Get Adobe Flash player

การเดินทางที่ยาวไกลยังไม่สิ้นสุด ตอนที่ 8

PDFพิมพ์อีเมล

aramboy

ชีวิต ของผมเริ่มต้นเดินทางห่างจากอกพ่อกับแม่ จำได้ก็ตอนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำได้ว่า เมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วันพฤศบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533  แม่ได้ให้กำเนิดน้องชายคนสุดท้องอีกคน นั่นก็คือ น้องเจค ซึ่งอาจจะเป็นลูกหลงมา โดยความตั้งใจของพ่อแม่อยากได้ลูกสาวสักคน เพราะครอบครัวผมมีผู้ชายสองคนแล้ว นั่นก็คือผม และก็หนานเนก แต่แล้ว เมื่อคลอดออกมาก็เป็นลูกผู้ชายอีกคน แต่พ่อกับแม่ก็รักลูกคนเล็กมาก เฝ้าทะนุถนอม และตามใจทุกอย่าง ผมปัจจุบันผมว่า น้องคนเล็กผมค่อนข้างจะตามใจตัวเองไปด้วยช้ำ เพราะเขาเกิดมาเมื่อครอบครัวของเรา พอจะมีกินมีอยู่ ไม่อดอยากเหมือนสมัยผมแล้ว และน้องคนเล็กก็ไม่ได้ค่อยได้ทำงานหนักเท่าที่ควร บางทีมานั่งนึกดูก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะตระกูลของพวกเรา ญาติพี่น้องคนไหน มีลูกสาวก็จะมีลูกสาวทั้งหมด เหมือนครอบครัวพี่สาวของแม่ ก็จะมีลูกสาวทั้งหมดสี่คน พี่สาวของพ่อก็จะมีลูกสาวทั้งหมดสี่คนเช่นกัน สาวพ่อมีลูกชายทั้งหมด น้องของพ่อก็เช่นเดียวกัน แต่ก็ดี มีลูกชายเยอะ นามสกุล มาสุข ของพวกเรา ก็จะได้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้น

เมื่อแม่คลอดน้องชายคนเล็กออกมาแล้ว จำได้ว่า คลอดบนรถของหลวงพ่อพระครูโอภาสบุญเขต “ตุ๊ลุงข่อง ปัจจุบันท่านได้มรภาพไปแล้ว” โดยลุงนพ เป็นคนพาแม่ไปคลอดที่โรงพยาบาล เนื่องด้วยในสมัยก่อนหมู่บ้านของพวกเราไม่มีรถกระบะเลย ส่วนใหญ่จะเป็นของวัด เมื่อชาวบ้านเจ็บป่วย หรือ ต้องการรถไปหาหมอ ก็จะไปขอพึ่งพารถวัดกันซะส่วนใหญ่ จำได้ว่าคืนนั้น แม่เจ็บท้อง พ่อก็ได้เอาเชือกไปมัดติดกับขื่อไม้ เพื่อให้แม่จะได้จับและเบ่งน้องชายออกมา แต่แล้วก็ไม่ออกสักที พ่อก็ได้ไปขอความช่วยเหลือขอรถพาแม่ไปส่งที่โรงพยาบาล ก็ใกล้สว่างแล้ว พอรถเดินทางไปถึงตรงบริเวณ หน้าองค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็นเดิม แม่ก็ได้ให้กำเนิดน้องชายคนเล็กบนรถนั่นเอง และรถก็พาแม่ไปสู่โรงพยาบาล ตอนแรก น้องชายคนแรกก็เกือบได้ชื่อ รถ ซะแล้ว แต่น้าสาวผมก็ได้ตั้งชื่อให้ว่าน้องเจค ผมก็ได้มีโอกาสเลี้ยงน้องของผมอยู่สองปีกว่าๆ จากนั้นชีวิตของผม ก็ได้เริ่มเข้าสู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนาสืบแต่นั้นเป็นต้นมา

