Get Adobe Flash player

ประวัติและผลงานกวีล้านนา

PDFพิมพ์อีเมล

ประวัติ ของกวีมีส่วนทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจผลงาน วิเคราะห์ผลงานของกวีได้ถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะกวีย่อมถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ส่วนตัว ความเชื่อ ค่านิยม ความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ พรรณนาเปรียบเทียบไว้ในงานของท่าน เช่น พระยาพรหมโวหารประพันธ์เรื่อง ค่าวสี่บท หรือ ค่าวร่ำนางชม ได้อย่างไพเราะกินใจ จนเป็นที่เลื่องลือกล่าวขวัญและจดจำกันได้ติดปากในหมู่ผู้สนใจ ก็เพราะเรื่องนี้เป็นประวัติชีวิตจริงของพระยาพรหมโวหาร จึงแสดงอารมณ์กวีออกมาได้อย่างลึกซึ้ง เป็นต้น ดังนั้นประวัติของกวีจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจด้วย

ลิขิต ลิขิตานนท์ และ ประคอง นิมมานเหมินท์ ศึกษาประวัติกวีล้านนา สรุปได้ ดังนี้

1.  พระโพธิรังสีเถระ ในบรรดานักปราชย์ชาวล้านนาที่เป็นพระเถระนั้น พระโพธิรังสีเถระเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุด เป็นชาวเชียงใหม่ ผลงานของท่านปรากฏอยู่คู่กับวรรณคดีล้านนาเล่มอื่นๆ ที่มีผู้คนอ้างอิงและศึกษาทั้งทางศาสนาและประวัติศาสตร์ คือ จามเทวีวงศ์ และ สิหิงคนิทาน

จามเทวีวงศ์ จัดเป็นหนังสือพงศาวดาร รจนาเป็นภาษาบาลี มี 15 ปริเฉท ปรากฏตอนท้ายทุกปริเฉทว่า อันมหาเถรมีนามว่า โพธิรังสี ได้แต่งตามคำมหาจารึก สันนิษฐานว่ารจนาราว พ.ศ. 1950-2060 กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ให้พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) เปรียญ ร่วมกับ พระญาณวิจิตร (สิทธิ โลจนานนท์) เปรียญ ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 และพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก พ.ศ. 2463

เนื้อ เรื่องในจามเทวีวงศ์ ว่าด้วยวงศ์ของพระนางจามเมวีที่ได้ครองเมืองหริภุญชัยและประวัติพระศาสนาใน ล้านนา กล่าวถึงการสร้างเมืองหริภุญชัย  ลำปางและการสร้างวัดบรรจุพระธาตุคือ พระบรมธาตุหริภุญชัยในสมัยราชวงศ์ของพระนางจามเทวี กล่าวถึงธรรมะของกษัตริย์และความที่ไม่สมควร อันเป็นเหตุให้บ้านเมืองเดือดร้อนล่มจม นับว่าพระโพธิรังสีเถระสามารถนำเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาสัมพันธ์กับ เรื่องราวทางพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี จึงนับว่าหนังสือ จามเทวีวงศ์ เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่ง (ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 103 และประคอง นิมมานเหมินท์, 2517 : 42)

สิหิงคนิทาน หรือประวัติพระพุทธสิหิงค์ แม้มิได้ระบุปีที่รจนา แต่สันนิษฐานว่าเป็นระหว่างปี พ.ศ. 1985-2068 เพราะเป็นระยะที่วรรณกรรมบาลีกำลังเฟื่องฟู เนื้อเรื่องใน สิหิงคนิทาน ว่าด้วยประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งหล่อในประเทศลังกาด้วย เงิน ตะกั่ว และทองเหลือง ประวัติการเดินทางมาสู่ประเทศไทยและจังหวัดต่างๆ รวมทั้งเชียงใหม่ ปัจจุบันได้มีผู้แปลเป็นภาษาไทยกลางและพิพม์เผยแพร่แล้ว (ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 104)

2.  พระญาณกิตติเถระ เป็นชาวเชียงใหม่ มีอาวุโสกว่าพระสิริมังคลาจารย์ จำพรรษาอยู่วัดปนสาราม (สวนต้นขนุน) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนครเชียงใหม่ จากผลงานของท่านที่รจนาไว้ ทำให้ทราบว่าท่านเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าติโลกราชเชื่อว่าท่านเคยไปศึกษา ที่ประเทศลังกา ในรัชกาลกษัตริย์กรุงลังกาปรักกรมพาหุที่ 6 และพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ 6 (พ.ศ. 1955-2024) ครั้งนั้นศาสนสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่ อยุธยา ลังกา และพม่า ดำเนินไปด้วยดี พระสงฆ์ล้านนาเดินทางไปประเทศเหล่านี้ได้อย่างเสรี (ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 10) ท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราชและพระเจ้ายอดเชียงราย งานที่ท่านรจนาขึ้นหลังจากสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 พ.ศ. 2020 ล้วนแต่เป็นภาษาบาลีทั้งสิ้น (ประคอง นิมมานเหมินท์, 2517 : 31)

ผลงานของพระญาณกิตติเถระรจนาคัมภีร์อธิบายเรื่องเกี่ยวกับพระวินัย และพระอภิธรรมและบาลีไวยากรณ์ อันมีชื่อตามลำดับนี้

พระวินัย

1.สมัน ตปาสาทิกา อัตถโยชนา อธิบายศัพท์ คำ ข้อความยากในอรรถกถาวินัยปิฏกชื่อ สมันตปาสาทิกา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบัญญัติ ข้อแนะนำตักเตือนและบทลงโทษ สำหรับพระภิกษุผู้ผิดวันัย เป็นต้น

2. ภิกขุปาฎิโมกขคัณฐีทีปนี มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระปาฏิโมกข์ หรือศีลของพระภิกษุโดยเฉพาะ เช่น สงฆ์ควรปฏิบัติอย่างไรก่อนพิธีสวดปกฏิโมกข์ และอธิบายขยายความในประปาฏิโมกข์ รจนาเมื่อ พ.ศ. 2035

