รอบโลกโดยทางอภินิหาร พอพระองค์ได้เสด็จมาถึงเมืองพุทธรส (อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน) พระองค์ได้เสด็จประทับอยู่บนดอยสิงหกุตตระ หรือที่ พระธาตุดอยคำในปัจจุบันนั้น พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยข่ายพระญาณ เห็นชายยากจนคนหนึ่ง ชื่อว่า คำแดง ทรงเล็งเห็นถึงบุญญาวาสนาและบารมีของชายผู้นี้ว่า ในอนาคตกาล ชายผู้นี้จะได้เป็นใหญ่ถึงฐานันดรศักดิ์เป็นถึงเจ้าผู้ครองนคร พระพุทธองค์ ได้เสด็จไปโปรดและทรงเทศนาว่า “ให้พวกท่าน ปั้นรูปพระตถาคตไว้ในเมืองสิงห์กุตระนครนี้ โดยให้พระยาอินทร์ตนหนึ่ง พญานาคตนหนึ่ง พระฤาษี 2 ตน พระอรหันต์ 4 รูป ไปนำเอาดินจากเมืองลังกาทวีป เพื่อนำมาป็นเป็นพระพุทธรูปของพระตถาคต” เหล่าพระยาอินทร์ พญานาค พระฤาษี และ พระอรหันต์สาวก ได้ทำการปั้นรูปของพระถาคตขึ้น โดยใช้เวลาใช้เวลาในการปั้นเป็นเวลาถึง 1 เดือนกับอีก 7 วัน จึงแล้วสำเร็จเสร็จสิ้น

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จโปรดเวไนยสัตว์จนทั่วทุกสารทิศแล้ว ได้เสด็จกลับมายังเมืองสิงห์กุตระนครอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นรูปปั้นของพระองค์ว่ามีขนาดเล็กกว่ามาก จึงได้ตรัสสั่งให้เอาดินมาพอกเพิ่มเติม เพื่อให้มีขนาดเท่ากับพระองค์จริง ด้วยจะทำมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีรัศมีรุ่งเรืองงดงามยิ่ง จากนั้น พระพุทธองค์ทรงปล่งฉัพพรรณรังสีและแสดงปาฏิหาริ์ยออกไปครอบจักรวาล รูปปั้นที่เหมือนกับองค์ตถาคตก็ได้เกิดสิ่งน่าอัศจรรย์ขึ้น โดยที่รูปปั้นดังกล่าว ได้เสด็จลงมาจากฐานชุกชี (แท่นวางพระพุทธรูป) และลงมาทำการอัญชลีกราบไว้พระพุทธเจ้าของเรา

เมื่อนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระพุทธรูปที่เป็นรูปปั้นว่า “ขอท่านจงรักษาศาสนาของเราให้อยู่เจริญรุ่งเรืองจนครบ 5,000 ปี เถิด เมื่อเทศนาจบลง พระพุทธรูปนั้น ก็ได้กลายเป็นพระพุทธรูปปั้นตามเดิม จากนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็ได้ตรัสเทศนาแก่บรรดาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า ที่ใดสมควรจักรักษาพระพุทธรูปอันเป็นตัวแทนของเรา ก็ขอให้พวกท่านจงสร้างที่เก็บรักษาไว้ที่นั้นเถิด หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับชมพูทวีปโดยทางอภินิหาร
เมื่อ พระพุทธองค์เสด็จกลับไปแล้ว บรรดาเหล่าเจ้าเมืองต่างๆและเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จึงได้พร้อมใจกัน ยกเอาพระพุทธรูปไปไว้ในเมืองพุทธรส และได้พากันทำพิธียกเมืองดังกล่าว ประเคนถวายกับพระพุทธรูปปั้นนั้น ในกาลต่อมาเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็ได้จัดพิธีราชาภิเษกชายผู้ยากไร้ ที่ชื่อว่าคำแดง คนนั้น ให้เป็นเจ้าเมืองสืบต่อไป

ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธองค์ ทรงได้ตรัสอภิวาจา เหมือนกับตรัสปริศนาธรรมไว้ว่า “หากในอนคต เจ้าเมืองหรือผู้ปกครองท่านใด ไม่มีความซื่อสัตย์ คดโกง ประพฤติผิดศีล ผิดจารีตประเพณี ทำการไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ท่านผู้ปกครองเมืองพุทธรสหรือ เมืองชราว ก็จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน ก็จะมีอันเป็นไปทุกคน” จากปริศนาธรรมนี้  ได้ปรากฎในเวลาต่อมาอยู่เนืองๆ ที่อยู่คู่กับอำเภอเชียงคำของเรามาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ หากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หรือข้าราชการ ผู้ปกครองท่านใด ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ผิดจารีตประเพณี ทำไม่ถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์ ทุจริตคดโกงต่อหน้าที่ ก็จะอยู่บริหารหรือทำหน้าที่ ณ ที่อำเภอเชียงคำของเราได้ไม่นาน ถ้าไม่โดนไล่ออก ก็จะโดนย้าย หรือ มีอันเป็นไปทุกคน”