สาเหตุหรือแรงจูงใจหลักของผม จำได้ว่า เพื่อนของผม คือ หนานปั๋นได้ชักชวนให้บรรพชาเป็นสามเณร เพราะขณะนั้นหนานปั๋นได้บรรพชาเป็นสามเณรก่อนผมแล้วหนึ่งปี เพราะเขาจบชั้นป. 6 ก่อนผม ท่านก็มาเที่ยวหาที่บ้าน เพราะเราสนิทกันมาก แล้วก็ได้พูดในเชิงว่า การบวชเรียนนะดี อีกหน่อยเรียนจบออกมา จะเลือกเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน เป็นครูบาอาจารย์ หรือจะเป็นนายอำเภอก็ยังได้ เพราะในสมัยก่อน เขาให้การยกย่องผู้ที่บวชเรียนและสึกออกมารับหน้าที่ทางราชการมาก ประกอบกับขณะนั้น ก็มีรุ่นพี่ที่เข้าไปเรียนที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน ท่านก็ประสบความสำเร็จ ได้ไปเผยแผ่ธรรมปฏิบัติศาสนกิจอยู่ถึงประเทศเดนมาร์ก ทำให้แรงจูงใจของผมยิ่งมีมากยิ่งขึ้น แต่อีกอย่างผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การบรรพชาเป็นอย่างไร ต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ได้ไปปรึกษาพ่อกับแม่ พ่อก็บอกว่า ในสมัยพ่อก็เคยเป็นเด็กวัดมาเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสได้บรรพชา เพราะว่าครอบครัวยากจน จึงจำเป็นต้องช่วยเหลือปู่ย่า ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยไม่ได้บรรพชาเลย ดังนั้นใครจะไปบรรพชา จะต้องไปอยู่ที่วัดไปเป็น ขะโยม เหรือเด็กวัดซะก่อนอย่างน้อย 1 ปี และก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนเหนือหรือคนที่ต้องการจะบรรพชาเป็นสามเณร (คนทางภาคเหนือเขาจะเรียกสามเณรที่บรรพชาแล้วว่า “พระ” เรียกพระว่า “ตุ๊” ) จะต้องไปอาศัยอยู่ที่วัด ไปคอยรับใช้ปรนนิบัติอุปัฏฐากพระภิกษุสงฆ์สามเณรอยู่ที่วัดนั้นเสียก่อน เพื่อหัดสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น สวดมนต์แปล ฝึกท่องบทสวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน และศึกษาพิธีกรรมต่างๆเสียก่อน

ผมก็คงเหมือนกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคน ที่มีความต้องการจะบรรพชาเป็นสามเณรในบวรพระพุทธศาสนา ในตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่า หมายถึงอะไร? ทำไมต้องบรรพชา? ในตอนแรกอาจจะไม่ได้เกิดจากความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา แต่เกิดจากคำบอกเล่าของบรรดาญาติพี่น้องลุงป้าน้าอา ที่เขานิยมให้ลูกหลานได้บวชเรียนกัน และก็อาจจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ชาวบ้านที่ยากจน ไม่มีเงินส่งเสียลูกหลานได้เรียนหนังสือ ก็อาจจะส่งลูกหลานเข้าเรียนทางพระพุทธศาสนา โดยพวกเขาได้เล่าว่า เมื่อเข้าไปสู่ร่มกาสาวพัตร์แล้วจะได้ศึกษาเล่าเรียน หาวิชาความรู้ อีกหน่อยถ้าสิกขาลาเพศจากบรรพชิตแล้ว จะได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งคำๆนี้ ผมได้ยินบ่อยมาก ซึ่งชาวบ้านอาจจะมีความเชื่อว่า การเป็นเจ้าคนนายคนแล้วจะสบายไม่ต้องลำบากเหมือนชาวบ้าน ยิ่งใครได้เป็นครูบาอาจารย์แล้วสังคมก็พากันยกย่อง สำหรับตัวผมนั้น ไม่รู้หรอกว่า การเป็นใหญ่เป็นโต เป็นอย่างไร ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ประกอบกับเวลานั้น มีเพื่อนที่โรงเรียนบ้านโจ้โก้ ซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันถึง 9 คน แต่คนละหมู่บ้าน ก็อยากจะบรรพชาเป็นสามเณรด้วยเช่นกัน