3.สีมาสังกร วินิจฉัย วินัยปิฏกกล่าวถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสำคัญที่สุดของพระสงฆ์ คือ สีมา ซึ่งคู่กับพระอุโบสถ หรือโบสถ์เป็นที่ทำสังฆกรรม กิจกรรมที่ต้องทำโดยความสามัคคีเป็นเอกฉันท์ มีเสียงคัดค้านเพียงเสียงเดียว สังฆกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะ

พระอภิธรรม

4. อัฏฐสาลินีอัตถโยชนา คัมภีร์อธิบายอัฏฐสาลินี อรรถกถาอภิธรรมธัมมสังคณีโดยพระพุทธโฆสาจารย์

5. สัมโมหวิโนทนี อัตถโยชนา คัมภีร์อธิบายอรรถกถาอภิธรรมวิภังค์ โดยพระพุทธโฆสาจารย์

6.     ปัญจกรณัฏฐกถา อัตถโยชนา และเชื่อว่าท่านญาณกิตติเถระคงรจนาคู่มืออธิบายอภิธรรมที่เหลืออีก 5 คัมภีร์ คือ ธาตุกถา ปุคคลปัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และปัฏฐาน รวมเรียกว่า ปัญจปกรณัฏฐกถา ที่ท่านพุทธโฆสาจารย์รจนาไว้

ท่านพุทธทัตต์เถระชาว ลังกาได้กล่าวว่า คัมภีร์เหล่านี้และคัมภีร์อื่นๆ อีกหลายคัมภีร์จารด้วยอักษรขอม ส่งจากประเทศไทยไปถวายเป็นบรรณาการแก่พระมหาเถรปุรัตคามธัมมลังสิริกาสุมนติ สส แห่งปรมานันทวิหาร เมืองกอลเล ประเทศลังกาโดยผ่านราชทูตไทย

7. อภิธัมมัตถวิภาวินี ปัญจิกา อัตถโยชนา คัมภีร์อธิบายอภิธัมมัตถวิภาวินี ซึ่งรจนาโดยพระสุมังคล ชาวลังกา ท่านรจนาเรื่องนี้ที่วัดปนสาราม เมื่อ พ.ศ. 2045

ไวยากรณ์

8.มูลกัจจายนอัตถโยชนา คู่มืออธิบายบาลีไวยากรณ์สายกัจจนะ ซึ่งพระกัจจายนเถระ ภิกษุรุ่นหลังท่านพุทธโฆสาจารย์ (พุทธศตวรรษที่ 11-12) รจนามูลกัจจายนวยากรณ (ลิขิต ลิขิตานนท์, 2527 : 478-480)

วรรณกรรม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ท่านญาณกิตติเถระได้รจนาระหว่างปี พ.ศ. 2028-2043 ท่านเป็นนักปราชญ์ล้านนาที่รจนาวรรณกรรมไว้มากกว่าผู้อื่น (ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 106)

3. พระสิริมังคลาจารย์ เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่ไม่อาจทราบแน่ชัดว่า พระสิริมังคลาจารย์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เพราะไม่มีหลักฐานปรากฏเช่นเดียวกับพระเถระองค์อื่นๆ นอกจากสันนิษฐานจากผลงานของท่าน ท่านเป็นชาวเชียงใหม่มีชีวิตอยู่ราว พ.ศ. 2020-2100 ประจำอยู่วัดสวนขวัญ (วัดตำหนักในปัจจุบัน) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปประมาณ 4 กิโลเมตร ท่านเคยไปศึกษาที่ลังกา และเคยเป็นอาจารย์ของพระเมืองเกษเกล้า (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2528 : 116)

สิงฆะ วรรณสัย, (2523 : 18) กล่าวว่าผลงานของพระสิริมังคลาจารย์คงเป็นช่วงที่ท่านจำพรรษาที่วัดตำหนัง สวนขวัญ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง เชียงใหม่ และคงใช้เวลาค้นคว้ารจนาคัมภีร์ต่างๆ จากหอธรรมที่ท่านรวบรวมไว้ เพราะว่าปรากฏว่าผลงานของท่านมีการอ้างอิง บอกถึงที่มาโดยละเอียด นับว่าท่านเป็นนักปราชญ์ที่มีผลงานอ้างอิงที่ก้าวหน้าเกินยุคสมัยของท่านมาก

อุดม รุ่งเรืองศรี และ สดุภณ จังกาจิตต์ ศึกษาผลงานของท่านและได้แบ่งผลงานของท่าน สรุปได้ ดังนี้

พระสิริมังคลาจารย์รจนาผลงานไว้ 4 เรื่องซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

การอธิบายคัมภีร์ที่มีมาแต่เดิม ผลงานประเภทนี้มีด้วยกัน 3 เรื่อง ดังนี้

1.เวสสัน ตรทีปนี รจนาสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2060 ในรัชกาลพระเมืองแก้ว อธิบายอรรถกถาเวสสันดรชาดก เกี่ยวกับความเบ็ดเตล็ดเกร็ดเล็กน้อยต่างๆ ที่น่าสนใจ ตลอดจนวิธีแบ่งคาถาในเวสสันดรชาดกอีกด้วย คัมภีร์นี้มีความยาวบั้นต้น 40 ผูก บั้นปลาย 10 ผูก

2.  สังขยาปกาสกฎีกา เป็นหนังสืออธิบายคัมภีร์สังขยาปกาสกะ ที่พระญาณวิลาสเถระชาวเชียงใหม่รจนาเมื่อ พ.ศ. 2059 เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น รจนาเมื่อ พ.ศ. 2063 จำนวน 2 ผูก

3. มังคลัตถทีปนี หรือ มงคลทีปนี เป็นวรรณกรรมเรื่องเอกที่มีชื่อเสียงยิ่งของพระสิริมังคลาจารย์ รจนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2067 เพื่อเป็นการอธิบายความในมงคลสูตร ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก 2 แห่ง คือ ในขุททกปาฐะและสุตตนิบาต ซึ่งทั้งสองนี้อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มีอรรถกถาชื่อ ปรมัตถโชติกา ซึ่งพระพุทธโฆสะเป็นผู้รจนาไว้อันเป็นพระสูตรที่แสดงถึงการปฏิบัติที่เป็น มงคลรวม 38 ประการ เช่น การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ฯลฯ ท่านได้อธิบายถึงความหมายของพระสูตรนี้โดยละเอียดด้วยภาษาบาลีอันไพเราะและ สละสลวย และนำเรื่องจากคัมภีร์และชาดกอื่นๆ มาอธิบายประกอบมังคลัตถทีปนี นี้ได้แปลเป็นภาษาไทยความยาว 893 หน้า และพิมพ์เผยแพร่หลายครั้งแล้ว เพราะเป็นหลักสูตรที่ผู้เรียนปริยัติธรรมจะต้องศึกษา

