Get Adobe Flash player

ตำนานเมืองพุทธส หรือ เมืองซะราว “เจียงคำ”

อาณาจักรของเมืองพุทธรสหรือเมืองชะราวในอดีตกาลนั้น ตั้งอยู่บริเวณที่ลาบลุ่มของแม่น้ำของ (แม่น้ำโขง มีอาณาเขตติดพื้นที่ของเมืองคอบ (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของ สปป.ลาว) เป็นเมืองที่พักของพ่อค้าวาณิช ที่พักค้างแรมระหว่างทาง ของพวกแกว ขมุ และไทดำ เป็นเส้นทางค้าขายที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เมืองพุทธรส จึงเป็นเมืองที่มีผู้คนที่มีความรู้ความสามารถ พูดได้หลากหลายภาษา มีการสัญจรติดต่อค้าขายกัน และมีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคนั้น เป็นศูนย์รวมของตรรกะวิชานานาชนิด และมีครูบาอาจารย์ที่เป็นนักปราชญ์จำนวนมาก

       เมืองพุทธรสหรือเมืองชะราวนั้น มีที่ตั้งเมืองอยู่ติดกับเทือกเขาสิงห์กุตระ (ดอยคำ) มีเจ้าเมืองพระนามว่า ชะราว ในระยะแรก เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณี พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง และเมืองพุทธรสปกครองตนเองไม่ขึ้นอยู่กับหัวเมืองใด แต่บางครั้งยามใดที่บ้านเมืองอ่อนแอ ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองคอบอยู่ และต้องมีการส่งเครื่องราชบรรณาการต่อเจ้าเมืองคอบอยู่เป็นเนืองๆ แต่ยามใดที่เมืองคอบอ่อนแอ ทางเมืองพุทธรส ก็จะพยายามแข็งข้อไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการไปมอบให้ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ ทำให้มีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลง เจ้าเมืองพุทธรส ไม่ยอมส่งเครื่องบรรณาการไปถวายเจ้าเมืองคอบ เป็นเหตุให้เจ้าเมืองคอบจึงได้ยกทัพเข้ามาโจมตีเมืองพุทธรส เมืองพุทธรสไม่สามารถต้านทานทัพของเมืองคอบได้ เลยจำใจยอมสวามิภักดิ์และได้มอบเครื่องราชบรรณาการพร้อมยกพระธิดาของพระองค์ให้ไปเป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองคอบสืบมา

       ต่อมาพระธิดาพระองค์นี้ ได้เสด็จหลบหนีกลับมายังเมืองพุทธรสตามเดิม ทำให้เจ้าเมืองคอบทรงพิโรธอย่างยิ่ง จึงได้ส่งพวกทหาร พวกแกว พวกญวน เข้าปล้นสะดมภ์ราษฎรอยู่เป็นเนืองๆจนสิ้นรัชกาลของพระเจ้าฟ้าชะราว

       ปีพุทธศักราช 1851 เมื่อสิ้นพระเจ้าเมืองพุทธรส แล้ว เจ้าฟ้าหงษ์สา พระโอรสของพระเจ้าชะราว ก็ได้สืบต่อราชสมบัติปกครองเมืองพุทธรสสืบต่อมา และได้ต่อสู้กับพวกแกวพวกญวน จนสุดท้ายก็ต่อต้านข้าศึกพวกแกวพวกญวนไว้ไม่ไหว เมืองพุทธรสจึงพ่ายแพ้สงคราม และพระเจ้าหงษ์สาก็ถูกจับตัว ถูกกวาดต้อนพร้อมด้วยการขนทรัพย์สมบัติและบรรดาเหล่าข้าทาส นางสนมกำนัน บริวารทั้งหลายกลับไปเป็นเชลยศึกที่เมืองคอบ

       เมื่อข่าวล่วงรู้ไปถึงเมืองภูกามยาว หรือ พะเยา ว่าพวกแกวพวกญวนยกทัพเข้ามาโจมตีเมืองพุทธรส พระยาคำแดง พระราชโอรสของพระยางำเมืองแห่งเมืองพะเยา ได้ยกทัพพร้อมม้าศึกจำนวนถึง 500 ตัวมาปราบพวกแกวพวกญวน จนสามารถตีเอาเมืองพุทธรสมาเป็นเมืองขึ้นของพระยาคำแดง แห่งพะเยาได้เป็นผลสำเร็จก่อนที่เจ้าเมืองคอบจะส่งทหารเข้ามา