พระยาคำแดง พระองค์ได้ทรงปกครองเมืองบ้านเมือง ณ ดินแดนแห่งนี้ ด้วยทศพิธราชธรรม เป็นที่รักและเคารพของชาวเมืองทุกคน บ้านเมืองความสงบสุขร่มเย็นเรื่อยมา ปราศจากข้าศึกศัตรูมารุกราน จวบจนกระทั่ง พระองค์ได้มีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง ผู้ทรงมีสิริโฉมงดงามยิ่ง มีรัศมีผิวพรรณอัดงดงามดั่งพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ พระนางนั้นมีพระนามว่า พระนางอินตาสวรรค์  ด้วยพระสิริโฉมที่งดงามดังกล่าว จึงเป็นที่หมายปองของบรรดากษัตริย์และราชบุตรของเจ้าเมืองต่างๆ ที่อยากได้พระนางไปเป็นพระมเหสี

จนในวันหนึ่ง พระยาฤทธิ์ ที่มีเมืองอยู่ทางทิศเหนือ ก็ได้ส่งเครื่องบรรณาการของฝากต่างๆ และส่งราชทูตเข้ามาสู่ขอ พระราชธิดาของพระยาคำแดง แต่พระยาคำแดง ก็ได้ปฏิเสธไป ไม่ยอมยกพระธิดาของพระองค์ให้ ต่อมาได้มี พระยาเดชานุภาพ ที่มีเมืองอยู่ทางทิศใต้ ก็ได้ส่งเครื่องบรรณาการและเข้ามาสู่ขอพระนางอินตาสวรรค์อีก พระยาคำแดง เจ้าเมืองก็ได้ปฏิเสธไปอีก ต่อมาก็มีพระยาสุริยวงศ์ษา อยู่ทางทิศตะวันตก ก็ได้ส่งเครื่องบรรณาการเข้ามาทูลขอพระธิดาของพระยาคำแดงอีก พระองค์ก็ทรงตอบปฏิเสธเหมือนอย่างเคย และต่อมา ก็ได้มีพระยาสุริยดนตรี ซึ่งมีเมืองปกครองอยู่ทางทิศตะวันออก ก็ได้ส่งเครื่องบรรณาการที่จะมาสู่ขอพระนางอินตาสวรรค์ ไปเป็นพระมเหสี แต่ พระยาคำแดง ผู้เป็นพระราชบิดา ก็ทรงปฏิเสธไปทั้งหมด ทำให้เจ้าเมืองทั้ง 4 เหล่านั้นพากันผิดหวังแล้วกลับไปยังเมืองของตนเอง

เมื่อพระยาเจ้า เมืองทั้ง 4 เมืองพากันผิดหวัง ก็ได้มีการตกลงสมคบกัน และได้พากันยกทัพเข้ามาทำศึก เพื่อจะทำลายเมืองสิงห์กุตระนคร ในเวลานั้น พระยาเดชานุภาพ (น่าจะคนละพระองค์กับที่จะมาขอพระนางอินตาสวรรค์ ไปเป็นพระมเหสี) ซึ่งเป็นพระราชบุตรของ พระยาคำแดง ได้ทำการออกสู้รบแทนพระราชบิดา ปรากฎว่า พระยาเดชานุภาพ เป็นผู้ทีมีความสามารถเก่งกาจ ได้ใช้อาวุธ ทั้งหอก ทั้งหลาว ต่อสู้กับเจ้าพระยาทั้งสี่เมืองนั้นจนสวรรคตไปทั้ง 4 พระองค์