ส่วนคัมภีร์ที่รจนาขึ้นใหม่ มีเพียงเรื่องเดียว คือ

4.จัก กวาฬทีปนี ซึ่งเรื่องนี้ท่านได้ผูกโครงเรื่องขึ้นก่อน โดยแบ่งเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับจักรวาลออกเป็นตอนๆ จากนั้นก็อธิบายเรื่องราวตอนนั้นๆ อย่างละเอียดลออ โดยอ้างหลักฐานจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ มาประกอบ รจนาเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2063 กล่าวถึงเรื่องราวในจักรวาลหรือโลกธาตุ พรรณนาถึงภูมิที่เกิดของสัตว์ทั้งหลาย อาหารของสัตว์ ภูเขา แม่น้ำ เทวดา อสูร ฯลฯ ดังนี้

–          ภูเขา พรรณนาถึงเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์และเขาต่างๆ ในป่าหิมพานต์

–          สระ พรรณนาถึงสระอโนดาต กัญญมุณฑก รถกรก ฉัททันต์ กุนาล ฯลฯ

–          นที พรรณนาแม่น้ำต่างๆ เช่น คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิ ฯลฯ

–          ทวีป พรรณนาชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป บุพพวิเทห และอมรโคยาน เป็นต้น

–          ภูมิของสัตว์ต่างๆ เช่น อบายภูมิ คือ นิรยะ ติรัจฉานโยนิ เปตวิสัย อสุรกาย และมหานรก 8 ขุม เช่น สัญชีวะ กาลสุตตะ สังฆาตะ ปตาปนะ เป็นต้น

–          อสูร พรรณนา เวปจิตต สัมพร อสุโรช ปหารท ราหุ เป็นต้น

–          ภุมมเทวดา คือ เทวดาที่อยู่บนพื้นดินและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือทรงคุณประโยชน์ต่างๆ

–          อากาศเทวดา กล่าวถึงเทพที่สถิตอยู่ในอากาศ แต่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชั้นจตุมหาราชิก

–          มเหสักขเทวดา กล่าวถึง เทวดาที่สูงศักดิ์ต่างๆ ในฉกามาวจรเทวโล

–          พรหม กล่าวถึง พรหมต่างๆ ในพรหมโลก

นอก จากนี้ยังได้พรรณนา หรือวินิจฉัยเบ็ดเตล็ด ประกอบด้วย เรื่องอายุ อาหาร การคำนวณภูมิเรื่องต้นไม้ เรื่องโลก โลกธาตุ และเรื่องความไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดจนคำศัพท์ต่างๆ ก็ได้อธิบายไว้เช่น ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิบัติภวโลก ฯลฯ

เมื่อพิจารณาวิธีการรจนาคัมภีร์ทั้ง 4 เรื่องแล้ว จะเห็นว่าพระสิริมังคลาจารย์รจนาคัมภีร์แต่ละเรื่องขึ้นเพื่ออธิบายขยายความ ที่ยากหรือค่อนข้างยากให้คนทั่วไปเข้าใจรู้เรื่องอย่างแจ่มแจ้ง อันเป็นจุดประสงค์สำคัญของผลงานกลุ่มแรก ส่วนผลงานที่รจนาใหม่คือ การอธิยายเรื่องจักรวาลนั้น ก็เพื่อต้องการให้ชาวล้านนาที่สนใจและมิได้เป็นนักปราชญ์ที่ต้องการจะทราบ เรื่องจักรวาลอย่างถ่องแท้ละเอียดพิสดาร ตามแนวของพุทธศาสนาได้สามารถเข้าใจเรื่องราวได้อย่างชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องค้นคว้าหาอ่านมากมาย

นอกจากนี้ผลงานของพระสิริมังคลาจารย์ ยังสะท้อนให้เห็นความสนใจและการใฝ่หาความรู้ด้านพุทธศาสนาและวิชาการแขนง ต่างๆ ของชาวล้านนาในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-21 มีมากเพียงใด ทั้งยังเป็นความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้นั้นๆ อย่างแตกฉานอีกด้วย (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2528 : 116-117 และ สดุภณ จังกาจิตต์, 2521 : 142-155)

4.  พระรัตนปัญญาเถระ หรือพระสิริรัตนปัญญาเถระ พระเถระชาวเชียงรายรูปนี้ เป็นพระภิกษุรุ่นเดียวกันกับพระสิริมังคลาจารย์ เป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์มังราย อุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดป่าแก้ว เชียงราย ต่อมาได้มาศึกษาต่อที่เชียงใหม่ และพำนักอยู่วัดสีหลาราม หรือวัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน มณี พยอมยงค์กล่าวว่าท่านเคยพำนักที่วัดฟ่อนสร้อย (เดินอยู่ใกล้ตลาดประตูเชียงใหม่) ก่อนจนได้เป็นเจ้าอาวาส จากนั้นจึงย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอดในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นพระอารามหลวง

ผลงานของพระรัตนปัญญาเถระมีดังนี้

1.    มาติกัตถสรูปอภิธัมมสังคณี เป็นคัมภีร์อธิบายพระอภิธรรม ไม่ปรากฏปีที่รจนา

2.    วชิรสารัตถสังคหะ รจนาเมื่อ พ.ศ. 2078 ที่วัดมหาวนาราม เชียงใหม่ เป็นเรื่องศัพท์ย่อๆ ซึ่งเมื่อขยายใจความออกมาแล้วจะทำให้รู้ความหมายได้แจ่มชัด หรืออาจเรียกว่าเป็นหัวใจของธรรมะต่างๆ