       เมื่อปราบพวกแกวพวกญวนได้แล้ว พระยาคำแดง ได้แต่งตั้ง เจ้าฟ้านั่งเมือง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าฟ้าหงษ์สา อันเป็นเจ้าเมืองพุทธรสเดิม ให้ครองเมืองพุทธรสืบต่อมาและให้เป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรเมืองพะเยา เจ้าฟ้านั่งเมืองได้ปกครองเมืองพุทธรสด้วยทศพิธราชธรรม ทำให้เมืองพุทธรสมีความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง

       ที่สังเกตว่า เมืองพุทธรส มีความเจริญเทียบเคียงกับเมืองอื่น หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งที่ชี้ชัดว่า เมืองนี้เคยเป็นมิตรสหายกับราชวงศ์มังราย

       ปีพุทธศักราช 1877-1879 ในสมัยของพระญาคำฟู รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์มังราย   เมื่อ พระญาแสนภูสิ้นพระชนม์ พระญาคำฟูได้ขึ้นครองราชย์ พระญาคำฟูทรงมอบให้ พระญาผายูราชโอรสครองเมืองเชียงใหม่ ส่วนพระองค์เสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองเชียงแสน อาณาจักรล้านนาในสมัยนี้ มีความเข้มแข็ง เห็นได้จากนโยบายขยายอาณาเขตไปทางตะวันออก โดยเริ่มทำสงครามกับพะเยาในปี พ. ศ. ๑๘๘๓ ซึ่งมีผู้ปกครองคือ ขุนคำลือ  พระโอรสของพระยาคำแดง โดยพระญาคำฟูทรงชักชวนพระญากาวแห่งเมืองน่านยกทัพตีเมืองพะเยา แต่พระญาคำฟูเข้าเมืองพะเยา จึงเอาทรัพย์สินในเมืองทั้งไปทั้งหมด    พระญากาวน่านจึงยกทัพมาตีพระญาคำฟู   พระญาคำฟูเสียทีก็เลยยกทัพกลับเชียงแสน กองทัพพระญากาวเมืองน่านได้ยกทัพติดตามไปยกทัพเลยไปตีถึงเมืองฝางได้  แต่ถูกทัพของพระญาคำฟู ที่ยกทัพใหญ่มาตีถอยล่นกลับเมืองน่าน เมืองพะเยาในสมัยนั้นอ่อนแอมากจึงได้ถูกยึดเมืองผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของอาณาจักล้านนานับแต่นั้นมา หลังจากยึดพะเยาได้แล้ว พ.ศ.๑๘๘๓  พระญาคำฟูขยายอำนาจไปยังเมืองแพร่ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จจึงถอยทัพกลับมาทางเมืองลำปางมาประทับทีเมืองเชียงใหม่ (แสดงให้เห็นว่าการรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ทางตะวันออกของล้านนา ไม่ใช่กระทำได้ง่าย ๆ และการย้ายที่ประทับของกษัตริย์มายังแคว้นตอนบนถึง ๓ รัชกาลติดต่อกัน ก็เป็นเหตุผลด้านยุทธศาสตร์ พระญาคำฟูสิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงคำ) พ. ศ. ๑๘๘๗ เสด็จไปเยี่ยมพระสหายเป็นเศรษฐีใหญ่ชื่องัวหงส์อยู่เมืองเชียงคำ อันตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำคำ

      พระญาคำฟูกับเศรษฐีงัวหงส์คนนี้รักใคร่กันมาก จนถือน้ำสาบานต่อกันว่า จะไม่คิดร้ายต่อกัน หากผู้ใดผู้หนึ่งคิดร้าย ขอให้มีอันเป็นไปถึงชีวิต เศรษฐีงัวหงส์เป็นคนค่อนข้างขี้ริ้วขี้เหร่อยู่    แต่น้ำใจงดงามทั้งยังมีภรรยาสาวสวยชื่อ นางเรือนแก้ว เมื่อพระญาคำฟูเสด็จถึงบ้านเศรษฐีนางเรือนแก้วก็ต้อนรับขับสู้ด้วยความสนิท สนม เอาน้ำมาล้างพระบาทให้เมื่อวันเวลาผ่านมาผ่านไปด้วยความสนิทชิดใกล้ประกอบ กับนางเรือนแก้วก็เป็นคนสวย ทั้งสองก็มีความพึงพอใจต่อกันพระญาคำฟูและนางเรือนแก้วจึงลักลอบสมัครสังวาส กัน  ด้วยเหตุที่พระองค์เสียสัตย์สาบานต่อมหามิตร ครั้นอยู่มาได้ ๗ วัน พระญาคำฟูลงไปสรงน้ำดำเศียรเกล้าที่แม่น้ำคำก็มีเงือกผีพรายน้ำใหญ่ตัว หนึ่ง(จระเข้)  ออกมาจากเงื้อมผาตรงเข้าขบกัดเอาร่างพระญาคำฟูหายลงไปในน้ำผ่านไปถึง ๗ วันร่างนั้นจึงลอยขึ้นมา สวรรคตเมื่อพระชนม์ ๔๗ พรรษา เสนาอำมาตย์จึงเชิญพระศพกลับเมืองเชียงแสนแล้วจึงทูลเชิญเสด็จท้าวผายูมาจัดการพระบรมศพถวายพระเพลิงพระญาคำฟู
    แล้วอัญเชิญพระอัฐิและพระอังคารของพระองค์บรรจุลงในผอบทองคำชั้นหนึ่ง  ผอบเงินชั้นหนึ่ง ผอบทองแดงอีกชั้นหนึ่งไปยังนครเชียงใหม่  แล้วก่อพระสถูปเจดีย์องค์เล็กบรรจุไว้ ณ ริมตลาดลีเชียง แล้วโปรดให้สร้างพระวิหารขึ้นหลังหนึ่ง ในปี พ.ศ.๑๘๘๘ ตั้งชื่อว่าวัดลีเชียง(ปัจจุบันคือวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร)  ต่อมาได้ขุดค้นพบ พระโกฏิที่บรรจุพระอัฐิของพระองค์เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ มีทองคำจารึกลายพระนามพระมหา เถรในยุคนั้นหนังถึง ๓๖๐ บาท   ส่วนนางเรือนแก้วมีความเสียใจมากจึงผูกคอตาย  เศรษฐีงัวหงส์ก้เสียใจต่อเหตุการณ์จึงถือศีลภาวนาตลอดชีวิต

     เมื่อพระญาคำฟูสิ้นพระชนม์ ท้าวผายูได้สืบราชสมบัติแทน แต่ไม่ได้เสด็จไปประทับอยู่เมืองเชียงแสน คงประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ดังนั้น เมืองเชียงใหม่จึงได้มีความสำคัญกลายเป็นศูนย์กลาง ของราชอาณาจักรอีกครั้งและนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเมืองเชียงใหม่ได้กลายเป็น ราชธานี ของอาณาจักรล้านนาอย่างแท้จริงและกษัตริย์ล้านนาในลำดับต่อๆมา จะประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่แทบทุกพระองค์

       ปีพุทธศักราช 1924 ในยุคนั้นทั้งเมืองพะเยาและเมืองพุทธรสอันเป็นเมืองหน้าด่านได้ถูกกองทัพของเจ้าเมืองน่านและเจ้าเมืองไชยะบุรี ขนาบตีจนแตกพ่ายไป เจ้าฟ้าคำลือ ได้หนีศึกไปอยู่เมืองวิเชตนคร (แจ้ห่ม) ทำให้เมืองพะเยาช่วงนั้นร้างไปเป็นเวลาหลายปีและได้ถูกรวบรวมเป็นอาณาจักรขึ้นตรงกับอาณาจักรล้านนาในสมัยของ พระเจ้าติโลกราช ครองอาณาจักรล้านนา ในช่วงพุทธศักราช 1985 – 2030 มีการทำสงครามขยายพระเดชานุภาพนับได้หลายครั้งตลอดรัชสมัย ทรงตีเมืองฝาง เมืองน่าน เมืองยอง ไทลื้อ เมืองหลวงพระบาง เมืองของหลวง เมืองของน้อย เมืองเชียงรุ่ง ( ปัจจุบัน คือ แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน) เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองนาย ไลค่า ล๊อกจ๊อก เชียงทอง เมืองปั่น หนองบอน ยองห้วย เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง จำคา เมืองพุย สีป้อ เมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และมีเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ มาสวามิภักดิ์ อาทิ เมืองเชลียง เมืองสองแคว (พิษณุโลก)