เมื่อ พระยาคำแดง ได้เห็นพระยาเจ้าเมืองทั้ง 4 พระองค์นั้นสวรรคตไป ก็เกิดอาการสังเวช สะดุ้งและตกใจกลัวเป็นอันมาก จึงได้เสด็จออกจากเมืองไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และก็ได้กราบทูลเรื่องราวต่างๆ ให้พระพุทธองค์ทรงทราบ เมื่อพระพุทธองค์ ได้ทรงสดับเรื่องราวแล้ว ได้ตรัสเทศนาแก่พระยาคำแดงว่า ดูก่อนมหาราชา ท่านจงกลับคืนไปสู่เมืองของมหาบพิตรเถิด แล้วให้พระองค์ทรงจัดการกับพระศพของเจ้าพระยาทั้ง 4 ดังนี้ โดยให้พระองค์ทรงทำกระโจม หรือเจดีย์ แล้วได้นำสรีระร่างของเจ้าพระยาทั้ง 4 นั้น ไปไว้ในกระโจมนั้น แล้วให้ปั้นรูปสิงห์ 4 ตัว ใส่ไว้ในอุโมงที่ดอย (ภูเขา) สิงห์กุตระด้วย หลังจากนั้น พระพุทธองค์ ทรงให้ใช้พระหัตถ์ลูบเอาพระเกศาจำนวน 1 เส้น และได้มอบให้กับพระยาคำแดง เพื่อนำไปบรรจุไว้ที่กระโจมแห่งนั้นด้วย แล้วพระพุทธองค์ก็ได้ทรงตรัสไว้ว่า หลังจากพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพานไปแล้วภายภาคหน้า จะมีพระอรหันต์นำเอาพระบรมสารีริกธาตุนิ้วมือข้างขวาของพระองค์ มาเก็บรักษาเป็นพุทธบูชา ณ ดอยแห่งนี้ด้วย และ เมืองพุทธรส หรือ เมืองสิงห์กุตรนครแห่งนี้ จะว่างจากการมีเจ้าเมืองหรือไร้ผู้คนไปสักชั่วระยะหนึ่ง เนื่องด้วยเจ้าเมืองผู้ปกครองประพฤติไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องจารีตประเพณี ไม่ปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม บ้านเมืองก็จะไม่เจริญ แล้วในที่สุด ก็จะกลับคืนมาเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

พระยาสุริยวงศ์ษา ที่ได้เสด็จหนีไปครั้งเกิดเหตุการณ์สู้รบในเมืองนั้น เมื่อทราบเมืองสงบสุขดีแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จกลับเมืองของตนดังเดิม และต่อมา พระยาคำแดง ก็ได้ยกราชสมบัติของตน ให้กับพระยาสุริยวงศ์ษา ขึ้นเสวยราชสมบัติแทน แล้วพระยาคำแดง ก็ได้เสด็จออกผนวชเป็นพระฤาษีตราบสิ้นอายุขัย ก็ได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ เมื่อเจ้าพระยาสุริยวงศา ได้เสวยราชสมบัติที่เหมืองสิงห์กุตระนครแห่งนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงปกครองสั่งสอนพสกนิกรของพระองค์ ด้วยทศพิธราชธรรมตลอดมา ทรงทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา มิเคยขาด บ้านเมืองก็มีความสุข มีความเจริญ จวบจนสิ้นอายุขัย  นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกวันเพ็ญวิสาขะ เดือน 8 เจ้าเมืองทุกคนและผู้ปกครองเมืองทุกคน จะทำการสรงน้ำพระธาตุและเจดีย์ และเจ้าเจ้านั่งดิน เพื่อตั้งจิตอธิษฐานขอให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร มีความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ร่มเย็นเป็นสุขตราบนานเท่านาน

 

ตำนานพระเจ้าคอขาด ตำนานรอมสรี และ ตำนานดงป่าแดง
watkoom
ติดตามอ่านเรื่องราวดั้งเดิมของการสร้างเมืองเชียงคำโดยคลิ๊กที่ภาพครับ


ตามตำนานเรื่องเล่าตรงนี้ ผู้เรียบเรียงเคยได้ฟังตำนานหรือเรื่องเล่าปรัมปรา จากบรรดาครูบาอาจารย์ พระเถรานุเถระ พ่อหน้อยพ่อหนาน พ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าได้ให้ฟังอยู่เสมอ จะลองนำมาเรียบเรียงเป็นตัวอักษรให้ท่านผู้อ่าน ได้ช่วยกันสืบทอดเล่าให้ลูกหลานของท่านฟัง ข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนจากหลายๆคนที่ได้ฟังมาบ้าง ก็อย่าถือสาว่าความกันนะครับ เพราะพวกเราก็ต่าง ไม่มีใครได้อยู่ในเหตุการณ์จริง ก็ได้ฟังเล่าสืบต่อกันมา บางแห่งบางที่ ก็มีการเสริมเติมแต่งเพื่อให้น่าฟังหรือน่าติดตามยิ่งขึ้น แต่ก็คงมีเค้าโครงเรื่องจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย หรืออาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าแค่นั้นเอง แต่ผู้เขียนคิดว่า หลายท่านที่ได้อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเชียงคำ  จังหวัดพะเยา คงจะเคยได้ยินเรื่องเล่า ที่ผมจะนำมาเล่าต่อ ดังนี้