3.    ชินกาลมาลี หือ ชินกาลมาลีปกรณ์ คัมภีร์นี้เริ่มรจนาเมื่อ พ.ศ. 2060 ในพรรษาที่ 23 ของพระรัตนปัญญา รัชสมัยพระเมืองแก้ว เนื้อเรื่องกล่าวถึงกาลของพระพุทธเจ้า โดยเรียบเรียงอย่างมีระเบียบ จึงได้ชื่อว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ รจนาถึงกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้โดยพิศดาร ว่าด้วยพุทธกิจว่าทรงทำอะไร ประทับอยู่ที่ไหน จนกระทั่งดับขันธ์ปรินิพพาน กาทำสังคายนาครั้งต่างๆ การจำแนกพระบรมธาตุ การเผยแพร่พุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ให้เวลาและสถานที่อย่างชัดเจน บอกกำหนดปีโดยครบถ้วน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประวัติของบุคคลและสถานที่ของเมืองสำคัญ คือ เชียงแสน เชียงราย ลำพูน และเชียงใหม่ รจนาเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2071 มีความยาว 14 ผูก กับ 14 ลาน วรรณกรรมบาลีเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์ล้านนาที่ใช้เป็น หลักฐานอ้างอิงได้เป็นอย่างดี และเป็นที่เชื่อถือตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งผู้รจนาก็ได้แสดงความมุ่งหมายในการแต่งไว้อย่างละเอียด สมกับที่เป็นผลงานชิ้นสำคัญ

ชินกาลมาลีปกรณ์ นับเป็นผลงานชิ้นเอกของนักปราชญ์ชาวล้านนา ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากมายหลายภาษา รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชบัณฑิตถึง 5 ท่าน ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยกลาง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกเป็นครั้งแรกในงานพระศพของพระราชวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2451 ต่อมาเสฐียร พันธรังษี ได้แปลเป็นภาษาไทยเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2474 ใช้ชื่อว่า ชินกาลมาลินี และในราว พ.ศ. 2500 แสง มนวิทูร ได้แปลเป็นภาษาไทยขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3 มีเชิงอรรถ อธิบายความให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

การแปลเป็นภาษาต่างประเทศเริ่มด้วย ยอร์ช เซเดส์ แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยตีพิมพ์คู่กับภาษาบาลี ลงในวารสารวิชาการของฝรั่งเศสติดต่อกัน 6 ฉบับ เมื่อ พ.ศ. 2468 สมาคมบาลีปกรณ์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พิมพ์เป็นภาษาบาลีด้วยอักษรโรมัน ต่อมาก็ได้พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย ในประเทศลังกา พระภิกษุชื่อพุทธทัตก็ได้แปลเป็นภาษาสิงหล พิมพ์คู่กับภาษาบาลี เมื่อ พ.ศ. 2498  จึงนับได้ว่าเป็นวรรณคดีล้านนาที่ได้รับการแปลและพิมพ์เผยแพร่มากที่สุด ชินกาลมาลีปกรณ์ จึงเสมือนเป็นคู่มือที่นักศึกษาชาวต่างประเทศได้ใช้เป็นหลักในการศึกษา ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย มานานแล้ว (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2528 : 118, ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 110 และประคอง นิมมานเหมินท์ 2517 : 46)

5.  พระพุทธพุกาม และพระพุทธญานเจ้า เราไม่ทราบประวัติของพระเถระทั้งสองท่านนี้ แต่ผลงานของท่านที่ปรากฏคือ มูลศาสนา ได้ระบุชื่อผู้รจนาไว้ในตอนท้ายของเรื่องนี้ ระยะเวลาที่รจนาก็ไม่ทราบแน่นอน เป็นหนังสือที่เก็บความรู้ ประวัติทางศาสนาจากที่มาหลายคัมภีร์ นำมารจนาไว้โดยละเอียด รวมทั้งแทรกเรื่องราวประวัติศาสตร์ และความเป็นไปของประชาชนในแหลมสุวรรณภูมิสมัยโบราณด้วย นับเป็นหนังสือคู่กับ จามเทวีวงศ์ และ ชินกาลมาลีปกรณ์ (ประคอง นิมมานเหมินท์, 2517 : 52-56) หนังสือเล่มนี้รจนาเป็นภาษาล้านนา

6.พระ สุวัณณรังสีเถระ พระภิกษุชาวเชียงใหม่รูปนี้ ต่อมาได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดวิชยาราม นครเวียงจันทน์ประเทศลาว และได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช ท่านได้รจนาคัมภีร์ 2 เรื่อง คือ คันถาภรณฎีกา ซึ่งเป็นหนังสืออธิบายคัมภีร์ชื่อ คันถาภรณะ ของชาวพม่า อันว่าด้วยหลักเกณฑ์ทางภาษาบาลี รจนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2128 หลังจากนั้นท่านได้รจนาเรื่อง ปฐมสัมโพธิกถา ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2388 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงนิพนธ์เรื่อง ปฐมสมโพธิกถา โดยถือเอาปฐมสัมโพธิกถาเป็นฉบับภาษาบาลีของพระสุวัณณรังสี เป็นหลักในการเรียบเรียง (ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 116)

7. พระพรหมราชปัญญา ท่านได้รจนาคัมภีร์ชื่อ รัตนพิมพวงศ์ อันเป็นตำนานในการสร้างพระแก้วมรกต

8.  พระอุตตรารามเถระ ได้รจนาคัมภีร์ชื่อ วิสุทธิมัคคทีปนี อันเป็นการอธิบายความในวิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์ แต่ต้นฉบับยังค้นหาไม่พบ (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2528 : 116)

รายนามของกวีล้านนาที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น เป็นยุคของวรรณกรรมบาลีที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพระไตรปิฎก ทั้งสิ้น และเป็นช่วงที่กล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรมล้านนาคือรัชกาลของพระเจ้า ติโลกราช และพระเมืองแก้ว นับเป็นเวลาภายหลังที่ได้มีการกระทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ที่วัดเจ็ดยอดเสร็จสิ้นลงเมื่อ พ.ศ. 2020 ทำให้มีนักปราชญ์ทางวรรณกรรมบาลีเกิดขึ้นมากมาย จนอาจกล่าวได้ว่าล้านนานั้นเป็นผู้นำในด้านวรรณกรรมบาลีของไทยมาจนปัจจุบัน นี้ ทั้งนี้เพราะคณะสงฆ์ไทยยังได้ใช้ตำราคัมภีร์อันเป็นผลงานของนักปราชญ์ดัง กล่าวเป็นหนังสือเรียนในการสอบบาลีสนามหลวงของพระภิกษุมาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงที่เชียงใหม่หรือล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านั้น นับว่าเป็นช่วงที่เสื่อมทางด้านการศึกษาหาความรู้และการรจนาคัมภีร์เพราะ บ้านเมืองไม่สงบ จนกระทั่งเชียงใหม่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน จึงปรากฏผลงานของกวีล้านนาอีก ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกวีที่ประจำราชสำนักเจ้าหลวงผู้ครองเมืองต่างๆ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง เป็นต้น ส่วนมากเป็นวรรณกรรมที่เป็นไปเพื่อความบันเทิง และกวีก็มักเป็นฆราวาสที่เคยบวชเรียนมาก่อน เช่น พระยาพรหมโวหาร เป็นต้น