     อาณาจักรล้านนาในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีอาณาเขตกว้างขวาง โดยทิศเหนือจรดเมืองเชียงรุ้ง (เชอหลี่ใหญ่หรือจิ่งหง )สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ภาคใต้ของประเทศจีน และเมืองเชียงตุง(เชอหลี่น้อยหรือเขมรัฐ) ทิศตะวันตกจรดรัฐฉาน ฝั่งตะวันตกแม่น้ำสาละวิน ติดพรมแดนมู่ปางหรือแสนหวี คือเมืองสีป้อ เมืองนาย เมืองไลค่า เมืองเชียงทอง รวมกว่า 11 เมือง ทางทิศตะวันออกจรดล้านช้าง ประเทศลาว ทิศใต้จรด ตาก เชลียง (ศรีสัชนาลัย) เชียงชื่น (สวรรคโลก)
            
     พระเจ้าติโลกราชทรงปกครองอาณาจักรล้านนาเป็นระยะเวลา 46 ปี บ้านเมืองมีความเป็น ปึกแผ่นมั่นคง พุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองและได้รับการทำนุบำรุงเป็นอย่างดี พระสงฆ์แตกฉานภาษาบาลี มีการตรวจชำระพระไตรปิฎกหรือสังคายนา เป็นครั้งที่ 8 ของโลก ณ วัดเจ็ดยอด อ.เมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2020

     ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา คือ มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดทางศิลปและวิทยาการในช่วงเวลาประมาณ 100 ปี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21 ( หรือหลัง พ.ศ. 2000) ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ( หรือหลัง พ.ศ. 2100) หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า เริ่มที่ยุคพระยายุทธิษฐิระเป็นเจ้าครองเมือง แล้วสิ้นสุดลงก่อนที่ อาณาจักรล้านนาจะถูกพม่ายึดครองเมื่อ พ.ศ. 2101 ซึ่งพม่าเข้าครอบครองเมืองเชียงใหม่และดินแดนล้านนาทั้งหมด พร้อมกวาดต้อนผู้คนไปด้วย ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ร่วงโรยลง เมื่อพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ อำนาจของพม่าซี่งปกครองที่เมืองเชียงใหม่อ่อนแอลง และบางครั้งก็ถูกกองทัพจากกรุงศรีอยุธยายกมารบกวนซ้ำอีก ทำให้บ้านเมืองต่างๆ ในดินแดนล้านนา คิดตั้งตัวเป็นอิสระแล้วแย่งชิงความกันเป็นใหญ่ จนเกิดความวุ่นวายทั่วไป ด้วยเหตุนี้เอง ฐานะและความสำคัญของเมืองพะเยาจึงหายจากดินแดนล้านนาราวกับร้างผู้คนไป

       ในช่วงนี้เมืองพุทธรสก็ระส่ำระสาย เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ เจ้าเมืองต่างๆพากันหลบหนีเข้าป่า ทิ้งเมืองให้รกร้างไป มีการกล่าวขานกันว่ากองทัพชาวพม่านับจำนวนได้เรือนแสนได้ยกกองทัพเข้ามาทางเชียงแสนเชียงของ เข้ามาโจมตีหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ และมีการขนเสบียงและขนเอาทรัพย์สมบัติไปทั้งหมด

       ปีพุทธศักราช 2103 กองทัพชาวพม่า โดยการนำของแม่ทัพชื่อ โปตุใสโปสุทา ได้นำทัพกลับมาจากไปตีเมืองหลวงพระบางได้สำเร็จขากลับได้นำทัพกลับมาทางเมืองน่าน เมืองลับแล และได้กวาดต้อนผู้คนจำนวนมากกลับไปไปเป็นเชลยและได้ขนเสบียงและทรัพย์สมบัติไปเป็นจำนวนมาก

       และในปีพุทธศักราช 2103 นี่เองที่ ปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ซึ่งมีเชื้อสายและทรงเป็นพระญาติกับพระยางัวหงส์ ได้พากันหลบหนีข้ามภูเขา พร้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพารจำนวนหนึ่ง ได้หลบหนีมายังเมืองพุทธรส ซึ่งขณะนี้กลายเป็นเมืองร้าง อันว่าเมืองพุทธรสนี้เดิมทีเป็นเมืองพี่เมืองน้อง เป็นเมืองหน้าด่านของทั้งทางเมืองพะเยาและเมืองน่าน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองน่าน

