Get Adobe Flash player

การเดินทางที่ยาวไกลยังไม่สิ้นสุด ตอนที่ 2

PDFพิมพ์อีเมล

 

ผมนั่งดูวีดีโอนี้แล้วเกิดความคิด ความรู้สึกดีๆ ถึงแม้จะมีคนเคยบอกว่า ชีวิตของเราก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย และชีวิตของเราก็ไม่หยุดตรงแค่จุดนี้ ทุกชีวิตมีการก้าวเดิน ท้ายที่สุดของความต้องการของมนุษย์ ก็แค่ปากเพื่อท้อง เพื่อความอยู่รอดเท่านั้นเอง การเดินทางที่ยาวไกลยังไม่สิ้นสุด และไม่รู้ว่าจะหยุดหรือสิ้นสุดที่ตรงไหน ก็ต้องก้าวเท้า มุ่งหน้าเดินต่อไป สู่จุดหมายเป้าหมายที่สำคัญ มีบ้างที่ล้มลุก มีบ้างต้องคลุกคลาน มีบ้างที่เผลอร้องไห้ แอบมีน้ำตา มิกล้าให้ใครเห็น แต่นั่นคือสิ่งจำเป็นต่อการก้าวเดินของชีวิต…เพราะหนทางชีวิต ไม่ได้ลิขิตให้โรยไว้ด้วยดอกกุหลาบ…

ชีวิตของคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราอาจจะเลือกทางเดินบนเส้นทางที่เราลิขิตได้ ผมมักจะได้ยินคำพูดนี้อย่างเสมอ จากใครหลายๆคน แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดเสมอไป แต่หากเรามีสติปัญญา มีความอดทน อดทน อดกลั้น มีความขยัน และมีเพื่อนที่ดีแล้วละก้อ เส้นทางของชีวิตของแต่ละคน ก็อาจจะมุ่งไปสู่ความสำเร็จตามจุดหมายหรือเป้าหมายที่วางไว้ได้…ถึงแม้อาจ จะไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย และที่สำคัญ การเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด…

วันนี้ ผมจะได้มาเรียงร้อย ความทรงจำ ตั้งแต่ผมเริ่มจำความได้ และยังอยู่ในความทรงจำของผม ทั้งที่ได้ฟังจากผู้มีพระคุณ คนรอบข้าง พี่ป้าน้าอา คุณลุงคุณป้า คุณตา คุณยาย จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งมันอาจจะไม่สำคัญสำหรับผู้อ่านเลย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ หรือ เหตุผลของผม จุดมุ่งหมายของผม เพื่อที่จะรำลึกนึกนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยผ่านพบ การได้นึกถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วได้เรียงร้อยเป็นถ้อยคำ เป็นตัวหนังสือ เก็บไว้ในความทรงจำ เก็บไว้ในหนังสือ เพื่อเป็นเครื่องระลึกนึกถึง เป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึง ต้นตอของชีวิต ถิ่นกำเนิด วัฒนธรรมประเพณี สังคม ของผมเอง หากวันใด ท่านบังเอิญ ผ่านเข้ามาอ่านบทความบทนี้ ก็อยากจะบอกกับท่านว่า ผมไม่มีจุดประสงค์หรืออะไรก็ตามมากไปกว่า…การมีความรู้สึกนึกคิดอยู่เสมอ ว่า…ชีวิตคือการเดินทาง ซึ่งชีวิตของแต่ละคนนั้น ย่อมถูกลิขิตหรือลิขิตเอง ไปในทิศทางที่แตกต่างกันไป…บางคนเกิดมาสบายเลย เพราะพ่อแม่ได้สร้างไว้ให้หมดแล้ว แต่กับบางคน ต้องดิ้นรนขนขวายเอาเอง…หากบทความบทนี้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง ผมก็ขออนุโมทนา อย่างน้อยที่สุด ผมก็ได้เรียนรู้และประกาศให้โลกรับรู้ว่า ชีวิตของลูกผู้ชายหนึ่งคน…บนเส้นทางเดินของชีวิต มีความเป็นมาอย่างไร….

เท่าที่จำความได้ ผมเกิดมาจากครอบครัวจนๆครอบครัวหนึ่ง อาจจะไม่ได้จน ถึงขนาดไม่มีอะไรจะกิน เพราผมเชื่ออยู่เสมอว่า…คงไม่มีใครยอมอดตาย ทุกคนเมื่อร่างกายมันเรียกร้อง ท้องมันหิว มันก็ต้องดิ้นรนหาอะไรมากินมาใส่ปาก เพื่อรักษาชีวิตให้รอดได้ต่อไป ยิ่งถ้าเรามีความอดทนอดกลั้น มีความขยันด้วยแล้ว รับรองไม่มีใครอดตาย ครอบครัวของผมก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครงอมืองอเท้า ต่างก็ตั้งใจทำมาหากิน ถึงแม้ต้องลำบากต้องทุกคนขนาดไหนก็ต้องยอมทน

เท่าที่จำความได้และมีคนเล่าให้ฟังนั้น ก็ได้รู้ว่า พ่อของผมชื่อ นายวาสน์ มาสุข เป็นลูกชายคนที่ 2 ของจำนวน พี่น้องทั้ง 10 คน (ปัจจุบันเหลือ 6 คน )ของพ่ออุ้ยแก้ว แม่อุ้ยสุ มาสุข ซึ่งเป็นบุคคลแรก ในการมาตั้งหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ เป็นครอบครัวแรก ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ประวัติการสร้างหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ คลิ๊กที่นี่