เมื่อตัดสินใจแล้ว ผมก็ได้ไปขออนุญาตพ่อกับแม่ เพื่อขอไปนอนอยู่ที่วัดในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็จะกลับมานอนที่บ้าน ในขณะนั้นบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรายังไม่มีวัด และยังไม่ได้แยกตัวออกมาตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่ ผมก็ได้ไปนอนที่วัดดอนมูลหรือวัดบ้านโก้ ซึ่งขณะนั้นก็มีเพื่อนผมบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ก่อนแล้ว นั่นก็คือ สามเณรชาญวิทย์ สมประเสริฐ หรือ หนานปั๋น และ ก็ยังมี สามเณรชวน มาสุข ซึ่งเป็นลูกของน้องสาวพ่อ บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่นี่เช่นกัน เมื่อพ่อกับแม่ได้อนุญาตแล้วผมก็ได้เก็บเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นบางส่วนไป นอนที่วัด และเป็นการเริ่มเหินห่างครอบครัว เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการศึกษาสืบมา

ผมเริ่มเข้าไปอยู่ที่วัดดอนมูล เมื่อเริ่มขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  พร้อมกับเพื่อนคนบ้านเดียวกันกับผมคือ น้อยโรง และ นายพันธุ์ และเพื่อนบ้านโจ้โก้อีกสามคน เมื่อไปอยู่ที่วัด เราต้องแบ่งวาระเวรกันทำความสะอาดวัด ปัดกวาดถูกุฏิวิหาร ล้างชามล้างปิ่นโต แล้วมีวาระเวร ไปวางปิ่นโตในแต่ละบ้าน เพื่อที่จะได้ไปเก็บในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วตุ๊ลุงข่อง ก็จะได้วางระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆ ในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ และจะทำการสอนบทสวดมนต์ โดยการมอบหมายให้ ไปท่องบทสวดมนต์ในแต่วัน อาจจะวันละสองถึงสามบรรทัด บางทีถ้าบทใดง่ายก็เป็นบทเหมือนกัน และในตอนเย็น ก็จะมาทำการเรียบ หรือ การท่องให้ฟัง โดยจะมีตุ๊ลุงเป็นคนมาฟัง หรือ ให้สามเณรที่ได้รับมอบหมายจากตุ๊ลุงให้มาเทียบบทสวดมนต์ของสามเณรและเด็กวัด โดยจะเริ่มจากสามเณรก่อน ผมสังเกตเห็นสามเณรหลายรูป ที่มีความจำไม่ค่อยดี เวลาท่องบทสวดมนต์ จะผิดเยอะมาก และจะมีการทำโทษ โดยมีการกำหนดไว้ว่า หากท่องผิดหนึ่งพยางค์ก็จะโดนตีหนึ่งที ผมเห็นสามเณรบางรูปบางครั้งโดนทำโทษเป็นการเฆี่ยนด้วยไม้มะขามลนไฟ หรือ บางทีก็เป็นสายไฟ ทีละหลายครั้ง สังเกตเห็นสามเณรบางรูปร้องไห้ก็มี เมื่อเสร็จของสามเณรแล้ว ก็จะเป็นทีของเด็กวัดอย่างพวกเรา ก็จะได้ท่องน้อยกว่าของสามเณร แต่ก็มีผิดบ้าง ก็โดนตีเหมือนกัน จำได้ว่าผมเคยโดนตีมากที่สุดประมาณสิบกว่าครั้ง บางครั้งยังคิดไม่อยากบวชแล้วด้วยช้ำไป ก็เป็นกลวิธีอุบายให้เราท่องจำและเป็นคนขยันได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะพวกผม สามารถท่องคำบรรพชา และบทสวดมนต์ได้เกือบทั้งหมด ก่อนที่จะบรรพชาเป็นสามเณร ก็ต้องขอบคุณครูบาอาจารย์เหล่านั้น ถ้าไม่มีการบังคับก็คงท่องไม่ได้