ในอดีตกาลนานมา แล้ว มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า เมืองคุ้ม (ปัจจุบันเชื่อกันว่า บริเวณที่ตั้งของเมืองดังกล่าว เป็นที่ตั้งของวัดคุ้ม ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา) มีเจ้าพระยาครองเมืองอยู่พระองค์หนึ่ง ในสมัยก่อนเขาเรียกว่า เจ้าเมืองคุ้ม มีพระมเหสีผู้เป็นที่รักอยู่พระองค์หนึ่ง พระนางเป็นผู้ที่มีสิริโฉมงามยิ่งนัก นอกจากนั้นแล้ว พระนางยังมีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างแรงกล้า พระนางได้รักษาศีล ให้ทาน ทำบุญอยู่มิได้ขาด อีกทั้ง พระนางได้ให้ความเคารพนับถือศรัทธาในพระเถระรูปหนึ่ง พระเถระรูปนี้ ถือได้ว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่รักษาพระวินัย รักษาศีลอย่างเคร่งครัด เป็นพระประพฤติปฏิบัติชอบ เป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาเจ้าเมืองในละแวกนั้น รวมไปถึงบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วไป รวมไปถึง เจ้าเมืองคุ้ม ก็ให้ความเคารพนับถือศรัทธาเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน โดยพระภิกษุรูปนี้ ได้รับการยอมรับ เปรียบเสมือนเป็นพระอาจารย์สอนวิชาแก่เจ้าเมืองคุ้มด้วย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยพระองค์เองอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง แม้ในยามที่พระองค์ออกเสด็จว่าราชการต่างเมือง พระองค์ก็ยังได้รับสั่งให้นางสนมกำนัน หรือเหล่าบรรดาข้าราชบริพาร คอยรับส่งและถวายภัตตาหาร ทำบุญอยู่เป็นนิจมิเคยขาด

ท่านพระมหาเถระ รูปนี้ ได้คอยให้คำปรึกษาราชการ พร้อมทั้งได้แนะนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา แก่เจ้าเมืองคุ้ม และสอนให้เจ้าเมืองได้ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเนืองๆเรื่อยมา เหตุการณ์เหล่านี้ ได้ดำเนินไปเป็นปกติอยู่เป็นเวลาหลายปี จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าเมืองคุ้ม ได้เสด็จไปว่าราชการต่างเมือง ก่อนเสด็จไป พระองค์ได้ทรงรับสั่งกับพระมเหสีผู้เป็นที่รักว่า ขอให้พระนางช่วยเป็นธุระ คอยดูแลจัดแจงกิจเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแทนพระองค์ด้วย พระมเหสีท่านนี้ ก็ได้รับคำว่า จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ประกอบกับพระนางก็เป็นผู้มีจิตใจเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนา อีกทั้ง ก็ยังได้ศรัทธาพระมหาเถระ ผู้เป็นพระอาจารย์อยู่แล้ว

แต่ด้วยความ ที่พระนางเป็นหญิงที่มีพระสิริโฉมงดงามดั่งพระจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ เป็นที่รักของเจ้าเมืองคุ้มยิ่งนัก อีกทั้งขณะนั้น ในเมืองคุ้ม ก็มีบรรดาเหล่านางสนมกำนัน ที่ตั้งตัวกันเป็นก๊กเป็นเหล่า แย่งความเป็นใหญ่ อยากจะได้รับพระราชทานรางวัล หรือ เลื่อนขั้นเลื่อนชั้นของตนเอง ให้มียศตำแหน่งสูงๆขึ้นไป ก็เกิดมีความอิจฉาริษยาต่อพระมเหสีของเจ้าเมืองคุ้ม ที่มีตำแหน่งบารมีและยศที่สูงกว่าตน จึงได้สมรู้ร่วมคิดคบหากันกับบรรดาเสนาอำมาตย์และเหล่าทหารที่คอยรับใช้ คอยยุแยงตะแคงรั่ว ใส่ร้ายป้ายสี สร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้น และร่วมกันวางแผน ที่จะทำลายชื่อเสียงของพระมเหสีอันเป็นที่รักของเจ้าเมืองคุ้มนั้น โดยที่พระมเหสีพระองค์นี้ ก็ไม่ได้คิดหรือระวังภัยที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคตได้

เมื่อเจ้า เมืองคุ้มได้เสด็จออกไปว่าราชการยังต่างเมือง พระนางก็ได้รับหน้าที่นำภัตตาหารเช้า ภัตตาหารเพล ไปถวายพระมหาเถระ อยู่เป็นประจำทุกวัน พร้อมได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา จากพระมหาเถระ เมื่อถึงวันพระ ก็ได้นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติปฎิบัติธรรมรักษาศีลอุโบสถ อาศัยอยู่ที่วัด นั่งสมาธิ อยู่มิได้ขาด พระนางก็ปฏิบัติอยู่อย่างนี้เป็นกิจวัตร จนกระทั่งเจ้าเมืองคุ้ม ได้เสด็จกลับมาจากการว่าราชการต่างเมือง