ส่วนแม่ของผม เป็นลูกคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด 7 คน ครอบครัวของแม่ เป็นครอบครัวที่ต้องอพยพระหกระเหินแรมรอนเดินทางไปในหลายๆที่ เพื่อหาที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์กว่า มีการเดินทางข้ามภูเขาใหญ่ ที่เขาเรียกว่าดอยกู้ ดอยจี๋ ในแถบจังหวัดน่านในปัจจุบัน ในขณะที่แม่เป็นเด็กเล็กๆอยู่ ทำให้ไม่ค่อยรู้เดียงสาเท่าไหร่ พ่อและแม่ของแม่ผมชื่อ พ่ออุ้ยหนานหมื่น แม่อุ้ยเปี้ย สักลอ ต้นตะกูล จริงๆน่าจะอยู่ที่ บ้านสักลอ จังหวัดเชียงราย เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า พ่ออุ้ยหนานหมื่น เป็นลูกของพ่ออุ้ยแสน หลานพ่ออุ้ยล้าน ซึ่งซื่อก็บ่งบอกแล้วว่าร่ำรวยขนาดไหน เขาบอกว่า พ่ออุ้ยล้านรวยมากในสมัยก่อน มีที่ดินที่นามากมาย แต่ด้วยความที่ชอบเล่นการพนัน เพราะในสมัยก่อน การพนันมักจะใช้ที่ดิน ที่นา มาเป็นสิ่งของการพนัน ผลสุดท้ายการพนันก็ไม่ได้ทำให้ใครร่ำรวย มาถึงสมัยรุ่นตา ก็เลยไม่มีอะไรเหลือเลย แม้แต่ผืนนาสักที่ก็ยังไม่มีทำกิน ทำให้ตาต้องพาลูกหลานระหกระเหินเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ เท่าที่ฟังมา ครอบครัวแม่อยู่หลายที่มาก ทั้งอยู่ที่บ้านปางวัว ปัจจุบัน รวมอยู่กับสบสา เมื่อเกิดมีการสัมปทานป่าไม้ขึ้น ก็มีการนำช้างมาลากไม้ มีอยู่ครั้งหนึ่งช้างเกิดตกมันอาละวาด ผู้คนต่างหนีตายกันจ้าละหวั่น ครอบครัวแม่ก็เลยอพยพ ไปอยู่ที่บ้านแขม (ปัจจุบันไม่มีหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว กลายเป็นทุ่งนาแล้ว) ออกจากบ้านแขม ก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านก๊อด ปัจจุบันก็ไม่มีแล้วเช่นกัน และก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านร่องดินแดง (บริเวณหลังโรงเรียนบ้านโจ้โก้ และรวมกันเป็นบ้านโจ้โก้ในปัจจุบัน เมื่อย้ายจากบ้านโจ้โก้แล้ว ก็พากันย้ายข้ามภูเขา ไปอยู่ที่บ้านห้วยเหาะ (บ้านผาสิงห์ ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน) พี่น้องของแม่สี่คนได้เติบโตที่นี่ และได้แต่งงานกับหนุ่มสาวไทลื้อที่นี่ สุดท้าย เมื่อตาใกล้จะเสียชีวิต ก็ได้สั่งเสียกับลูกหลานไว้ว่า ให้พากันอพยพกันไปอยู่ที่บ้านโจ้โก้เหมือนเดิม เพราะที่บ้านห้วยเหาะ ห่างไกลหมอ อยู่ไกลเมือง เพราะในสมัยก่อนไม่มีทางรถ ไม่มีไฟฟ้าเหมือนปัจจุบัน การเดินทางต้องรอนแรมนอนกลางป่าหนึ่งคืน ข้ามดอยกู้ดอยจี๋ กว่าจะถึง ต้องแบกของแบกข้าวพะรุงพะรัง เมื่อตาเสียชีวิต ลูกหลานก็ได้ฝังตาที่บ้านห้วยเหาะแห่งนี้ ลูกหลานทั้งหมดก็ได้ทำตามคำสั่งพ่อ พาน้องๆและยาย กลับมาอยู่บ้านโจ้โก้ตามเดิม แต่เมื่อมาถึงบ้านโจ้โก้แล้ว พี่ของแม่ทั้งสี่ก็พากันเดินทางกลับไปยังบ้านห้วยเหาะอีก เพื่อไปอยู่กับครอบครัวของเขาที่บ้านแห่งนี้ ก็คงเหลือแต่พี่น้องสามคน มีลุงคำ ลุงช่วย และก็แม่ ที่ยังคงอยู่บ้านโจ้โก้ อยู่มาไม่นาน ก็พากันไปสร้างบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ณ ปัจจุบัน อยู่ที่บริเวณสี่แยกแรกของบ้านเกษตรสมบูรณ์ ตรงบ้านลุงทูล ครอบครัวของแม่ก็ได้ตั้งรกรากปักฐานอยู่ที่นี่ และแม่ก็ต้องกลายเป็นลูกกำพร้าตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ เมื่อคุณยาย ได้เสียชีวิตลง ก็ต้องตกเป็นหน้าที่ของพี่ชาย คือลุงคำ และลุงช่วย ที่ต้องคอยดูแลน้อง ต่อมาไม่นาน ลุงคำก็ได้ไปแต่งงานกับป้าเกี๋ยง และได้แยกออกไปตั้งครอบครัวใหม่ ส่วนลุงช่วยก็ได้อยู่กับแม่ที่บ้านหลังนี้กับแม่มาอีกหลายปี จนแม่เติบโตเป็นสาว ลุงช่วยก็ได้แต่งงานกับป้าเปิง และได้ย้ายออกไปตั้งครัวใหม่ คงเหลือแต่แม่ที่อยู่คนเดียว เมื่อแม่อายุได้ 17 ปี ก็ได้แต่งงานกับพ่อของผม

