Get Adobe Flash player

กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศตั้งตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2515 โดยให้มีเขตการปกครอง รวม 11 หมู่บ้าน คือ

  หมู่ที่ 1 โอนจากหมู่ที่ 11 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 2 โอนจากหมู่ที่ 12 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 3 โอนจากหมู่ที่ 19 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 4 โอนจากหมู่ที่ 15 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 5 โอนจากหมู่ที่ 14 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 6 โอนจากหมู่ที่ 13 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 7 โอนจากหมู่ที่ 20 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 8 โอนจากหมู่ที่ 21 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 9 โอนจากหมู่ที่ 17 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 10 โอนจากหมู่ที่ 16 ตำบลเจดีย์คำ
  หมู่ที่ 11 โอนจากหมู่ที่ 18 ตำบลเจดีย์คำ

มีอาณาเขตดังนี้ (ข้อมูลเดิม ก่อนการตั้งเป็นตำบลร่มเย็น)

  ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย และเขตอำเภอหงสา แขวงไชยบุรี ประเทศลาว โดยถือแนวเขตกึ่งกลางลำห้วย ห้วยต้าง แบ่งเขตกับตำบลสบบงและแนวสันปันน้ำของเขาสันขวางแบ่งเขตกับ ราชอาณาจักรลาว
  ทิศใต้ ติดต่อกับตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย และตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย โดยถือกึ่งกลางห้วยสา เป็นแนวแบ่งเขต
  ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลยอด อำเภอปง จังหวัดเชียงราย และเขตราชอาณาจักรลาว โดยถือแนวเขตสันปันน้ำดอยกู้ เป็นแนวแบ่งเขตกับตำบลยอด อำเภอปง จังหวัดเชียงราย และราชอาณาจักรลาว
  ทิศตะวันตก ติดต่อกับตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย โดยถือกึ่งกลาง แนวเขตทางเกวียน จากหมู่ที่ 8 (บ้านดอนลาว) ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย ไปดงป่าแดง ถึงตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย และจากกึ่งกลางแนวรองศรี บ้านหมู่ที่ 8 ผ่านหมู่ที่ 9 และ 10 ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย ไปจดตำบลเวียง เป็นแนวแบ่งเขต (ราชกิจจานุเบิกษา เล่มที่ 89 ตอนที่ 135 12 กันยายน 2515 หน้าที่ 24)


ประวัติความเป็นมา : (ปัจจุบัน แก้ไขข้อมูลแล้ว พ.ศ. 2556)

     ตำบลร่มเย็นเป็นตำบลที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ เป็นตำบลขนาดใหญ่มี 22 หมู่บ้าน ประชากรอยู่กันหนาแน่น มีประชากรหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ชาวเขาเผ่าม้ง ชาวเขาเผ่าเมี่ยน (เย้า) ชาวไทยอีสาน ชาวไทยเหนือ ชาวไทลื้อ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา เหมาะกับการทำการเกษตรกรรม นอกจากนั้นยังได้มีโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านหนองห้า ยังได้มีพี่น้องชนชาติพันธุ์ เมี่ยน (เย้า) ปกากะญอ (กะเหรี่ยง) อาข่า, มูเซอ อีกด้วย ติดตามอ่านเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่เลยครับ

สภาพทั่วไปของตำบล :

     พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา และมีพื้นที่ราบสำหรับทำการเกษตร มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ วัดพระธาตุดอยคำ เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่บนภูเขา และมีถ้ำผาแดงซึ่งเป็นถ้ำหินปูน กว้างประมาณ 10 เมตร ลึกประมาณ 500 เมตร นอกจากนั้นแล้ว ยังมีถ้ำน้ำลอด ถ้ำตา ถ้ำยาย และดอยผาขาม ซึ่งมีตำนานให้น่าติดตามมากมาย

คลิ๊กอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับดอยผาขามได้เลยครับ

อาณาเขตที่ตั้ง :

  ทิศเหนือ ติดกับตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูชาง จังหวัดพะเยา
  ทิศใต้ ติดกับตำบลเวียง และตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  ทิศตะวันออก ติดกับติดกับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และบางส่วนของ ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน
  ทิศตะวันตก ติดกับตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ และ ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา

จำนวนประชากร :

จำนวนประชากรในเขต อบต. 10,767 คน และจำนวนหลังคาเรือน 2,466 หลังคาเรือน

ข้อมูลด้านอาชีพ :

อาชีพหลัก ทำนา ทำไร่
อาชีพเสริม ทำไร่ ทำสวน ยางพารา ลำไย ลิ้นจี่

ข้อมูลสถานที่สำคัญ :

  1. วัดพระธาตุดอยคำ 6. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
  2. ถ้ำผาแดง 7. ดอยผาขาม
  3. ถ้ำน้ำลอด 8. วนอุทยานแห่งชาติ
  4. ถ้าตาถ้ำยาย 9. อ่างเก็บน้ำญวน
  5. น้ำตกภูอานม้า 10. อ่างเก็บน้ำห้วยสาและถ้ำ