เมื่อเจ้าเมืองคุ้ม ได้นิวัติกลับมายังพระนคร เหล่าบรรดานางสนมกำนัน ที่ได้รับใช้ใต้พระเนตรพระกรรณ ก็พากันใส่ร้ายป้ายสี ทูลเรื่องที่ไม่เป็นความจริงต่อเจ้าเมืองคุ้มต่างๆนานา บ้างก็เท็จทูลว่า ” พระองค์รู้หรือไม่ว่า เมื่อครั้งที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ในพระนคร พระมเหสีของพระองค์ทรงคิดนอกใจ บ้างก็ว่า พระนางมีใจให้กับพระมหาเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ ในระหว่างที่พระองค์มิได้ทรงประทับอยู่ในพระนคร พระนางก็เสด็จไปยังวัดทุกเช้าทุกเย็น บางวันก็ไปนอนที่วัด เสด็จไปตอนเย็น ไปนอนค้างพักแรมที่วัด กลับก็ตอนเช้ามืด แล้วก็เปลี่ยนสวมชุดใหม่มาตลอด บางครั้งบางที ก็นำเสี้ยนหมากพลู ปูนขาว ไปถวายเป็นการเอาอกเอาใจในพระมหาเถระ บางครั้งก็ทรงประกอบอาหารอย่างประณีตไปให้กับพระมหาเถระองค์นั้น นางสนมกำนันเหล่านั้น บางคนก็เสริมเติมแต่งเรื่องราวให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นอีก บางก็เท็จทูลว่า พระองค์ไม่เชื่อใช่ไหม พระองค์ก็ลองสังเกตผิวพรรณของพระมเหสีดูสิ ผิวพรรณของพระมเหสีของพระองค์ ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลแม้ในขณะที่พระองค์ไม่อยู่ ซึ่งผิวพรรณดังกล่าวของพระมเหสี เกิดจากการรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ทานแต่อาหารมังสวิรัติ ทำให้ผิวพรรณดูผ่องใสเป็นยองใย และก็ได้ใส่ไฟใส่ร้ายป้ายสีหลายๆอย่าง จนทำให้เจ้าเมืองคุ้มเกิดความระแวงสงสัย ประกอบกับพระองค์เป็นคนโทสะจิต ถูกความลุ่มหลงงมงายเข้าครอบงำ อันเกิดจากความรักความหึงหวงในตัวของพระมเหสีผู้เป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ฟังเสียงอื่นใด ไม่มีการสอบสวนหรือฟังเหตุผลอื่นใด พระองค์มีแต่ความโกรธเข้าครอบงำ ได้สั่งให้เหล่าทหารของพระองค์ไปจับกุมพระมหาเถระดังกล่าวมาเพื่อที่จะทำการ ลงโทษด้วยการประหารชีวิตเสีย

 

watkoom2
คลิ๊กอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ภาพครับ


ฝ่ายพระมหาเถระผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รักษาศีล และพระวินัยอย่างเคร่งครัด ที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย อันเป็นเหตุแห่งการอิจฉาริษยากันเองของบรรดาเหล่าสนมกำนัน ท่านพระมหาเถระรูปนี้ ก็รู้ด้วยวาระแห่งจิต และอาจจะเป็นผลกรรมชาติใดชาติหนึ่ง จึงยอมให้ทหารจับกุมเสียแต่โดยดี แม้จะปฏิเสธกับเจ้าเมืองคุ้มอย่างใด ด้วยโทสะจริต โมหะจริต เข้าครอบงำจิตใจของเจ้าเมืองพระองค์นี้เข้าเสียแล้ว แม้จะมีเหตุผลประการใดมาแก้ต่าง ก็คงไม่เป็นผลอันใด เจ้าเมืองได้สั่งให้ทหารนำพระมหาเถระองค์นี้ไปทำการประหารที่ลานประหาร ณ ทิศตะวันตกของเมือง (ปัจจุบันที่บริเวณแห่งนี้ก็ยังมีอยู่ให้เห็น โดยชาวบ้านได้เรียกบริเวณแห่งนี้ว่า “รอมสรี” หรือที่มีต้นศรีมหาโพธิ์ อยู่ตรงบริเวณกลางทุ่งนาบริเวณระหว่างบ้านหนองร่มเย็น ต.ร่มเย็น กับบ้านดอนลาว ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา)