เมื่อพ่อกับแม่แต่งงานกันแล้ว พ่อก็ได้ย้ายมาอยู่กับแม่ที่บ้านของแม่ คือบริเวณสี่แยกแรกของบ้านเกษตรสมบูรณ์ปัจจุบัน ตรงบ้านลุงทูล ป้าตอง ปัจจุบัน เมื่อพ่อกับแม่แต่งงานกัน แม่ก็ได้ให้กำเนิดผมที่บ้านหลังนี้ เป็นการคลอดแบธรรมชาติ และได้เลี้ยงดูผมตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน จนกระทั่งผมอายุได้ 2-3 ขวบ พ่อกับแม่ก็พากันย้ายบ้าน อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ห่างจากที่เดิมประมา 700-800 เมตร อยู่ติดกับลำน้ำเหมือง ซึ่งชาวบ้านจะเรียกบริเวณบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันออกว่า บ้านเหนือ ส่วนอยู่ทางทิศตะวันตกว่าบ้านใต้ ส่วนทิศใต้ จะเรียกบริเวณแห่งนี้ว่า บ้านนอก เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณหนึ่งปี แม่ก็ได้ให้กำเนิดน้องชายของผมอีกคนหนึ่งคือ เด็กชายดำรง มาสุข น้องชายได้ไปคลอดที่โรงพยาล เพราะขณะนั้น พ่อได้ทำงานเป็นลูกจ้างของลุงนวล บ้านงุ้น ต.หย่วน อ.เชียงคำ ลุงนวลก็ได้ใช้รถของเขาพาไปโรงพยาบาล ผมยังจำได้ว่า ผมได้นั่งรถใหญ่ครั้งแรก ก็ตอนไปกับแม่คลอดน้องชายนี่แหล่ะ และพ่อกับแม่ก็เลี้ยงดูเราเป็นอย่างดีเสมอมา

เนื่องด้วยครอบครัวของเรา เป็นครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่ไม่มีที่นาที่ทำกิน จึงเป็นสาเหตุให้ครอบครัวของพวกเรา ไม่มีข้าวทาน ทำให้พ่อต้องไปเป็นลูกจ้างทำนา ที่บ้านสักลอ จังหวัดเชียงราย โดยการปั่นรถจักยานจากบ้านไป ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงพอสมควร บางทีก็ไปนอนที่โน่น เมื่อออกจากการเป็นลูกจ้างที่บ้านสักลอแล้ว พ่อก็ได้มาเป็นลูกจ้างของผู้ใหญ่มา บ้านร้อง (พ่อของอาจารย์นารุณ คำประเสริฐ) อยู่หลายปี จากนั้นก็ได้ออกมาทำไร่ข้าวบนภูเขา โดยการตัดถางป่า แล้วก็ปลูกข้าวไร่ ซึ่งจำได้ว่าในสมัยตอนเป็นเด็กก็ยังได้ไปช่วยพ่ออยู่อย่างสม่ำเสมอ ส่วนผลผลิต บางปีก็ได้มาก บางปีก็ได้น้อย ต้องคอยลุ้นฝนจากฟากฟ้า ว่าจะตกลงมาเพียงพอกับการปลูกข้าวหรือเปล่า การปลูกข้าวไร่ ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ได้ใช้ยาพ่นหญ้า เมื่อหญ้าออกมา ก็ต้องมีการไปถางหญ้าโดยใช้แวก กว่าจะเสร็จก็กินเวลาตั้งหลายวันในแต่ละครั้ง บางทีก็ไปนอนที่ไร่ข้าวเลยก็มี ในบางปีถ้าข้าวไม่พอกิน พ่อกับแม่ก็จะไปหาของป่า หาเห็ด หาหน่อไม้ เพื่อที่จะนำมาแลกข้าว มีหลายครั้งที่ไม่มีข้าวที่จะแช่ สำหรับไว้นึ่งในวันรุ่งขึ้น ก็ต้องไปหยิบยืมจากเพื่อนบ้านที่เขามีที่นา ส่วนแม่ของผม ก็จะไปจำพวก สัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ซึ่งก็ต้องออกเดินทางไปหากันตั้งแต่เช้า ตั้งแต่ห้วยเฮีย ปางสัก ปางปอบ ใช้เวลาทั้งวัน บางวันเดินทางไกลเป็น 7-8 กิโลเมตร บางครั้งก็ไปหากันตอนกลางคืน เมื่อได้มาแล้ว ก็จะนำมาใส่ซองแบ่งเป็นถุงๆ เพื่อที่จะนำไปขายที่ตลาดบ้านต้ง ซึ่งอยู่ที่บ้านสบสา ไปตั้งแต่ตีสี่ตีห้า กว่าจะได้กลับก็เก้าโมงเช้า ซึ่งก็ขายดีมาก ผมเคยไปนั่งขายจะขายหมดเกือบทุกวัน เมื่อได้เงินมา ก็จะนำมาซื้อข้าว ส่วนอาหารครอบครัวของเราไม่ค่อยอด เพราะบ้านเราอยู่กับธรรมชาติ มีอาหารให้ทานทุกฤดูกาล ในน้ำก็มีกุ้งหอยปูปลา มีเตา มีแมงอีปุ่ม มีผักกูด ผักบุ้ง บอน บนภูเขาก็มีหน่อไม้ มีเห็ด มีของป่า สัตว์ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่พวกเราขาดก็คือข้าว แม้แต่ในปัจจุบัน ครอบครัวของเราก็ยังไม่มีที่นาเลย ผมจะพยายามซื้อมาเป็นของครอบครัวของเราให้ได้ในชาตินี้

mai
ภาพประกอบจาก Google แต่จริงๆ ไม่ใช่เลื่อยอย่างนี้ เป็นเลื่อยชัก แบบสองคน ยืนอยู่ข้างบนเพื่อดึงขึ้นคนหนึ่ง
ยืนอยุ่ข้างล่างเพื่อดึงลงคนหนึ่ง