9.  พระยาโลมาวิสัย

เป็นกวีในราชสำนักเจ้าหลวงลำปาง เดิมเป็นชาวจังหวัดเชียงราย เป็นผู้ที่มีความเปรื่องปราดสามารถยิ่งผู้หนึ่ง สันนิษฐานว่าน่าจะมีชีวิตอยู่ราว พ.ศ. 2330  ในสมัยที่เจ้าคำสม เจ้าดวงทิพย์ เจ้าหนานไชยวงศ์ เจ้านันทิยะ และเจ้าอินทร์ เป็นผู้ครองนครลำปาง ตามลำดับ พระยาโลมาวิสัยน่าจะรับราชการเป็นอาลักษณ์ในคุ้มหลวงลำปาง และต่อมาในสมัยเจ้าหลวงวรญาณรังสี ท่านก็คงยังรับราชการอยู่อีกหลายปี มณี พยอมยงค์สืบค้นทราบว่าผู้สืบเชื้อสายของพระยาโลมาวิสัย ปัจจุบันใช้นามสกุล “ไสยวงศ์” และได้อพยพจากลำปางมาตั้งรกรากที่บ้านท่าวังพร้าว ใกล้กับสะพานแม่ขาน อำเภอสันป่าตอง เชียงใหม่ พระยาโลมาวิสัยมีความสามารถทั้งการประพันธ์โคลงและค่าว ผลงานเท่าที่ทราบมีดังนี้

1.  โคลงหงส์ผาคำ ประพันธ์ด้วยโคลงสี่สุภาพสลับกับโคลงสาม และโคลงสอง จำนวน 907 บท ประพันธ์ในปี พ.ศ. 2395

2. ค่าวซอหงส์ผาคำ เนื้อเรื่องเหมือนโคลงหงส์ผาคำ แต่ประพันธ์ด้วยฉันทลักษณ์ค่าว ซึ่งเป็นฉันทลักษณ์ที่ได้รับความสนใจมากในระยะนั้น นับเป็นกวีล้านนาคนแรกที่ใช้คำประพันธ์ค่าวเขียนวรรณกรรมเรื่องยาวเพื่อความ บันเทิง

3. ค่าวซอเรื่องเจ้าสุวัตร นางบัวคำ เมื่อเรื่องค่าวซอหงส์ผาคำประสบความสำเร็จได้รับความสนใจจากมหาชน จึงได้ประพันธ์ค่าวซอเรื่องเจ้าสุวัตร นางบัวคำ ในเวลาต่อมา (มณี พยอมยงค์, 2516 : 90)

10.พระยาพรหมโวหาร พระยาพรหมโวหารนับเป็นกวีที่เลิศในทางการประพันธ์ค่าว เป็นศิษย์พระยาโลมาวิสัย เป็นบุตรของแสนเมืองมา ผู้ดูแลคลังของเจ้าหลวงลำปาง พระยาพรหมเดิมชื่อ พรหมินทร์ เกิดเมื่อ 2345 ได้เล่าเรียนเบื้องต้นจากครูบาอุปนันทะ เจ้าอาวาสวัดสิงห์ชัย เมื่ออุปสมบทแล้วได้เดินทางมาศึกษากับครูบาปินตาเจ้าอาวาสวัดสุขเข้าหมิ้น (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณวัดเจดีย์หลวง) เชียงใหม่ ศึกษาได้ 3 ปี จึงกลับไปลำปาง เมื่ออายุประมาณ 25-26 ปี ได้ลาสิกขาบทและได้แต่งค่าวเรื่อง ใคร่สิก ขึ้นเพื่อลาอาจารย์และอุบาสกอุบาสิกา

เมื่อสึกแล้ว บิดาจึงได้นำตัวไปฝากเป็นศิษย์ของพระยาโลมาวิสัย ผู้เป็นเพื่อน พระยาพรหมจึงได้รับราชการในราชสำนักเจ้าหลวงลำปาง ทำงานด้านอาลักษณ์ และยังรับจ้างเขียนเพลงยาวที่เรียกว่า ค่าวใช้ ให้หนุ่มสาวที่มาจ้างเขียนอีกด้วย

ต่อมาเจ้าหลวงนครลำปางสั่งให้พระยาพรหมไปซื้อช้างที่เมืองแพร่ แต่พระยาพรหมเอาเงินที่จะซื้อช้างไปเล่นการพนันเสียจนหมดตัว เมื่อถูกทวงถามจึงแต่งค่าวชื่อ ช้างขึด บรรยายว่าช้างที่ว่านั้นเป็นช้างอัปมงคล (ขึด) ส่งไปลำปางเป็นคำตอบ การซื้อช้างไม่ได้นี้เป็นเหตุให้พระยาพรหมกลับไปลำปางไม่ได้ ต้อหนีอาญาอยู่ที่เมืองแพร่

ด้วยความสามารถในเชิงกวี ทำให้เจ้าหลวงเมืองแพร่รับเข้าเป็นกวีในราชสำนัก แต่เกิดมีเรื่องชู้สาวกับสนมเจ้าหลวงแพร่ จึงถูกจับขังและเตรียมจะประหารชีวิต แต่เจ้าอุปราชคำวงสาซึ่งโปรดปรานพระยาพรหม ขอร้องเจ้าหลวงให้รอลงอาญาไว้จนกว่าพระยาพรหมจะแต่งค่าวฮ่ำดำหัวเจ้านายให้ เสร็จก่อน ต่อมาพระยาพรหมได้หนีออกจากคุกและได้พาศรีชมไปอยู่ด้วยที่บ้านสันคอกควาย อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มีอาชีพค้าขาย ต่อมาพระยาพรหมไปทวงหนี้ที่บ้านทุ่งยั้ง กลับมาพบว่าศรีชมได้หอบข้าวของหนีตนไปโดยไม่บอกกล่าว พระยาพรหมเสียใจมากได้แต่งเพลงยาวขึ้นเพื่อให้ศรีชมอ่าน เรียกกันว่า ค่าวสี่บท หรือ ค่าวร่ำนางชม ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของพระยาพรหม ท่านแต่งเรื่องนี้ด้วยความสะเทือนใจในเรื่องรักที่ไม่สมหวัง เป็นการระบายอารมณ์กวีได้อย่างลึกซึ้ง มีข้อความไพเราะกินใจ เป็นคติจนเป็นที่จดจำของคนทั้งหลายต่อมาอย่างติดปาก ทั้งนี้เพราะท่านได้ปรับปรุงฉันทลักษณ์ของค่าวให้มีสัมผัสแพรวพราว ดังตัวอย่าง

“การบ่กิน บ่ช่างยู้ย้น                       บ่ตัดรากต้น งูนราน

ยามเมื่อรัก น้ำส้มว่าหวาน                  ใจบ่เชยบาน น้ำตาลว่าส้ม

เมื่อสองฟู่กัน ตกลงเหลียกหล้ม            พี่ปลงอารมณ์ เชื่อน้อง

ก็มีบ่สม เหมือนชมปากพ้อง               จาฟู่หย้อง เอางาม

ปากว่ารัก ใจในบ่ตาม                       ฟู่เอางาม น้ำใสซ่วยหน้า

พ้อยบ่มีเหมือน คำนายฟู่ข้า                บ่สมวาทา แห่งน้อง”

ต่อมาพระยาพรหมขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ เพราะเจ้าแม่ทิพเกสรโปรดละครแบบกรุงเทพ จึงให้พระยาพรหมแปลงความเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ จากภาษาไทยกลางมาเป็นคำค่าวภาษาล้านนา และได้เข้ารับราชการอยู่กับพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ (เจ้าชีวิตอ้าว) เมื่อ พ.ศ. 2404 เป็นที่โปรดปรานของทั้งเจ้าชีวิตอ้าวและจ้าแม่ทิพเกสร และได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อ พ.ศ. 2430 อายุ 84 ปี

นอกจากจะเป็นกวีที่มีโวหารกล้าแล้ว ยังเป็นผู้มีความรู้ในศาสตร์อื่นๆ อีก เช่น ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ คชศาสตร์ ว่าด้วยการดูลักษณะช้าง ตลอดจนความรู้ทางด้านสมุนไพรต่างๆ จึงได้ใช้ความรู้เหล่านี้ประกอบในการแต่งกวีนิพนธ์ เช่น มหาพนตำรายา ที่แสดงความสามารถในเชิงกวี และความรู้ทางด้านตำรายาเกี่ยวกับต้นไม้ในป่าประกอบเรื่องมหาชาติชาดก กัณฑ์มหาพนของท่าน ดังกล่าวแล้ว

ผลงานของพระยาพรหมมีดังนี้

1.    ค่าวใคร่สิก

2.    ค่าวช้างขึด

3.    คำจ่ม

4.    ค่าวสี่บท หรือค่าวร่ำนางชม

5.    ค่าวหงส์หิน (ตรวจชำระตั้งแต่บทที่ 1-5) เข้าใจว่าจะเป็น ค่าวหงส์ผาคำ ที่พระยาโลมาวิสัยแต่งขึ้น

6.    ค่าวปู่สอนหลาน

7.    ค่าวพระอภัยมณี (แปลงจากกลอนของสุนทรภู่มาเป็นค่าว)

8.    มหาพนตำรายา

9.    ค่าวสรรพคำสอน

10.           ค่าวใช้ หรือเพลงยาวจดหมายรักของหนุ่มสาวสมัยโบราณของล้านนา

(มณี พยอมยงค์, 2516 : 110-115)

น่าเสียดายที่ผลงานบางเรื่องหาต้นฉบับไม่พบ เช่น ค่าวช้างขึด แต่ผลงานที่แพร่หลายมากก็มี เช่น คำจ่ม และค่าวสี่บท มีการพิมพ์เผยแพร่และยังพอจะหาศึกษาได้ ผู้เรียบเรียงได้ทราบมาว่า เรื่อง ค่าวสี่บท ของท่านได้รับการถ่ายทอดด้วยอักษรโฟเนติคเป็นภาษาล้านนา เพื่อเผยแพร่แก่นักศึกาาชาวต่างประเทศ และมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษเมื่อนานมาแล้ว (วิคโก บรุน, สัมภาษณ์ เมื่อ พ.ศ. 2523)

ปัจจุบัน ชมรมกวีพื้นบ้านล้านนาได้พยายามรวมตัวกันเพื่อฟื้นฟูการแต่งค่าวในโอกาส ต่างๆ และได้จัดให้มีการไหว้ครูค่าว โดยถือเอาพระยาพรหมโวหารเป็นบรมครู ในวันที่ 12 เมษายนของทุกๆ ปี โดยมาจัดงานร่วมกันที่อนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานที่หน้าวัดสวนดอก อำเภอเมือง เชียงใหม่ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีแก่วงการกวีพื้นบ้านล้านนา

11.  พระยาปัญญาพิทธาจารย์ (พระยาพื้น)

ไม่ทราบประวัติที่แน่นอน กล่าวกันว่า ท่านเป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด บ้านอยู่ทิศตะวันตกของวัดผ้าขาว อำเภอเมือง เชียงใหม่ ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า พระยาพื้น สันนิษฐานว่ามีชีวิตร่วมสมัยกับพระยาโลมาวิสัย เชื่อกันว่าท่านทั้งสองเคยพบและประลองฝีปากคำโคลงกัน ทั้งนี้เพราะต่างก็เป็นกวีในราชสำนัก แต่คนละเมือง พระยาพื้นประจำราชสำนักนครเชียงใหม่ ปัจจุบัน ลูกหลานท่านใช้นามสกุล พื้นพิทธา