       ปีพุทธศักราช 2106 ปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ได้รวบรวมผู้คนและชาวเมืองที่ยังตกค้างหลงเหลือพากันก่อตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ โดยได้พากันย้ายเมืองจากทางด้านทิศเหนือของดอยสิงห์กุตระ (ดอยคำ) บริเวณแถวทุ่งทัพ ทุ่งสา และทุ่งดงโก้ง หัวนาเต๊อะ ได้ย้ายมาทางด้านทิศใต้ของดอยสิงห์กุตระ (ดอยคำ) ปัจจุบันอยู่ระหว่างบ้านดอนลาว บ้านคุ้ม บ้านหนองร่มเย็น และบ้านร้อง และได้ขึ้นปกครองเมืองพุทธรส และได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองเชียงคำ (ตามเหตุการณ์มีการค้นพบทองคำที่ดอยสิงห์กุตระ โดยแม่หม้าย)

       ปู่เจ้าสายป่านกับเจ้านางคำไหล ปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม เป็นที่รักของชาวเมืองจำนวนมากและ ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์คือ เจ้าฟ้าแก้วเมือง และเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ครองราชสมบัติอยู่เป็นเวลาถึง 47 ปีก็สวรรคต

       ปีพุทธศักราช 2153 เจ้าฟ้าแก้วเมือง พระราชโอรสในปู่เจ้าสายป่าน ได้ครองสืบราชสมบัติต่อ ได้พระองค์ได้มีพระราชโอรสที่เกิดกับนางสนมไม่ปรากฎนาม แต่ชาวเมืองมักจะเรียกนางสนมท่านนี้ว่า เจ้านาง พระราชโอรสท่านนี้มีพระนามว่า เจ้าฟ้าดวงงาม เจ้าฟ้าแก้วเมืองเป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการรบเป็นอย่างมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง พญาเลาอู ซึ่งเป็นแม่ทัพของพวกจีนฮ่อได้ยกองทัพเข้ามาประชิดเมือง เจ้าฟ้าแก้วเมืองได้ออกต่อสู้และได้ฆ่าพญาเลาอู้จนสิ้นชีวิตไป เจ้าฟ้าแก้วเมืองได้ปกครองเมืองเชียงคำอยู่เป็นเวลาถึง 55 ปีก็สวรรคต

       พระโอรสของเจ้าฟ้าแก้วเมือง ที่เกิดกับนางสนมไม่ปรากฎนาม แต่ชาวเมืองมักนิยมเรียกว่า เจ้านาง ที่มีพระนามว่า เจ้าฟ้าดวงงาม พระโอรสท่านนี้ มิได้ฝักใฝ่ในตำรายุทธพิชัยสงครามเท่าใดนัก เพราะท่านมีจิตใจเมตตา และได้ตัดสินพระทัยบวชในพระพุทธศาสนาประพฤติปฏิบัติธรรม จนเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวเมือง ชาวเมืองมักจะเรียกท่านว่า ครูบาดวงงาม หรือ พระดวงงาม

       ปีพุทธศักราช 2208 เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ผู้เป็นน้องชายของเจ้าฟ้าแก้วเมือง และเป็นพระโอรสของปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ได้ขึ้นเถลิงถวัลย์สืบราชบัติต่อจากพี่ชาย เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร มีพระมเหสีที่งดงามเป็นอย่างยิ่งพระนามว่า เจ้านางบุญครอบ ความสวยงามตามแบบหญิงเบญจกัลยาณี ทำให้เจ้าฟ้าวงศ์ทจักรทรงรักและทรงหึงหวงเป็นอย่างมาก