ส่วนอาชีพหลักของพ่อนั้น เป็นอาชีพที่หลายคนอาจจะไม่ชอบ และพากันประณาม แต่สำหรับตัวผมนั้นกลับมีความภาคภูมิใจ และลูกๆพากันยกย่องพ่อมาก เพราะมันคืออาชีพที่เลี้ยงพวกเรามาจนเติบใหญ่ และอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ มันเป็นงานที่นี่หนักมาก พ่อแทบจะไม่ได้อยู่บ้าน ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย นอนอยู่ในป่า อาชีพนี้ ไม่ใช่ทหารหรอกครับ พ่อมีอาชีพรับจ้างเลื่อยไม้ให้กับชาวบ้านที่ต้องการไม้ เพื่อไปสร้างบ้านใหม่ ไม่ใช่เป็นลูกจ้างของพ่อค้า พ่อรับจ้างเลื่อยไม้ โดยใช้เลื่อยมือ ที่ต้องใช้คนสองคนช่วยกัน เนื่องด้วยหมู่บ้านของผมติดกับภูเขา และมีพื้นที่ติดกับอุทยานแห่งชาติภูซาง ดังนั้น ป่าบริเวณนี้จึงมีความอุดมสมบูรณ์ และมีต้นไม้ใหญ่ๆเยอะ ซึ่งปัจจุบันพ่อก็ได้เลิกอาชีพนี้แล้ว เนื่องด้วยทางการมีการห้ามไม่ให้ตัดไม้บนภูเขา การทำไร่แบบเลื่อนลอย พวกเราก็ไม่ได้ทำกันแล้ว

อาชีพของพ่อ จะมีคนมาจ้าง และบอกว่าต้องการไม้อะไร มีขนาดเท่าไหร่ กว้างยาวขนาดไหน เพื่อที่จะนำมาสร้างบ้าน ซึ่งพ่อรับจ้างและขายเป็นยก (เป็นมาตราสำหรับการเรียกไม้) เมื่อชาวบ้านมีความต้องการไม้ พ่อก็จะชักชวนเพื่อนบ้าน คนสนิท ขึ้นไปบนภูเขา ไปเลือกหาไม้ที่ต้องการ ให้ได้ขนาดที่เขาต้องการ บางที่ก็เป็นไม้สัก ไม้จุ่มปี๋ ไม้มะค่า ไม่มะเดื่อ ไม้ทุกประเภทที่เขาต้องการและให้ได้ตามขนาดที่เขาต้องการ บางทีก็ต้องเข้าไปในป่าลึก ห่างจากบ้านเป็นสิบกิโลเมตร ที่ต้องลัดเลาะขึ้นเขาลงห้วย เมื่อเจอแล้ว พ่อก็จะช่วยกันล้ม โดยใช้ขวานช่วยกันตัด บางทีใช้เวลาเป็นวันกว่าต้นไม้จะล้ม เมื่อต้นไม้ล้มแล้ว ก็ต้องตัดให้ได้ขนาดที่ต้องการก่อน แล้วช่วยกันงัดไม้ไปไว้ที่ก้างไม้ (เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกกันในหมู่เลื่อยไม้ เป็นการสร้างฐาน โดยทำเสาขึ้นมาสี่ต้น แล้วงัดไม้ไปวาง เพื่อที่จะได้เลื่อยไม้ง่าย คนหนึ่งยืนอยู่ข้างบน ส่วนอีกคนยืนอยู่ข้างล่าง ใช้เลื่อยยาวๆ เลื่อยไม้ ดึงขึ้นดึงลง จนไม้ขาดออกมาเป็นแผ่น เป็นเล่ม ตามขนาดที่ต้องการ บางทีก็ใช้เวลาเลื่อยไม้เป็นครึ่งเดือน เป็นเดือน ถ้าอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ก็จะเดินทางไปกลับ เช่นอยู่บริเวณ ห้วยเฮี้ย ห้วยเฮีย ฮ่อมจิ้ง ห้วยโยนฟัน ห้วยดินดำ ห้วยเขียด หัวนาเตอะ สันเก้ากอก พ่อก็จะเดินทางไปกลับ แต่ถ้าอยู่ไกล เช่น ปางสัก ปางปอบ ปางถ้ำ ดอยผาขาม ห้วยเคียน พ่อก็จะไปนอนบนภูเขา เมื่อเลื่อยไม้เสร็จแล้วก็จะพากันแบกไม้ลัดเลาะมาตามภูเขา ทีละเล่มสองเล่ม กว่าจะครบ ก็ใช้เวลาหลายวัน ถ้าที่ไหนอยู่ใกล้น้ำก็ดีหน่อย ก็ได้น้ำช่วยรับน้ำหนักไม้แทนบ่า ซึ่งพ่อต้องใช้หมอนยัดนุ่นรองบ่า เพราะว่าไม้มีน้ำหนักมาก อีกทั้งต้องขึ้นลงเขาทีละหลายๆลูก บางทีระยะทางไกลมาก ตอนเป็นเด็กสังเกตเห็นบ่าของพ่อแดงมาก บางทีก็มีเลือดไหลด้วย เห็นแล้วอยากร้องไห้ แต่ช่วยเหลืออะไรพ่อไม่ได้ เพราะเราเป็นเด็ก เมื่อได้ไม้มาแล้ว ก็นำไปให้เจ้าของที่เขาต้องการไม้ เขาก็จะจ่ายเป็นเงินให้ บางทีก็จะขอเป็นข้าวแทน