เป็นตำบลที่มีประชากรหลายเผ่าพันธุ์ คือ ชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าเย้า ชาวไทยอีสาน ชาวไทยเหนือ ชาวไทยลื้อ เดิมขึ้นอยู่กับตำบลเจดีย์คำ ได้แยกออกมาเป็นตำบลร่มเย็น โดยมีนายตุ้ย อินต๊ะสิน เป็นกำนันคนแรก เมื่อ พ.ศ.2515-2528 ,นายต่วน ใจสุข เมื่อ พ.ศ.2528-2547 และนายเจริญ แจ้งสว่าง เมื่อ พ.ศ.2547-ปัจจุบัน มีประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน ดังนี้

003
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่

1. บ้านร้อง หมู่ที่ 1 เป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านอพยพมาจากจังหวัดน่าน เดิมชื่อบ้านร่องขมิ้น เพราะเหตุชาวบ้านนิยมปลูกขมิ้นกันมาก หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มติดสองฝั่งของลำน้ำญวน และมีลักษณะของที่ตั้งของหมู่บ้านเป็นสถานที่ลุ่ม และต่ำกว่าหมู่บ้านอื่นๆ จึงได้ชื่อว่าบ้านร่อง ต่อมาเพี้ยนเป็นบ้านร้อง (ข้อมูลโดยนายมา ชุมภู ผู้ใหญ่บ้าน)

 

006
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่

2. บ้านหนอง หมู่ที่ 2 ประมาณ ปี พ.ศ.2080 ถอยหลังไปบริเวณสถานที่ตั้งหมู่บ้านและวัดแห่งนี้เป็น สระหนองอันร่มเย็นกว้างใหญ่ กาลเวลาผ่านมานับปีไม่ถ้วน น้ำในสระหนองดังกล่าวก็เริ่มตื้นเขินไป ปีละเล็กละน้อยในที่สุดก็หมดสภาพความเป็นสระหนองมีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเต็มไป หมด ได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้อพยพมาจากอำเภอสา จังหวัดน่าน ตามคำบอกเล่าสืบตามกันมาว่า ประชาชนที่มาอยู่ครั้งแรก จำนวน 7 ครอบครัว มีเจ้าบุญอุ้ม, แม่นายตุ่น, แม่นายเผือ, แม่นายแต่น พร้อมด้วยครอบครัวและญาติพี่น้องรวมเจ็ดครอบครัว เนื่องจากที่จังหวัดน่านมีประชาชนหนาแน่น ที่ทำมาหากินคับแคบ ได้ทราบข่าวว่าที่จังหวัดเชียงรายมีเนื้อที่กว้างขวางโดยตั้งใจจะไปอยู่ที่ อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย พอเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้เข้าก็เกิดความชอบใจ เพราะมีสถานที่ราบรื่นมีที่ดินและแม่น้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำไร่ทำสวนทำ นาหาเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม กาลเวลาผ่านไปก็มีสมาชิกในหมู่บ้านเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ทุกคนอยากให้มีวัดประจำหมู่บ้านไว้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล จึงได้ปรึกษากันแล้วก็พากันหาสถานที่อันเหมาะสมแล้วก็ได้ทำการแผ้วถางและทำ การก่อสร้างศาลาบำเพ็ญบุญหนึ่งหลังและกระท่อมสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของพระ ภิกษุสามเณรอีกหลังหนึ่ง พอสร้างเสร็จแล้วก็ได้ส่งตัวแทนในหมู่บ้านจำนวนหนึ่งไปกราบอาราธนานิมนต์พระ ภิกษุสามเณรที่อำเภอสา จังหวัดน่าน ไม่ทราบว่าเป็นวัดบ้านอะไร ในเมื่อได้นิมนต์พระภิกษุสารเณรเสร็จแล้วก็พากันเดินทางกลับ ไม่มียานพาหนะเหมือนสมัยปัจจุบัน พากันเดินเท้ามีเส้นทางสุดยากลำบากขึ้นเขาลงห้วย ผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ มือค่ำที่ไหนก็ขอนอนกับชาวเขาชาวดอยเหล่านั้น พอสว่างก็เดินทางต่อ บุญมาวาสนาส่งเป็นอย่างมากในระหว่างการเดินทางมาวันหนึ่งได้พบเห็นป่าบริเวณ ข้างทางนั้นน่าอัศจรรย์มีต้นไม้เขียวชอุ่ม ส่วนบริเวณรอบข้างแห้งแล้งถูกไฟป่าไหม้หมด จึงพากันไปตรวจดูข้างในก็พบซากโบราณวัตถุมีก้อนอิฐเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยกันขุดคุ้ยดูไม่นานก็พบไหขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ก็ได้ทำการเปิดฝาดูก็พบพระพุทธรูปองค์หนึ่งขนาดสามนิ้วเส้นผ่าศูนย์กลาง มีอักษรจารึกไว้ที่บริเวณใต้ฐานว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างด้วยนอแรด เมื่อประดิษฐานอยู่แห่งหนใด จักร่มเย็นเป็นสุข จึงได้นิมนต์มาเป็นพระประธาน พอมาถึงแล้วชาวบ้านต่างก็ดีอกดีใจจัดแจงทำบุญถวายศาลากุฏิแด่พระพุทธรูปดัง กล่าว และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านและวัดแห่งนี้ว่า บ้านหนองและวัดหนอง เพราะสถานที่ตั้งในอดีตเป็นสระหนองมาก่อน นับตั้งแต่นั้นมาวัดและหมู่บ้านก็ได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับจนกระทั่งทุก วันนี้ และเมื่อปีพุทธศักราช 2532 ทางกรมการศาสนาได้อนุมัติเพิ่มชื่อวัดให้เป็น วัดหนองร่มเย็น เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อตำบล เพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่เย็นเป็นสุข (เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของปู่ย่าตายาย โดย พระครูขันติวชิรธรรม เจ้าอาวาสวัดหนองร่มเย็น)