เมื่อบรรดาเหล่าทหาร เพชรฆาต ได้นำพระมหาเถระดังกล่าวมายังรอมสรี ได้มัดมือของพระมหาเถระ ประดับดอกบัวไว้ที่พุ่มมือ เอาผ้าปิดตา และผูกโยงไว้กับเสาหลักประหาร และได้ทำพิธีคล้ายกับการประหารนักโทษทั่วไปในสมัยนั้น แต่ก่อนที่จะได้ทำการประหารนั้น พระมหาเถระรูปนี้ ได้ตั้งจิตอธิษฐานก่อนที่เพชรฆาตจะลงมือ โดยได้เปล่งวาจาออกมาให้ได้ยินทั้งบรรดาเหล่าทหารและชาวบ้านที่เคารพศรัทธา ในตัวพระมหาเถระว่า “ตัวเรานี้ เป็นพุทธบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้รักษาศีล รักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด ประพฤติปฏิบัติชอบ ทำการอบรมสั่งสอนแนะนำหลักธรรมสอนให้กับพุทธศาสนิกชน เพื่อนำใปเป็นหลักธรรมในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอดมิได้ขาด หากแม้นว่า เราได้ทำผิดอย่างที่ท่านได้กล่าวให้โทษแก่เราแล้วไซร้ เมื่อท่านได้ให้เพชรฆาตได้ลงดาบแก่เรา ขอให้โลหิตเลือดของเราจงตกรดลงไปสู้พื้นปฐพี แต่หากแม้นว่า เรามิได้กระทำผิดดั่งที่ท่านกล่าวให้โทษเราแล้วไซร้ ขอให้เลือดของเราอย่าได้ตกลงสู่พื้นปฐพี จงล่องลอยขึ้นสู่นภากาศ อย่าให้ได้เปื้อนเป็นมลทินแก่พื้นปฐพีเลย นับต่อแต่นี้ไป หากเราได้ทำการมรณภาพสิ้นชีวิตไป หากเจ้าเมือง หรือผู้ปกครองผู้ใด ทำการปกครองบ้านเมืองแห่งนี้ (หมายถึงเมืองพุทธรสหรือเมืองชราว) โดยไม่ตั้งอยู่ในครรลองครองธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 ไม่บริหารราชการแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม มีแต่อคติความลำเอียง ขอให้ผู้ปกครองท่านนั้น อย่าได้มีความสุข อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานและมีอันเป็นไปทุกคน” ชาวบ้านและบรรดาพุทธศาสนิกชนเหล่านั้น ต่างก็พากันได้ยินคำตั้งจิตอธิษฐานของพระมหาเถระดังกล่าวทุกคน แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถกล้าหาญคัดค้านหรือทูลขออภัยโทษของพระมหาเถระได้ เนื่องจากพากันเกรงกลัวพระราชอาญา ดังที่ว่า “กษัตริย์ตรัสแล้วมิคืนคำ”

เมื่อ พระมหาเถระกล่าวคำตั้งจิตอธิษฐานจบ บรรดาเหล่าทหารเพชรฆาตผู้ทำหน้าที่ ก็ได้ทำพิธีขอขมาลาโทษต่อพระมหาเถระ เจ้าหน้าที่พิธีก็ได้บรรเลงกลองปี่พาทย์ เพชรฆาตได้ร่ายรำ เมื่อถึงกำหนดเวลาก็ได้ลงดาบประหารพระมหาเถระดังกล่าว แต่เหตุการณ์ยังไม่จบลงแค่นั้น เมื่อเพชรฆาตได้ลงดาบจนคอพระมหาเถระขาด ก็เกิดเหตุการณ์ดั่งที่พระมหาเถระได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ เกิดลมพายุ ฟ้าร้อง มืดฟ้ามัวดิน เลือดโลหิตของพระมหาเถระ แม้จะโดนดาบที่คมกริบของเพชรฆาต กลับไม่ไหลลงมาเปื้อนพื้นปฐพีแม้แต่หยดเดียว แต่กลับล่องลอยขึ้นสู่นภากาศกระเด็นไปไกลถึงป่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ รอมสรี ที่ปัจจุบันชาวบ้านทั่วไปได้เรียกว่า “ดงป่าแดง” โลหิตเลือดของพระมหาเถระได้ไปเกาะติดกับใบไม้โดยไม่ล่วงลงสู่พื้นดิน และที่น่าอัศจรรย์ที่มีมาให้เห็นจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นเพราะอะไร ป่าไม้บริเวณแห่งนี้ ทุกต้นล้วนแต่มีใบสีแดง จนชาวบ้านพากันขนานนามว่า ป่าไม้ดงแดง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านพากันเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

เมื่อ ทำการประหารเสร็จแล้ว บรรดาเหล่าทหารเจ้าพิธีก็ได้นำร่างอันไร้วิญญานของพระมหาเถระ ได้ทำพิธีและทำการฝัง ณ บริเวณรอมสรี โดยทำการสร้างสถูปเก็บรักษาอัฐิไว้จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทุกเทศกาลวันสำคัญก็จะมีชาวบ้านมาทำการสักการะบูชาอยู่เป็นเนืองนิจ