มีอยู่หลายครั้งที่ครอบครัวของเรา ไม่มีข้าวสารที่จะแช่สำหรับไว้นึ่งในวันรุ่งขึ้น พ่อก็จะบอกให้แม่หรือผม ไปขอหยิบยืมข้าวจากนายจ้างที่สั่งไม้จากพ่อก่อน แต่พอไปถามเขา เขาก็จะไม่ยอมให้ เข้าบอกว่ายังไม่เห็นไม้ ก็ยังไม่ให้ข้าว เจ้าของหรือนายจ้างคนใด ถ้าได้อ่านบทความบทนี้ ท่านก็คงหวนระลึกนึกถึงได้ว่า ครั้งหนึ่ง ใครคนหนึ่งที่ทำเช่นนี้กับพวกเรา ทำให้ครอบครัวของเราต้องอดข้าวในวันนั้น แต่ครอบครัวของเราไม่เคยได้นึกโกรธหรือโทษท่านหรอก เพราะมันเป็นเรื่องของน้ำใจ และเรื่องของหัวใจหัวใจของคน มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ แต่พวกเราโทษดวงและโชคชะตาของชีวิตของพวกเรามากกว่า

บางครั้ง พ่อแบกไม้กลับมาดึกดื่นเที่ยงคืน จะนำไม้ไปให้เขาก็ไม่ทัน ก็ต้องรอจนกระทั่งถึงเช้า ก็จะตื่นตั้งแต่เช้าแล้วเอาไม้ไปให้เขา แล้วก็จะได้ข้าวมา สิ่งที่แม่รู้และทำได้ดีที่สุดว่าควรจะทำอย่างไรให้ข้าวพร้อมที่จะนึ่งไวที่ สุดคือ แม่จะนำข้าวมาแช่น้ำร้อน ที่ต้มน้ำจนเดือดแล้วใส่เกลือลงไปนิดหน่อย เพื่อที่จะทำให้ข้าวอ่อนตัวไวขึ้น เมื่อข้าวอ่อนแล้วก็จะนำไปนึ่ง เพื่อที่จะให้ทันกินในตอนเช้า แล้วพ่อก็จะได้นำไปกินที่ป่าได้ด้วย หลายครั้งที่พ่อต้องไปนอนกลางป่า พ่อก็จะเตรียมข้าวปลา อาหารไว้สำหรับทำกินในป่า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเครื่องปรุง เป็นพริก ขิงข่า ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม อาหารแห้ง ปลาแห้ง เป็นต้น เพื่อที่จะไปทำทานในป่า หลังจากเลื่อยไม้ในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืน พ่อก็จะมีปืนแก็ปอยู่กระบอกหนึ่งพร้อมหม้อแบ็ตเตอรี่ เอาไว้ส่องหาสัตว์ป่า บางคืนโชคดี ก็ได้อีเห็นบ้าง ไก่ป่าบ้าง พรานบ้าง ก็จะทำให้มีอาหารกินไปอีกหลายมือ เพราะนำมาย่างแล้วเก็บไว้กิน มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่ผมได้ไปนอนกลางป่ากับพ่อ การนอนกลางป่านั้นต้องสร้างกระท่อม โดยสร้างเป็นกระท่อมเล็ก เอาหญ้าค้า ใบไม้ เช่น ใบตองตองตึงมาวางบนไม้ไผ่ที่สานไว้ และสุมกองไฟ ไว้สำหรับไล่ยุง และไล่สัตว์ป่าใหญ่ที่จะเข้ามาหา เช่น เสือ หมี และสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ

naipa
ภาพประกอบจาก Google แต่จริงๆ ไม่ใช่เลื่อยอย่างนี้ เป็นการสร้างกระท่อมลักษณะเดียวกันแต่อยู่กลางป่า

 

จำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยไปนอนกับพ่อที่กระท่อมที่พ่อสร้างขึ้น ที่ปางปอบ เพราะพ่อไปรับจ้างเลื่อยไม้ที่นี่ พ่อสร้างไว้ที่ทุ่งนาของพ่ออินทร์ แม่คำหล้า ฉลาดแหลม ที่ปางปอบ ใกล้กับแม่น้ำ ปัจจุบัน พื้นที่นี้กลายเป็นของนายทุนไปเสียแล้ว ในตอนกลางวัน พ่อจะขึ้นไปเลื่อยไม้ ที่บนผาขาม ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนสูงเฉียดฟ้า สวยงามด้วย ส่วนในตอนกลางคืน พ่อก็จะไปล่าสัตว์ป่า ส่วนในตอนเช้าก็จะไปหาเก็บผัก เก็บหอย หากุ้ง บางครั้งก็ใส่ตาข่ายดักปลา ซึ่งก็เป็นการหาอาหารตามธรรมชาติอย่างนี้ตลอด จำได้ว่า คืนนั้นผมก็นอนอยู่ที่กระท่อม พ่อก็ไปส่องสัตว์ป่ากับเพื่อนที่ไปเลื่อยไม้ด้วยกัน คืนนั้นเพื่อนของพ่อยิงได้งูเหลือมใหญ่มาตัวหนึ่ง ตัวใหญ่มากขนาดความยาวประมาณ 8 เมตร ลำตัวก็โตมากใหญ่พอๆกับลูกแตงโมขนาดใหญ่เลย แล้วก็พากันลากมาที่กระท่อม พอผมตื่นเช้าขึ้นมาผมก็ตกใจ เพราะเห็นงูตัวใหญ่มาก ในตอนเช้าว่าจะใช้ทำอาหารกิน แต่ก็ไม่มีใครกล้ากิน กล้าทำกัน เพราะว่าตัวใหญ่มาก ก็เลยตัดสินใจขายให้กับชาวเขา เป็นเงินแค่ 50 บาท ซึ่งถูกมาก จากนั้นพวกเราก็พากันเอาตาข่ายไปจับปลา แต่ปรากฏว่า จะเป็นด้วยสาเหตุใดก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นอาถรรพ์งูเหลือมก็ได้ เราหาปลาไม่ได้สักตัว เก็บผักก็ไม่ได้ หาอะไรมาทานก็ไม่ได้เช้านั้น เพราะทุกครั้งการดักตาข่ายปลา จะได้เป็นประจำทุกวัน สุดท้ายพวกเราก็ได้นำเงินห้าสิบบาท เดินทางลงไปซื้อปลากระป๋อง ที่บ้านปางปอบ (บ้านน้ำญวนพัฒนา) มาทานกันในวันนั้น

และมีอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมยังจำไม่ลืม ผมเป็นลูกที่ติดพ่อมาก เวลาพ่อเดินทางไปไหน ผมก็จะติดตามไปด้วยเสมอ บางครั้งมันไกล ไปลำบากและอันตราย เพราะจะทำให้พ่อลำบาก ที่ต้องคอยเป็นห่วงดูแล ผมเป็นเด็กก็ไม่รู้เรื่อง ไม่มีเหตุผล มีแต่ความดื้อรั้นดันทุรัง ไม่ฟังเสียงอะไรทั้งนั้น จะร้องไห้ตามเสมอ จนบางครั้งพ่อก็เสียอารมณ์ และตัดสินใจใช้ไม้เรียวฟาดผมตลอด เพราะว่า ผมรู้ว่าพ่อผมเป็นคนหงุดหงิดง่าย โมโหง่าย ถ้าโมโหอะไร ของที่อยู่ใกล้ตัวมักจะพังไปหมด ผมโดนพ่อตีบ่อยมาก ยังไม่ผมก็ไม่เคยโกรธพ่อ เพราะผมรู้ว่าพ่อผมเป็นคนอย่างไร ท่านก็รักผม เป็นห่วงผม ในความเป็นเด็ก ผมเชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกแบบผม หากเราโดนคนอื่นตี โดนครูเฆี่ยน พวกเรามักจะมีความอดทน ไม่ร้องไห้ให้เห็นน้ำตา แต่ถ้ากับพ่อแม่ของเรา แค่พวกท่านเงื้อมมือที่จะตี พวกเรา ก็ร้องไห้แล้ว อาจจะเป็นเพราะความน้อยใจที่คนที่เรารักและรักเราทำให้ก็ได้ เหตุการณ์ที่ว่านี้ เกิดขึ้นเมื่อมีอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อได้ไปรับจ้างเลื่อยไม้แถวห้วยเฮีย ผมก็ร้องไห้ตามพ่อ แล้วพ่อก็ไม่ให้ไปด้วยอีกตามเคย เพราะว่าระยะทางมันไกล ด้วยความเป็นเด็ก ก็กลัวอันตรายนานัปการ อีกทั้งสัตว์ป่า และยุงก็เยอะด้วย แต่เพราะความเป็นเด็ก ผมก็เลยไม่ได้สนใจในเรื่องพวกนี้ สนใจแต่อยากจะไปด้วยอย่างเดียวเท่านั้น นี่แหล่ะคือเหตุผลของเด็ก หลังจากโดนตีจนร้องไห้เสร็จแล้ว พ่อก็ได้เดินทางไป โดยแม่ได้จับผมไว้ สุดท้ายผมก็ดิ้นจนหลุด และแอบตามพ่อไปอยู่ห่างๆไม่ให้พ่อเห็น จนกระทั่งตามไปจนถึงห้วยเฮีย บริเวณวังตาด ห่างจากบ้านประมาณ 4 – 5 กิโลเมตร พ่อก็เหลือบเห็นผมจนได้ ผมก็ได้วิ่งหลบหนีพ่อไปอีก พ่อก็คงคิดว่าผมแอบตามพ่ออยู่ พ่อก็เลยไม่ได้สนใจเดินทางไปยังจุดหมายที่เลื่อยไม้ต่อไป พอพ่อเดินทางไปถึงทางแยกที่วังตาด มีทางแยกอยู่สามสี่ทาง ผมตามพ่อไม่ทัน ไม่รู้ว่าพ่อไปทางไหน ก็เลยตัดสินใจเลือกทางเดิน เดินไปเรื่อยๆ ก็ไม่เจอ เลยต้องกลับมารอพ่อที่วังตาดเหมือนเดิม ก็เลยนั่งเล่นน้ำ กินน้ำ กินผักกูด อยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน พ่อก็คงคิดว่าผมคงเดินทางย้อนกลับไปบ้านแล้ว จนกระทั่งประมาณ 6 โมงเย็น พ่อก็ได้เดินทางเพื่อที่จะกลับบ้าน ผมจึงได้พบกับพ่อ จำได้ว่า วันนั้นไม่ได้กินข้าวทั้งวัน ด้วยความเป็นเด็กดื้อนั่นเอง เมื่อพ่อมาถึงก็ได้โอบกอดผม พ่อก็คงไม่คิดว่าผมจะอดทนรอถึงขนาดนั้น พ่อก็ได้เอาข้าวที่เหลือในกระติบข้าวออกมาให้ผมกิน ผมกินข้าวเปล่าอย่างเอร็ดอร่อยมาก เพราะตลอดทั้งวันผมเล่นอยู่ที่ลำห้วย มีการกั้นน้ำ ทำน้ำไหล บางทีก็หาปลา หาแมงอีปุ่มบ้าง เพราะมีอยู่เยอะมาก แล้วก็เดินทางกลับบ้านพร้อมพ่อ มันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมนึกถึงทีไร ผมก็มีความสุข เพราะผมได้อยู่กับธรรมชาติ ทำให้ผมรักธรรมชาติมาก