มณี พยอมยงค์ อ้างว่าได้พบตำราของพระยาพื้นว่าด้วยศัพท์ศาสตร์ และตำรา โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เขียนโดยพระยาปัญญาพิทธาจารย์ ซึ่งระบุปี พ.ศ. ต่างๆ กัน มีระยะเวลาถึง 4 เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่คือ เจ้าหลวงช้างเผือกธรรมลังกา พ.ศ. 2357 เจ้าหลวงเศรษฐี (คำฝั้น) พ.ศ. 2464 เจ้าหลวงแผ่นดินเย็นพุทธวงศ์ พ.ศ. 2368 และพระเจ้ามโหตรประเทศ พ.ศ. 2389 จึงไม่ทราบว่าท่านเกิดเมื่อใด และถึงแก่กรรมปีไหน เล่ากันว่าหลังจากท่านถึงแก่มรณกรรมแล้ว ลูกหลานของท่านได้ขนเอาคัมภีร์ใบลานและพับหนังสาของท่านไปไว้วัดผ้าขาวถึง 4 เล่มเกวียน แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นนักปราชญ์ นักศึกษา และกวีสำคัญคนหนึ่งของล้านนา

ผลงานของพระยาปัญญาพิทธาจารย์เท่าที่ทราบมีดังนี้

1.    คำยอคุณพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกกันว่ายอคุณแบบสุเมธฤาษี

2.    คำประกาศเทพยดา

3.    คำแผ่กุศลแก่เทวดา

4.    คำแผ่กุศลแด่เทพเจ้าดาวนพเคราะห์ทั้งหลาย

5.    คำเรียกขวัญลูกแก้ว (เรียกขวัญนาค)

6.    เกลาสำนวนมหาชาติจากของเก่าบางกัณฑ์ เช่น กัณฑ์กุมาร มัทรี มหาราชและ นครกัณฑ์

7.    ค่าวอุทาหรณ์ คำสอนต่างๆ

8.    โคลงคำสอน คล้ายโคลงโลกนิติ

หาก จะพิจารณาตามลักษณะแห่งการประพันธ์ จะเห็นได้ว่าพระยาปัญญาพิทธาจารย์ จะต้องเคยบวชเรียนในพระพุทธศาสนาจนมีความรู้เชี่ยวชาญทางอรรถบาลีเป็นอย่าง ดี เพราะเนื้อความที่ท่านแต่งเกือบจะทุกเรื่องเต็มไปด้วยศัพท์ภาษาบาลี และนำมาใช้ติดต่อเชื่อมกันได้อย่างเหมาะสม มีข้อความเปรียบเทียบลึกซึ้งกินใจอย่างน่าพิศวง ในด้านคำเรียกขวัญนาคและคำโอกาสเวนทานนั้น นับว่าเป็นแบบฉบับของอาจารย์เวนทานในปัจจุบันเลยทีเดียว (มณี พยอมยงค์, 2516 : 94-109)

ตัวอย่างคำเรียกขวัญลูกแก้ว

“สรีสวัสดี ไชยมังคลอันประเสริฐ วันนี้เป็นวันอันล้ำเลิศมหาอุจจา เอาศักราชมาตั้งเล่า เอาร้อยแปดเข้ามาหาร ปัญจมานคูณใส่ ดิถีไล่เป็นขอม เกณฑ์เดือนรอมเข้าบวก เอาเลขเก้าลวดลงหาร เศษเป็นฐานไชยโชค อุตตมโยคใสสรี เป็นเกิน (บันได) แก้วสวัสดี แควนยิ่ง เทพไท้มิ่งมเหสักขา เทวบุตตาตนใหญ่ ยกย่างย้ายเข้าสู่รวายศรี จันทะดีเรียงอยู่ นักขัตตฤกษ์คู่มหาไชย อังคารไปสู่เมษ ได้เกษตรตัวดี สุขสรีย้ายจาก เป็นอุตตมาสมหาไชย ราหูไปเป็นหมู่ พุธเข้าสู่เมถุน….ฯลฯ…….”

12.  ศรีวิไชย (โข้) เดิมมีชื่อว่า โข้ เป็นบุตรนายน้อยเทพ นางแก้ว เทพยศ ชาวบ้านศรีลอ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ได้บวชเรียนเป็นสามเณรอยู่ที่วัดศรีบุญเรือง จนอายุได้ 18 ปี จึงลาสิกขาบท มีความถนัดพิเศษในการแต่งค่าวหรือเพลงยาว (ค่าวใช้) อายุประมาณ 20 ปี ได้สมัครเป็นลูกจ้างพ่อค้าช้างเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ต่อมาเป็นกามโรคจนตาบอดทั้งสองข้างที่เมืองน่าน จึงกลับมาอยู่ข้างวัดศรีบุญเรือง เมืองแพร่ เมื่อภรรยาคนแรกถึงแก่กรรม ไถ่ซื้อนางสมมาเป็นภรรยาคนที่ 2 นางสมสามารถเป็นเสมียนเขียนคำประพันธ์ตามคำบอกของศรีวิไชยได้เป็นอย่างดี ศรีวิไชยมีชื่อเสียงด้านปฏิภาณกวี สามารถแต่งค่าวชมเรือนหลวงเจ้าผู้ครองนครแพร่ได้เพียงแต่ใช้มือคลำเท่านั้น และได้แต่งค่าวชมประตูหน้าต่างเรือนหลวงไว้ ดังนี้

“จักจัดอ่านนับ ประตูหับไข สะลอกนอกใน นับไปหมดเสี้ยง มีเจ็ดสิบสอง เหล็กลอง กลมเกลี้ยง จดจันเจียงแซว่ไว้ ศรีวิชา ตัวข้าบาทไท้ จักใส่ชื่อตั้งทวารา ประตูนึ่งนั้น ชื่อชั้นคำขา เข้าแล้วออกมา งามเหลือเก่าหน้อย ประตูถ้วนสอง ชื่อฟองคำสร้อย คำไหลมาคอย ผ่อซ้าว…..ฯลฯ….”