กล่าว ถึงฝ่ายเจ้าเมือง หลังจากที่เกิดปาฏิหาริย์และสิ่งน่าอัศจรรย์ทำให้เชื่อได้ว่า ตนเองเป็นผู้มีความผิดอย่างมหันต์ ฟังความข้างเดียว มีโทสะจริตและโมหจริตความลุ่มหลงเข้าครอบงำ จะสำนึกผิดก็ไม่ทันการเสียแล้ว จะทำการได้เพื่อเป็นการไถ่บาปก็คงไม่สมกับบาปกรรมที่กระทำไว้ (ตรงนี้ ผู้เขียนก็ได้ฟังพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่า ไม่ค่อยชัดเจนนัก บ้างก็ว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ดังกล่าวขึ้น เจ้าเมืองก็เกิดสำนึกผิด และตรอมใจตาย บ้างก็ว่า โดนชาวเมืองรุมประชาทัณฑ์บ้าง บ้างก็ว่า พระองค์เกิดสติวิปลาสกลายเป็นคนบ้าไป บ้างก็ว่า พระองค์ยอมสละราชสมบัติแล้วเสด็จออกบวชเป็นฤาษีจวบจนสิ้นอายุขัย หากใครมีข้อมูลที่พอจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องและน่าเชื่อถือได้ ก็นำมาแบ่งกันให้รับรู้บ้างนะครับ จักขอบพระคุณยิ่ง)

ตามตำนานพ่อ อุ้ยแม่อุ้ยยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากที่เจ้าเมืองได้ตายไปแล้ว ก็ได้ไปตกนรกอเวจีอยู่นานและได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อชดใช้กรรมอีกหลาย ชาติ และในการเกิดมาแต่ละครั้ง ก็จะเกิดเป็นคนบ้าใบ้สติไม่ค่อยสมประกอบ เคยมีคนเชื่อในเรื่องของคนประเภทนี้อยู่หลายท่าน แต่ผู้เขียนไม่กล้าเอามานำเสนอ กลัวจะกระทบต่อญาติพี่น้องของเขา เอาเป็นว่า ถ้าผู้คนที่อยู่ในย่านตำบลร่มเย็น ตำบลเจดีย์คำ น่าจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่ผมได้นำมาเรียบเรียงประติดประต่อให้เข้าใจ ได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะพอจับใจความและโยงใยเนื้อเรื่องให้เข้ากันได้กับที่เคยได้ยินได้ฟัง พ่อแม่ปู่ย่าตายาย พ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าให้ฟังได้นะครับ

กล่าวกันว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากยามใดที่มีผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งปกครองเมืองแห่งนี้ มารับหน้าที่ทำการปกครอง ไม่ตั้งอยู่ในครรลองครองธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 ไม่บริหารราชการแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม มีแต่อคติความลำเอียง ผู้ปกครองท่านนั้น ก็จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน และมีอันเป็นไปทุกรายไป บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติต่างๆมากมาย ทั้งข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง เกิดโรคระบาด เหมือนเป็นคำสาปที่อยู่คู่กับเมืองแห่งนี้มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ท.ทิวเทือกเขา

 

watkoom1
อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมโดยคลิ๊กที่ภาพครับ


*หมายเหตุ บทความที่ท่านได้อ่านข้างบนนี้ เป็นเพียงเรื่องราวที่ผู้เรียบเรียบ เคยได้ยินได้ฟัง จากบรรดาครูบาอาจารย์ พระเถรานุเถระ พ่อหน้อยพ่อหนาน พ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าให้ฟัง ซึ่งหลังจากฟังเรื่องราวจากหลายๆท่านแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีความคล้ายๆกันในทุกสังคม ที่จะมีเรื่องเล่าหรือตำนานที่มีคติธรรมแฝงด้วยปรัชญาข้อคิดที่ดี ทำให้สันนิษฐานว่า คงเป็นเรื่องเล่าที่มีเค้าความจริงอยู่บ้าง และได้เล่าสืบต่อกันมาจวบจนรุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้ผู้เรียบเรียงได้รับรู้เรื่องราววิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมในอดีตของ เมืองเชียงคำของเราเพิ่มมากยิ่งขึ้น หากข้อความส่วนใดที่เกิดจากการเรียบเรียงของข้าพเจ้า เกิดความขาดตกบกพร่อง มีข้อผิดพลาด เนื้อหาคลาดเคลื่อนไป ขอได้โปรดยกโทษให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย เนื่องด้วยสติปัญญาที่มีอยู่เพียงน้อยนิด แต่ด้วยความคิด สำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอน หวงแหนในทุกสิ่งที่ควรคุณค่าแก่การศึกษาและช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานของ เราสืบต่อไปเบื้องหน้า ให้ได้เรียนรู้วิถีความเป็นมาของสังคมในแต่ละยุคสมัย เพราะคุณค่าเหล่านี้ประมาณค่ามิได้เลย หากข้อความเนื้อหาตอนใดมีประโยชน์แล้วไซร้ ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญ ขอบุญกุศลจงบังเกิดผู้มีพระคุณของข้าพเจ้า ขอให้ท่านจงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ข้าพจ้าตราบนานเท่านานด้วยเทอญ.