การได้มาอยู่วัดก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้รู้วิถีชีวิตของผู้คน ทั้งยากดีมีจน ก็ได้ไปกับพระภิกษุสงฆ์ในหลายสังคม หลายหมู่บ้าน ไปร่วมงานประเพณีบ้าง งานขึ้นบ้านใหม่แต่งงานบ้าง ก็เป็นอะไรที่คุ้มค่ากับชีวิตเหมือนกัน บางครั้งถ้าวันไหนหยุดเรียน ตุ๊ลุงข่อง ก็จะชวนพวกเด็กวัด ไปหาเก็บผลหมากรากไม้ เก็บพริก เก็บมะเขือ ในบริเวณป่าช้า หรือ ดง ในตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้มีความกลัวอะไรเลย ก็เดินไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ตกหลุมที่เขาฝังศพเด็กไว้บ้างก็มี บางทีก็เป็นหลุมศพของคนที่ตายท้องกลมก็มี และตุ๊ลุงก็ชี้ให้พวกเราดู แต่พวกเราก็ไม่ได้มีความกลัวอะไรมาก บางทีก็ปีนขึ้นไปเก็บผลไม้ในป่าช้า ทั้งมะไฟ มะแฟน มะเคราะห์ก็มี แล้วเราก็จะมาใช้ทำอาหารรับประทานด้วยกันที่วัดทุกๆวัน เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเด็กวัดและบรรดาสามเณรก็จะชวนกันไปอาบน้ำที่บ่อน้ำเย็น ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัด ปัจจุบันไม่รู้ยังมีอยู่หรือเปล่า พวกเราจะพากันเดินลัดเลาะไปตามป่าไม้ไร่ ไม่สีสุก ไปถึงบ่อน้ำเย็น ซึ่งน้ำจะเย็นมาก อาบกันทุกเย็น บางครั้งนึกสนุกก็พากันขุดดินออกจากบ่อให้บ่อมีน้ำลึกมากยิ่งขึ้น เมื่อค่ำแล้วเราก็จะรีบเดินกลับมา บางทีก็มาทางต้นกระท้อนด้านถนนใหญ่ แต่พวกเราไม่ค่อยกล้าเดินกันเท่าไหร่ เพราะหลายคนได้เล่าต่อกันมาว่า มักจะมีคนเจอคนนั่งห้อยขาอยู่ที่ต้นกระท้อนต้นนั้นประจำ ก็เลยไม่ค่อยมีใครกล้าเดินในเวลากลางคืน ปัจจุบัน ต้นกระท้อนต้นนั้น ไม่ได้ปรากฏให้เห็นแล้ว เนื่องด้วยมีการล้มและทางวัดดอนมูลได้ขยายพื้นทีอาณาเขตของวัดออกมาทางทิศ ใต้อีก โดยได้พากันล้มป่าไม้สักและไม้สีสุกออกทั้งหมด และสร้างกำแพงล้อมรอบ โดยเหตุนี้เอง ครั้งหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้เกิดเหตุการณ์อาจจะเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลก็ได้ คนบ้านโจ้โก้ ได้พากันล้มตายจำนวนหลายราย แบบติดต่อกันเลย เช่น ศพที่ตายยังไม่ทันได้นำไปเผา ก็มีคนตายเพิ่มในหมู่บ้าน บางวันตายสองสามคนก็ยังมี แม้กระทั่งหลวงพ่อเจ้าอาวาสหรือตุ๊ลุงข่อง ก็ยังมรณภาพ โดยทางชาวบ้านได้ไปทำการเขาเรียกว่า ถามหมอเมื่อ หรือคนพยากรณ์ เขาบอกว่าได้ไปทำการรบกวนหรือไปรุกล้ำสถานที่ของเขา ซึ่งเขาบอกว่า ณ ที่ตรงนั้นเป็นที่อยู่ของผีกะยักษ์ บางคนไปเหยียบลูกเขาตาย ไปทำลายสถานที่ของเขา