       อยู่มาวันหนึ่ง ครูบาดวงงาม หรือ พระดวงงาม ซึ่งตามศักดิ์แล้ว ทรงเป็นหลานชายของเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร คือ เป็นพระโอรสของเจ้าฟ้าแก้วเมือง แต่ได้ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาและจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวงในตัวเมือง เป็นธรรมเนียมของผู้คนในสมัยก่อนที่มีการเคี้ยวหมากพลูกัน ครูบาดวงงามท่านก็ทรงฉันหมากพลู มีอยู่ครั้งหนึ่ง ปูนที่จะนำมาใส่เสี้ยนหมากของท่านหมด จึงได้ใช้ให้สามเณรลูกศิษย์ ไปขอปูนกับโยมอุปัฎฐาก ซึ่งก็เป็นพระญาติเดียวกับครูบาดวงงาม นั่นคือ เจ้านางบุญครอบ สามเณรก็ได้ไปขอปูนจากพระนาง เจ้านางบุญครอบโดยปกติ ก็ชอบประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว และมีความศรัทธาในครูบาดวงงามอยู่แล้ว แต่บังเอิญวันนั้นเป็นวันศีลใหญ่เป็นวันอังคาร์ ซึ่งตามคติความเชื่อคนโบราณจะมักนิยมควักขี้ปูนหรือเจียดขี้ปูนให้กันในวันศีลหรือวันแรงไม่ได้ เจ้านางบุญครอบจึงได้ยกขันผอบเสี้ยนใส่หมากใส่พลูพร้อมด้วยขันปูนของพระนางเองให้สามเณรนำไปถวายครูบาดวงงามก่อน แล้วค่อยนำมาคืนในวันหลัง

       เมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร พระองค์ทรงกริ้วและเกิดความหึงหวงพระมเหสีของพระองค์ต่อครูบาดวงงาม ด้วยความโมโหและความลุ่มหลง และความระแวง และเจ้าฟ้าวงศ์ทจักรก็ได้เสด็จไปยังวัดหลวง ก็เห็นผอบเสี้ยนหมากของเจ้านางบุญครอบอยู่กับท่านครูบาดวงงามจริงๆ จึงเกิดโทสะและปักใจเชื่อว่า ครูบาเจ้าดวงงามกับเจ้านางบุญครอบต้องมีจิตพิสวาทกันจริง และคงจะมีสัมพันธ์ต่อกัน จึงได้สั่งให้ทหารจับตัวครูบาเจ้าดวงงามไปทำการประหาร แม้เจ้านางบุญครอบจะพยายามอธิบายเหตุผลใดๆให้ฟัง แต่เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ก็มิได้ทรงฟังเหตุผลใดๆ ทหารได้นำตัวท่านครูบาเจ้าดวงงาม ไปยังลานประหาร (ปัจจุบันเรียกว่า รอมสะหรี อยู่ตรงบริเวณกลางท้องนาระหว่างบ้านดอนลาว บ้านหนองบ้านร้องเก่า ต.ร่มเย็นและเจดีย์คำ) ครูบาเจ้าดวงงามท่านก็ได้ตั้งจิตอธิฐานว่าหาก ท่านไม่ได้ผิดและเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา เวลาเพชรฆาตลงทัณฑ์ของอย่าให้เลือดของพระองค์ได้ไปแปดเปื้อนธรณีของให้เลือดของพระองค์จงมีอันอื่นอันใดมารองรับไว้เถิด เมื่อเพชรฆาตได้ลงดาบ ปรากฎว่า ได้เกิดสิ่งอัศจรรย์เป็นไปตามดังคำอธิษฐานของครูบาเจ้าดวงงามทุกประการ เลือดของครูบาเจ้าดวงงามได้กระเด็นไปติดกับใบไม้จนกลายเป็นสีแดง ดังเป็นที่มาของดงป่าแดง ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านดอนลาว ตำบลเจดีย์คำในปัจจุบัน

       นอกจากนั้นยังไม่พอ เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร์ยังได้นำ เจ้านางบุญครอบไปแห่ประจานทั่วเมืองและนำไปประหารที่ดวงเปื๋อยเปียง ตำบลหย่วนในปัจจุบัน จนเกิดเป็นตำนานดงเปื๋อยเปียงที่มีต้นไม้สูงเท่ากันทุกต้นนั่นเอง เมื่อเจ้าฟ้าวงศ์จักร์สำนึกผิดได้ ได้นำร่างของครูบาเจ้าดวงงามไปฝังไว้ในสถูปที่บริเวณกู่ครูบา ปัจจุบันอยู่ตรงกลางอ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านคุ้ม ตำบลร่มเย็น เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร์ครองราชย์ได้ 31 ปี ก็ทรงสวรรคต สิริรวมอายุได้ 80 ปี