 

วัดพระนั่งดิน Wat Phra Nang Din

เป็นวัดที่องค์พระประธานของวัดไม่มีฐานรองรับเหมือนกับพระประธานองค์อื่นๆ เคยมีราษฏรสร้างฐานรองรับ เพื่ออัญเชิญพระประธารขึ้นประดิษฐานบนฐานรองรับ แต่ปรากฏว่าพยายามยกเท่าไรก็ยกไม่ขึ้น จึงเรียกสืบเนื่องกันต่อมาว่า พระนั่งดิน ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธรูปนี้สร้างตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ดังนั้น พระเจ้านั่งดินน่าจะมีอายุกว่า 2,500 ปี ในการสร้างพระพุทธรูปนี้ ใช้เวลา 1 เดือน 7 วัน จึงเสร็จ เมื่อสร้างเสร็จได้ประดิษฐานไว้บนพื้นราบ ไม่มีฐานชุกชีดังพระพุทธรูปอื่นๆทั่วไป

Unlike other temples the principal Buddha image here sits on the ground instead of a base. There used to be a public attempt to build a base for the image, but it turned out unsuccessful. The image was ever since called Phra Nang Din, which refers to an image sitting on the ground. Legend has it that the image was built in the time of the Lord Buddha; it was, therefore, believed to be over 2,500 years old.

ตามตำนานกล่าวว่า พระยาผู้ครองเมืองพุทธรสะได้ค้นพบประวัติ (ตำนาน) เมื่อนมจตุ จุลศักราช ๑๒๑๓ ปีระกาเดือน 6 แรม ๓ ค่ำ วันจันทร์ พระพุทธเจ้าได้เสด็จออกเมตตาสรรพสัตว์รอบโลกโดยทางอภินิหาร พอพระองค์เสด็จมาถึงเวียงพุทธสะ (อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน) พระองค์ได้เสด็จประทับอยู่บนดอยสิงกุตตระ พระธาตุดอยคำปัจจุบัน ทรงแผ่เมตตาและประสาทพรตรัสสั่งพระยาคำแดงเจ้าเมืองพุทธรสะในขณะนั้น ให้สร้างรูปเหมือนของพระองค์ไว้ยังเมืองพุทธรสะนี้ พอสัพพัญญูเจ้าตรัสจบ ก็ปรากฏว่ามี พระยาอินทร์องค์หนึ่ง พระยานาคตนหนึ่ง พระฤระฤาษี ๒ ตน  และพระอรหันต์ ๔ องค์ ช่วยกันเนรมิตเอาดินศักดิ์สิทธิ์จากเมืองลังกาทวีป มาสร้างพระรูปเหมือนของพระพุทธองค์ โดยใช้เวลาสร้างหนึ่งเดือนกับเจ็ดวันจึงแล้วเสร็จ

ครั้นเมื่อพระ พุทธองค์ ได้เสด็จไปรดสัตว์ทั่วถึงแล้ว จึงได้เสด็จเข้าสู่เมืองพุทธรสะอีกครั้งทรงเห็นรูปเหมือนที่ให้ทรงสร้างนั้น เล็กกว่าองค์ตถาคต จึงตรัสให้เอาดินมาเสริมให้ใหญ่เท่าพระองค์ แล้วพระสัพพัญญูเจ้าได้แผ่รัศมีออกครอบจักรวาล รูปปั้นจำลองจึงเลื่อนลงจากฐานชุกชี (แท่น) มากราบไว้พระสัพพัญญูเจ้า พระองค์ได้ตรัสเทศนากับรูปเหมือนที่ให้สร้างขึ้นนั้นว่า “ขอให้ท่านจงอยู่รักษาศาสนาของกูตถาคตให้ครบ ๕,๐๐๐ พระวรรษา” พระรูปเหมือนนั้นได้กราบน้อมรับเอาแล้วประดิษฐานอยู่บนผืนดินนั้น พระรูปเหมือนดังกล่าวคือองค์พระเจ้านั่งดินในปัจจุบันนี้เอง

เป็นที่ น่าสังเกตว่า พระเจ้านั่งดินองค์นี้ ไม่ได้ประทับบนฐานชุกชี เหมือนกับพระพุทธรูปในอุโบสถวัดอื่นๆ มีผู้เฒ่าแก่เล่าว่า เคยมีชาวบ้านพากันสร้างฐานชุกชี แล้วอัญเชิญพระเจ้านั่งดินขึ้นประทับ แต่มีเหตุปาฏิหาริย์เกิดฟ้าผ่านลงมาที่อุโบสถถึง ๓ ครั้ง พุทธบริษัททั้งหลายจึงอาราธนาลงมาประดิษฐานบนพื้นดินดังเดิมตราบเท่าทุก วันนี้

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)