พ่อแม่ของผมเป็นคนขยัน ตั้งใจทำมาหากินมาก พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ พ่อแม่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา พ่อผมสอนเสมอว่า อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา ผมยังจำได้เสมอ และผมจึงได้ตัวอย่างที่ดีของพ่อและแม่ผมมา แม้การดำเนินชีวิตและอาชีพของพ่อจะหนักหนาสาหัสและดำเนินอยู่บนเส้นทางที่ เสี่ยงมากกับนักอนุรักษ์ ทั้งกรมป่าไม้ และตำรวจตระเวนชายแดน แต่พ่อก็ไม่เคยนึกกลัว เมื่อนึกถึงปากและท้องของครอบครัวแล้วพ่อจะยอมเสี่ยงเสมอ… มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง เมื่อเวลาผมนึกถึงทีไร น้ำตาของผมก็จะไหลออกมาทุกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ มันอาจจะเป็นเพราะความสงสารต่อวิถีทางและการดำเนินชีวิตของพ่อ หรือ อาจจะเป็นเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาชีวิตก็เป็นไปได้ ที่บางครั้งชะตาชีวิตของคนเรา ไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตได้

เรื่องมีอยู่ว่า โดยปกติพ่อจะรับจ้างหรือไปหาเลื่อยไม้มาขายหรือแลกข้าว แต่อาจจะเกิดจากความอิจฉาริษยา หรือ อาจจะเกิดจากความอยากดีอยากเด่นบนความทุกข์ของคนอื่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ เรื่องเกิดมาจากคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นแหล่ะ ซึ่งมีหน้าที่อาสาสมัคร….ไม่บอกดีกว่า เดี๋ยวจะเกิดผลกระทบ เขาคงจะรู้ดีแก่ใจเองแหล่ะ ว่าทำอะไรลงไป หากได้อ่านบทความนี้ เหตุการณ์มันเกิดขึ้น เมื่อพ่อไปนอนเลื่อยไม้อยู่ที่ปางปอบ เป็นที่ทำนาของชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ในสมัยนั้น ห่างจากบ้านประมาณ 13 กิโลเมตร พ่อจึงได้ไปทำกระท่อมนอนที่นี่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินทางไปกลับเพราะมันไกลมาก การไปครั้งนี้ ค่อนข้างจะนานพอสมควร ก็เกือบสองเดือนผ่านไป มีคนที่ว่านี่แหล่ะ ก็ได้ไปแจ้งกับตำรวจตระเวนชายแดนและกรมป่าไม้ ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งแอบไปลักลอบตัดไม้อยู่แถวปางปอบ แล้วซ่อนไม้ไว้ที่นั่น เพราะพ่อบอกว่า ก่อนวันที่ตำรวจตระเวนชายแดนและกรมป่าไม้จะมา คนๆนี้ ได้ไปเที่ยวหาพ่อและสอบถามข้อมูลเรื่องไม้ ว่า เลื่อยไม้ได้เยอะหรือยัง เป็นไม้อะไรบ้าง ขนาดไหนบ้าง ซึ่งพ่อกับเพื่อนก็ได้ตอบไปแบบไม่ได้คิดอะไร แต่ผ่านไปอีกแค่วันเดียวก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา และคนๆนี้เอง ที่อาสานำตำรวจตระเวนชายแดนและกรมป่าไม้เข้าไปดูสถานที่พ่อกำลังเลื่อยไม้ เพราะพ่อบอกว่า จำได้ว่า คนๆนี้ ได้ตะโกนเรียกชื่อของพ่อ บอกให้มาคุยกันก่อน ขณะที่พ่อกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต บังเอิญโชคชะตา และดวงของพ่อยังมีคนใจบุญอุ้มชูอยู่ มีลุงคนหนึ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ที่บ้านสบสา เขาเข้าไปตัดไม้ไผ่ (ไม้ซาง) อยู่คนละฝั่งแม่น้ำญวน ขณะที่พ่ออยู่อีกฝั่งหนึ่งกำลังเรื่อยไม้อยู่นั้น ลุงคนนั้นก็เห็นตำรวจมาหลายขบวนรถ ก็ได้ตะโกนข้ามฝั่งมาให้พ่อรีบหนีไป เมื่อพ่อหันไปมองก็เห็นตำรวจมาจริงๆ พ่อกับพรรคพวกก็เลยพากันวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต ไปคนละทิศละทาง พ่อวิ่งข้ามภูเขาหลายสิบลูก ระยะทางกว่า 13 กิโลเมตร ค่อยๆมาถึงทีละคน พ่อมาถึงคนที่สาม เมื่อเพื่อนของพ่อมาถึง ก็มาบอกเรื่องราวให้ฟัง ทำให้แม่กับลูกพากันเป็นห่วงพ่อ จนเวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืน พ่อก็ได้มาถึงที่บ้าน ทำให้พวกเราพากันโล่งใจไปตามๆกัน ผมกับแม่ ดูสภาพของพ่อแล้ว พากันร้องไห้กันทุกคน เสื้อผ้าของพ่อขาดรุ่งริ่ง รองเท้าก็หาย มีแผล มีหนาม มีรอยถูกไม้บาดเต็มร่างกาย ผมมานึกถึงทีไร น้ำตาของผมก็ได้ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจทุกที นึกถึงทีไร หากพ่อโดนจับไปจริงๆ พวกเราจะเอาเงินที่ไหน ไปไถ่ตัวพ่อคืนมา แค่เพียงลำพังข้าวจะแช่และนึ่งกินก็ยังจะไม่มีอยู่แล้ว เพียงเพราะพวกเราเกิดมาเป็นคนจนใช่ไหม ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ใช่ไหม ถ้าเลือกได้ พวกเราก็คงไม่เลือกทำงานที่เสี่ยงแบบนี้หรอก มันคุ้มไหม กับการทำงานที่ผิดกฎหมาย เพราะชาวบ้านธรรมดา เขาเห็นตำรวจเขาก็กลัวแล้ว ถึงแม้เขาไม่ได้ทำความผิดก็เถอะ ในความเป็นจริง พ่อก็ไม่ใช่นักเลื่อยไม้ แบบไม่มีอุดมคติ ไม่มีจรรยาบรรณ เพราะพ่อบอกเสมอว่า ต้นไม้ให้ชีวิต ให้ความเป็นอยู่เรื่องปากท้องของพวกเรา เราต้องรักธรรมชาติ หวงแหนธรรมชาติ พ่อมักจะเลือกต้นไม้ที่จะตัดก่อนเสมอ และพ่อจะไม่ตัดต้นไม้ที่ไม่ได้ขนาดที่ต้องการ และเลือกตัดเฉพาะป่าที่ยังมีต้นไม้อุดมสมบูรณ์ ถึงตัดไปก็ไม่ได้ทำให้ป่าเสื่อมโทรมไปถึงขั้นใช้การไม่ได้ อีกอย่างอุปกรณ์ตัดไม้ของพ่อก็ไม่ได้ทันสมัย เหมือนของนายทุนที่สัมปทาน พ่อใช้แค่ขวาน และเลื่อยมือเท่านั้น ผลที่เกิดจากการเข้าไปตรวจค้นและจับกุมพวกพ่อ แต่พรรคพวกและพ่อพากันหลบหนีได้ เจ้าหน้าที่ได้ยึดไม้ไปทั้งหมด ที่พ่อและเพื่อนช่วยกันเลื่อยสะสมไว้เกือบสองเดือนไปทั้งหมด ก็หลายยก หลายแผ่น หลายเล่มพอสมควร ซึ่งไม้เหล่านี้ บางส่วนพ่อได้รับเงินและข้าวเขามาบ้างแล้วก็มี สุดท้ายพ่อก็ต้องไปหาเลื่อยไม้ที่อื่นหลังจากนั้น มาชดใช้เจ้าของที่นำเงินนำข้าวเขามาก่อน แต่ก็ยังดีที่พ่อไม่โดนจับกุม ณ ปัจจุบัน ไม้บางเล่ม บางแผ่น ยังเป็นไม้ที่ใช้ทำบ้านของใครบางคน ที่พาเจ้าหน้าที่ไปจับกุมพ่อ ซึ่งพ่อบอกเสมอว่า พ่อยังจำไม้ที่พ่อเลื่อยได้เสมอ ว่าเป็นไม้อะไร ขนาดไหน มีตำหนิตรงไหน พ่อก็บอกว่า อาจจะเป็นเพราะกรรมเก่า ที่เราไปทำเขาไว้แต่ชาติปางก่อน เพราะฉะนั้นอย่าไปโกรธไปโทษเขาเลย ซึ่งปัจจุบัน ผมว่า ผลกรรมนั้น ตามทันเขาแล้วแหล่ะ เพราะคนๆนั้น เขาแทบจะไม่ได้อยู่บ้านที่เขาสร้างด้วยไม้ที่ยึดมาจากพ่อเลย ครอบครัวเขาระหกระเหิน แตกแยกระจัดกระจายไปจวบจนทุกวันนี้ พวกเราอโหสิกรรมให้หมดแล้วหล่ะ ทำให้ผมภาคภูมิใจในตัวของพ่อมาก ปัจจุบันพ่อผมรักธรรมชาติและหันมาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น และหันมาปลูกต้นไม้ เพื่อทดแทนต้นไม้ที่พ่อเคยตัดไป ขณะนี้พ่อปลูกยางพาราเกือบสามสิบไร่ พ่อบอกกับผมเสมอว่า หากเลือกได้ พ่อก็คงไม่เลือกทำอาชีพตัดไม้เลื่อยไม้ แต่เพราะเพื่อความอยู่รอดของปากและท้องของครอบครัว พ่อก็จำเป็นต้องทำ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)