ผลงานของศรีวิไชย (โข้) มีดังนี้

1.    ค่าวซอบัวรวงศ์หงส์อามาตย์

2.    ค่าวซอสมภมิตร

3.    ค่าวซอสุวัณณเมฆะหมาขนคำ

4.    ค่าวซอจันทกุมาร

5.    ค่าวเงี้ยวปล้นคุ้มหลวง

(มณี พยอมยงค์, 2516 : 119-124 และสุรสิงห์สำรวม ฉิมพะเนาว์, 2521 : 3)

13.  ท้าวสุนทรพจนกิจ

เป็นชาวเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เดิมชื่อบุญมา พ่อชื่อคัมภีระ แม่ชื่อเที่ยง เคยอุปสมบทเป็นสามเณร เมื่อลาสิกขาแล้วจึงถูกเรียกตามแบบชาวเชียงแสนว่า ใหม่บุญมา คำว่า ใหม่ เหมือนคำว่า น้อย ที่ใช้นำหน้าชื่อผู้เคยบวชเณร ท่านอพยพจากเชียงแสนมาเมื่อ พ.ศ. 2424 เป็นผู้มีอุปนิสัยชอบในการแต่งค่าวแต่งซอ โดยเฉพาะ ค่าวใช้ ได้รับจ้างเขียนเป็นประจำจนมีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วเชียงใหม่

ต่อมาได้เป็นที่โปรดปรานของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้แต่งบทละครบ้าง เรื่องอื่นๆ บ้าง เป็นที่พอพระทัย จึงแต่งตั้งให้ใหม่บุญมาเป็นท้าวสุนทรพจนกิจ ชีวิตบั้นปลายได้อุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดพันตอง เชียงใหม่ พระสุนทรพจนกิจถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2480 อายุ 72 ปี ท่านเป็นกวีขี้เมา แม้เป็นพระก็แอบดื่มเหล้าบ่อยๆ อ้างว่าถ้าไม่ดื่มจะเขียนบทกวีไม่ออกบทประพันธ์ที่แต่งมีมากมาย แต่สูญหายเป็นส่วนมาก

ผลงานของท้าวสุนทรพจนกิจ เท่าที่ทราบมีดังนี้

1.    ซอค่าวเชียงแสน เป็นตำนานเรื่องพระศรีวิชัย วัดบ้านปาง ซึ่งสิงฆะ วรรณสัยได้ปริวรรตเป็นอักษรไทยกลาง ให้ชื่อว่า สารประวัติครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย

2.    ซอพระลอเดินดง

3.    บทละครเรื่องน้อยใจยา นางแว่นแก้ว ซึ่งเป็นบทละครร้องที่เลียนแบบละครร้องของกรุงเทพฯ แต่ท่านนำมาดัดแปลงเป็นละครซอ โดยใช้ทำนองซอของล้านนามาประยุกต์เป็นเพลงร้องต่างๆ และที่เป็นอมตะมาจนปัจจุบันนี้ก็คือ เพลงน้อยใจยา ซึ่งเป็นคำร้องและทำนองของท้าวสุนทรพจนกิจ ส่วนเนื้อเรื่องนั้น พระราชชายาทรงคิดเค้าโครงเรื่องให้

4.    ซอยิ้น เป็นคำร้องเพื่อขับร้องรับเสด็จ รัชกาลที่ 7 พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จเชียงใหม่ และสมโภชช้างเผือก

5.    ซอพม่าเสเลเมา เพลงอื่อ เรื่อง เจ้าสุวัตร นางบัวคำ

6.    ซอเสเลเมาลำดับกัณฑ์เรื่อง มหาชาติ

7.    ค่าวร่ำการสุขาภิบาล

8.    ซอเรียกขวัญลูกแก้ว

14.  เจ้าสุริยวงศ์ (คำตัน สิโรรส) เป็นโอรสเจ้าน้อยกาวิละ เจ้านายในราชสกุลเชียงตุง (เขมรัฐ) ที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ กับเจ้าหญิงจันทน์หอม ณ เชียงใหม่ เจ้าสุริยวงศ์รับราชการในสมัยพ่อเจ้าอินทวโรรสสุรยวงศ์ (ระหว่าง พ.ศ. 2440-2452) เป็นผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญหลายด้าน เป็นกวีที่ฝีปากดีเยี่ยม ทั้งเป็นนายช่างเอกที่มีความชำนาญสูงยิ่งในการแกะสลัก ผลงานช่างของท่านคือ แท่นแก้วพระพุทธรูปและสัตตปริภัณฑ์ (เชิงเทียนขนาดใหญ่) ปัจจุบันอยู่ในวัดสำเภา เชียงใหม่ ด้านราชการงานปกครอง เป็นนายกองตระเวนด่านชายแดนด้านแม่ฮ่องสอน ขุนยวม ซึ่งมีโจรผู้ร้ายชุกชุม จนเป็นที่เกรงขามทั้งคนไทยและคนต่างชาติ สมรถกับเจ้าหญิงสุคัณธา ณ เชียงใหม่ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2478 ท่านเป็นต้นสกุลสิโรรส

ผลงานของท่าน มีดังนี้

1.    ค่าวซอเรื่อง หงส์หิน

2.    มหาชาตินครกัณฑ์สมัยใหม่ ชาวบ้านเรียกว่า นครเจ้าสุริยะ หรือ นครสมัย

ตัวอย่างมหาชาตินครสมัย (ตอนพรรณนาจตุรงคเสนา)

“……. รถเกวียนครางคะครื้น นับหลายหมื่นมวลมี สารถีขับแล่น วาดแส้แกว่ง แพรวพราว บางเหล้มใส่กะไหล่เดินขาวเขียนพาด ดูสะอาดติดยาง รถยนต์คราวเทียวไต่ ขับรถไขว่สานสน พะตืนบนหนังฟอก กระจกรอบปิดตัน เพื่อหื้อกันลมฝุ่น ละอองมุกมุ่น มัวควัน รถยนต์คันน้อยใหญ่ ขับอวดให้สาวดู แต่งตัวหรูขึ้นขี่ รถแท็กซี่ขับเอง ชุมนักเลง หุมชอบ ขี่เกี้ยวปลอบนารี บางเหล้มทาเป็นสีลูกหว้า บางเหล้มทาสีกรมท่าเขียวขาว บางเหล้มทาสีแดงพราวสะอาด ชักเส้นพาดเขียนดี ดุมคัชซีซ่อมใหม่……ฯลฯ…….”

(มณี พยอมยงค์, 2516 : 125-141)

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)