       ปีพุทธศักราช 2239 เจ้าฟ้าพรหมจักร พระโอรสของเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อราชสมบัติจากพระราชบิดาสืบมา พระองค์ครองราชย์อยู่เป็นเวลา 10 ปี จนถึงปีพุทธศักราช 2249 ก็ได้มีกองทัพพม่าเข้ามาโจมตีหัวเมืองต่างๆทั่วล้านนา ทำให้เจ้าเมืองต่างๆพากันหลบหนีพากันถอดยศปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา หลบหนีอยู่ตามป่าเขาเป็นเวลาเกือบร้อยปี

       ปีพุทธศักราช 2333 เจ้าหลวงอาจ ซึ่งเป็นพระโอรสพระองค์เล็ก ของพระเจ้าพรหมจักร์ ที่เกิดจากนางสนม ท่านได้เข้าไปรับราชการในเมืองน่าน ซึ่งในขณะนั้นตรงกับสมัยของ เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าเมืองน่าน ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเจ้าหลวงอาจ ได้รับราชการที่ยศสิบหมื่นอาจ ท่านได้แต่งงานกับเจ้านางปา และเจ้าอัตถวรปัญโญเจ้าเมืองน่าน ได้แต่งตั้งให้มาดูแลเมืองเชียงคำ ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2333 เป็นต้นมา

       หลังจากที่สิบหมื่นอาจ ได้เข้ามาปกครองดูแลเชียงคำ เห็นว่าเมืองพุทธรสหรือเชียงคำเดิมที่อยู่บริเวณบ้านคุ้มนั้นคับแคบและถูกทำลายจากกองทัพพม่าเสียจนหมดสิ้นแล้ว จึงได้ทำการนำชาวบ้านย้ายเมืองมาตั้งที่บริเวณลุ่มน้ำลาวแขวงน้ำลาว บริเวณบ้านเวียง ตำบลเวียงในปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สิบหมื่นอาจและเจ้านางปา มีบุตรและธิดาร่วมกัน 2 พระองค์คือ เจ้าฟ้าตุ้ย และแม่นางเกี้ยว สิบหมื่นอาจ ได้ปกครองเมืองเชียงคำมาจนกระทั่งปีพุทธศักราช 2353 ก็ได้สิ้นพิราลัย เจ้าฟ้าตุ้ย มีบุตรธิดา 2 องค์คือ เจ้าหน้อยจักร กับแม่นางไข ก็ได้ดูแลเมืองเชียงคำต่อมา

       ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว  ร.ศ.117  ประเทศไทย จัดระเบียบการปกครองแผ่นดินในภูมิภาคเป็นมณฑล  จังหวัด  อำเภอ  ตำบลและหมู่บ้าน ครั้งนั้น อำเภอ เชียงคำแขวงน้ำลาว (รวมพื้นที่อำเภอเทิง  อำเภอเชียงของ  จ.เชียงราย  ใน ปัจจุบันด้วย)  ขึ้นในเขตการปกครองของจังหวัดน่าน  โดยมีเจ้าสุริวงศ์ ดำรง ตำแหน่งข้าหลวง ที่ว่าการแขวงตั้งอยู่ ณ บ้านเวียงพระแก้ว  ปัจจุบันเป็นบ้านเวียง ม.6 ต.เวียง อ.เชียงคำ
       เมื่อ  ร.ศ. 121  พวกเงี้ยวก่อการจลาจลบุกปล้นสดมภ์แขวงน้ำลาว ทางราชการส่ง พระยาดัสกรปลาศ มาปราบจนสงบ  พระยาดัสกรปลาส ได้ย้ายที่ว่าการแขวงมา ตั้ง  ณ บ้านหย่วน ต.หย่วน อ.เชียงคำ  อ.ปง  จ.พะเยา  อ.เทิง  อ.เชียงของ  จ.เชียงราย  และเมืองคอบ (ปัจจุบันอยู่ในเขต สปป.ลาว) เข้าด้วยกัน พร้อมแต่งขุนพรานไพรีรณ ดำรงตำแหน่งข้าหลวงบริเวณน่านเหนือ
       เมื่อ พ.ศ.2447  ทางราชการได้ยุบบริเวณน่านเหนือ  แบ่งพื้นที่ออกเป็นอำเภอ เชียงคำ อ.เทิง  และอ.เชียงของ  ขึ้นอยู่เขตการปกครองจ.เชียงราย  ซึ่งเป็น ชื่อมาจากบริเวณเชียงใหม่เหนือ พร้อมแต่งตั้งพระยาพิศาลคีรี ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเชียงคำคนแรก
       เมื่อ พ.ศ. 2485  หลวงฤทธิ์ภิญโญ  ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเชียงคำ  ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคำจากฝั่งตะวันออกมาตั้ง ณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำลาว 

       ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2514   พันตรีชอบ  มงคลรัตน์ นายอำเภอเชียงคำ  ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคำกลับมาตั้ง ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำลาวอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อวันที่  28  สิงหาคม  2520  ได้มีพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดพะเยา ขึ้น  โดยโอนพื้นที่เขตการปกครองอำเภอเชียงคำ  มาขึ้นเขตปกครองจังหวัดพะเยา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ใช้นามสกุล และทรงตราประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ในประเทศ

       เจ้าหลวงตุ้ย บุตรของสิบหมื่นอาจ เจ้านางปา ได้ปรึกษาวงศาคณาญาติว่า จะใช้นามสกุลอะไร เพื่อให้เป็นนามสกุล ต้นตระกูลสู่ลูกหลานเหลนสืบต่อไปในภายภาคหน้า

       เจ้าหลวงตุ้ย ได้เสนอให้ใช้นามสกุล อาจปา ซึ่งเป็นชื่อของบิดาพระมารดา ญาติบางท่านก็เสนอให้ใช้ยศของท่าน คือ สิบหมื่นอาจ เป็นนามสกุล ญาติบางท่านก็เสนอให้ใช้นามสกุล พระดวงงาม (พระเจ้าคอ)

       ส่วนทางฝั่งของเจ้านางเกี้ยว ซึ่งเป็นหน้องของเจ้าหลวงตุ้ย เสนอให้ใช้นามสกุล วงศ์ทจักร ซึ่งก็หาข้อสรุปไม่ได้ เจ้าหลวงตุ้ยจึงตัดสินให้ว่า ใครต้องการใช้นามสกุลอะไรก็เลือกเอาตามความชอบตามความต้องการแล้วกัน

       ทางฝ่ายเจ้าหลวงตุ้ย ให้วงศาคณาญาติใช้นามสกุล เป็นนามบิดามารดา นั่นคือ อาจปา พระดวงงาม และนามสกุล สิบหมื่นอาจ ส่วนทางฝ่ายเจ้านางเกี้ยว ได้ให้ญาติๆใช้นามสกุบ วงศ์ทจักร ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวงศ์เจริญ ตามสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะ เหตุเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ได้ทำการประหารพระเจ้าหลาน คือ ครูบาเจ้าดวงงาม ทำให้วงศ์ตระกูลดูไม่ดีนัก

          ณ ปัจจุบันลูกหลานเจ้าเมืองเชียงคำเหล่านี้ ก็ได้ตั้งรกรากปักฐานอยู่ตามที่ต่างๆทั่วเมืองเชียงคำ ส่วนใหญ่จะอยู่แถวในเขตตำบลร่มเย็นและเจดีย์คำเป็นส่วนใหญ่ ที่พอสำรวจได้ในปัจจุบัน ก็จะเห็นจะมีญาติของเจ้าหลวงตุ้ย อาจปา ปู่น้อยจักร พระดวงงาม ปู่หลวงบุญลือ อาจปา คนบ้านดอนลาว ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ บ้านแม่กึ้ด หมู่ที่ 3 อ.แม่สอด จ.ตาก

       ฝ่ายเจ้านางเกี้ยว มีบุตรธิดา 2 คน คือ แม่นางไย และปู่น้อยจักร แม่นางไขสมรสกับพ่ออุ่นเมือง มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คน คือ พ่อน้อยผัด พระดวงงาม แม่นางมู้ พระดวงงาม พ่อตุ้มเมือง วงศ์ทจักร์ (วงศ์เจริญ) พ่อตุ้มเมืองสมรสกับนำ (ปั๋น) สัญใจ

 

                                                                                     รวบรวมและเรียบเรียงโดย ท.ทิวเทือกขา
                                                                                       http://www.kasetsomboon.org

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)