ดังนั้นเขาจึงมาเอาคืน หลายคนเจ็บป่วย ถ้าไปหาหมอเขาก็บอกไม่ได้เป็นอะไร แต่ยังเจ็บป่วยอาการปางตายหลายคน บางคนไปให้คนมาทำพิธีกรรมเลี้ยงหมูเป็นตัว คนนั้นก็หายขาดเลย จำได้ว่ามีการเลี้ยงหมูเกือบสามถึงสี่สิบตัว เรื่องราวจึงค่อยๆเงียบหาย และชาวบ้านก็ได้ทำพิธีขอขมา และสร้างรั้วลวดกั้นไว้ตรงประปาของหมู่บ้านโจ้โก้ ณ ปัจจุบัน และบริเวณพื้นที่เหล่านั้นก็ไม่ค่อยมีใครกล้ากล้ำกรายเข้าไปอีกเลย เพราะตรงบริเวณที่เหล่านี้ ก็มีเรื่องเล่ามากันยาวนาน แต่ชาวบ้านสมัยใหม่ไม่ค่อยมีคนเชื่อ เพราะญาติๆของผมเคยเล่าให้ผมฟัง ชาวบ้านทางภาคเหนือ เขาจะมีคติความเชื่อเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดใหม่ของญาติของตนเอง หรือ เชื่อว่าทุกคนจะมีขวัญหรือดวงวิญญาณ อยู่ 32 ขวัญ เมื่อตายไปแล้วจะกลับมาเกิดเป็นลูกเป็นหลานของญาติๆ น้อยครั้งที่จะไปเกิดเป็นลูกเป็นหลายของคนอื่นๆ โดยเมื่อมีญาติใครตายหรือเสียชีวิต เขาก็จะทำพิธีกรรมโดยนำถ่านไฟ หรือ หมาก หรือปูนแดง ไปป้ายบริเวณไหนของร่างกายของผู้ตายก็ได้ ส่วนใหญ่จะป้ายตรงบริเวณที่ลับตาคน เช่น ใต้ผ่าเท้า ตรงหลัง ตรงสะโพกบ้าง แล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานบอกว่า หากดวงวิญญาณของผู้ตายไปเกิดที่ไหนกับใคร ขอให้นำรอยที่ได้เขียนได้จารึกไว้ไปด้วย บางครั้งก็เขียนเป็นอักษร บางครั้งก็แค่แต้มแค่นั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกัน เพราะผมเคยสังเกตหลายคนแล้ว เมื่อลูกของเขาเกิดมา ก็จะมีรอยปานแดงปานดำดังกล่าวติดมาด้วย นี่ผมก็ยังลุ้นอยู่ว่า ย่าของผมจะไปเกิดที่ใคร เพราะตอนวันที่ย่าเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา พ่อของผมก็ได้ใช้หมิ่นหม้อ ป้ายไว้ที่ใต้ผ่าเท้าของคุณย่าผม และก็บอกไว้ว่าถ้าไปเกิดที่ใคร ก็เอารอยปานดำนี้ติดตัวไปด้วย อาจจะเป็นเรื่องลึกลับหรือเป็นเรื่องเหลือเชื่อก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน อย่างเรื่ทองของผมเหมือนกัน ตอนสมัยเป็นพ่อผมเป็นเด็ก ก็นิยมไปเล่นและไปอยู่กับลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของปู่ผมอยู่เป็นประจำ เมื่อลุงซึ่งมีชื่อว่าลุงศรี ได้ตายไป ขวัญของพ่ออุ้ยศรี ก็ได้มาเกิดเป็นผม ซึ่งในหลายครั้งพ่อก็บอกว่าผมว่า ผมเหมือนพ่ออุ้ยศรีมาก ทั้งนิสัยใจคอ การทำตัว พ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนพ่ออุ้ยศรี มีบ้านอยู่ตรงบริเวณยุ้งฉางข้าว ที่อยู่ติดกับวัดดอนมูลหรือวัดโจ้โก้ แต่ปัจจุบันอยู่ในเขตบริเวณวัดไปแล้ว พ่ออุ้ยศรีมีเมียอยู่คนหนึ่ง มีลูกอยู่สามคน คือ อาวปั๊ด ป้าเกี๋ยง และอีกคนหนึ่งจำชื่อไม่ได้ มีเรื่องเล่าว่า พ่ออุ้ยศรีเป็นคนมีคาถาอาคม และเป็นหมอรักษาโรคเกี่ยวกับในปาก ใครปวดฟันเป็นดัน พ่ออุ้ยศรีจะรักษาให้หายได้ ท่านก็ได้รักษาคนอยู่ที่บ้าน มีวันหนึ่งมีแกเจ็บท้องจะคลอดลูก ซึ่งบริเวณบ้านที่แกอยู่ ทุกคนแถวนั้นรู้หมดว่าเป็นที่กั่น หรือที่อยู่ของพวกผีกะยักษ์ ในคืนนั้นตอนที่เมียท่านเจ็บท้องจะคลอดปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ต่างๆนานา ทั้งฝนตกฟ้าร้อง มีลมพัดมากระแทกกับบ้านหลายครั้งมีเสียงร้องครวญครางโหยหวน เหมือนกับมีผีมารบกวน ซึ่งพ่ออุ้ยศรีก็ได้ทำพิธีไล่ แต่ก็ไม่วาย เมียของพ่ออุ้ยศรี ได้ตายท้องกลม อาจจะเป็นเพราะความไม่ทันสมัยของแพทย์ในสมัยนั้นก็ได้ หลังจากที่เมียแกตายแล้ว แกก็ได้น้ำลูกสาว ไปให้กับชาวเขาเลี้ยง เพราะชาวบ้านต่างมีความเชื่อว่า ถ้าเก็บลูกไว้ แม่ของเขาก็จะตามมาราวีอยู่ตลอด ก็เลยได้นำไปให้ชาวเขาเลี้ยง และทราบข่าวต่อมาว่า ไม่นานเด็กคนนั้นก็ตายจมน้ำไป หลังจากที่เมียตายแล้ว พ่ออุ้ยศรีก็เล่าให้พ่อฟังว่า เมียท่านมาหาทุกคืน มาเคาะบ้านบ้าง มาทำเสียงยกถ้วยยกจานบ้างต่างๆนานา จนพ่ออุ้ยศรีอยู่ที่บ้านนั้นไม่ได้ และตั้งใจไปบวชเป็นพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเมียของแกอยู่หลายวันเหมือน กัน หลังจากสึกแล้ว ก็ได้ไปเป็นเด็กวัดคอยเก็บข้าวส่งให้พระภิกษุสงฆ์เรื่อยมา พ่อบอกว่า พ่ออุ้ยศรีไม่อยากสึกจากพระเลย แต่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ เพราะมีลูกอีกสองคน และตั้งจิตอธิษฐานว่าหากชาตินี้มีจริงขอให้ได้บวชเป็นพระอีก ซึ่งอาจะเป็นจริงก็ได้ เพราะในปัจจุบัน ดวงวิญญาณหรือขวัญของพ่ออุ้ยได้ไปเกิดเป็นลูกเป็นหลาน ก็ได้บวชทุกคน มีผมนี่แหล่ะบวชนานที่สุด ก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคนนะครับ สำหรับผมก็เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่พอสมควร เพราะได้อยู่ในสังคมและรับรู้มาโดยตลอด ถ้าท่านมีโอกาสก็ลองถามชาวบ้านดูนะครับ ว่า ตรงบริเวณดังกล่าวมีความเฮี้ยนหรือน่ากลัวขนาดไหน แต่ในสมัยตอนผมเป็นเด็กก็ไม่ค่อยเห็นมีอะไรมาก เรายังไปเล่นตัดไม้ ไปอาบน้ำอยู่บริเวณแล้วนั้นอยู่เป็นประจำ แต่เรื่องที่เกิดเพิ่งจะเกิดตอนผมเป็นพระแล้ว ผ่านมาไม่ถึงสิบปีนี่เอง

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)