008
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


3. บ้านหนองป่าแพะ หมู่ที่ 3
เดิมชาวบ้านมาจากหลายที่หลายแห่ง เช่น มาจากจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ พากันมาตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งนี้ นานเข้าจึงมีประชากรและบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงพากันจัดตั้งหมู่บ้านขึ้นซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นป่าไม้ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เป็นหย่อมๆ และมีเนินอยู่เนินหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า ป่าแพะ และมีหนองใหญ่ หนองหนึ่ง ชื่อว่า หนองบวกยำ หรือเรียกกันว่า บวกยำ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงพากันตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า หนองป่าแพะ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อปี พ.ศ.2517 เห็นสมควรว่าน่าจะสร้างวัดขึ้นมา เพราะในอดีตชาวบ้านต้องเดินทางไปทำบุญที่วัดร้องเก่า ซึ่งเดินทางลำบาก จึงปรึกษากันสร้างวัดขึ้น โดยขอแยกมาจากวัดร้องเก่า หมู่ที่ 1 และตั้งชื่อว่า วัดบุญญาวาด ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่อีกครั้ง ชื่อว่าวัดร้องใหม่ สาเหตุที่ชื่อร้องใหม่เพราะว่าขอแยกมาจากวัดร้องเก่า ง่ายต่อการเรียก แต่หมู่บ้านยังเป็น หนองป่าแพะ เหมือนเดิม เปลี่ยนแต่ชื่อวัด ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน (บ้านหนองป่าแพะ หรือ ร้องใหม่ยังได้มีการรวมอีกหมู่บ้านไว้ในปกครองด้วย นั่นก็คือ บ้านใหม่เจริญสุข หรือ บ้านปางเคราะห์)

ผู้นำหมู่บ้าน :

  ที่ ปีพุทธศักราช
ผู้นำหมู่บ้าน
  1. พ.ศ. 2517-2534 นายวาสน์ เวียงคำ
  2. พ.ศ. 2534-2545 นายพัด ไทยวน
  3. พ.ศ. 2545-ปัจจุบัน นายบุญส่ง อยากหาสุข
005
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


4. บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4
เดิม มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งอพยพมาจากอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ประมาณ ปี พ.ศ. 2445 เนื่องจากประสบปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์ ไม่เอื้ออำนวยต่อการประกอบอาชีพ จึงได้อพยพมาหาที่ทำกินใหม่ โดยรวมตัวกันตั้งหมู่บ้านเป็น 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านร่องดินแดง, บ้านแขม, บ้านบน , บ้านก้อด (ปัจจุบันทั้ง 3 หมู่บ้านมีสภาพเป็นทุ่งนา) และบ้านโจ้โก้ เนื่องจาก บ้านแขม, บ้านบน , บ้านก้อด ประสบกับปัญหา น้ำท่วมเป็นประจำ และการคมนาคมสัญจรไปมาไม่สะดวก ทำให้ราษฎรทั้ง 3 หมู่บ้าน อพยพมาอยู่รวมกันที่บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4 ต.ร่มเย็น จนถึงปัจจุบัน บ้านโจ้โก้ ภายหลังจากตั้งเป็นหมู่บ้านได้ 3 ปี ก็มีการเลือกตั้งผู้นำหมู่บ้านขึ้น ในปี พ.ศ.2448 ซึ่งผู้ที่ได้เลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้าน คือ นายกิตติ แจ้งสว่าง ในภาพแสดงภาพพระพุทธรูปที่เป็นพระพุทธรูปที่ใช้การปั้น โดยในสมัยก่อน ตามที่พ่ออุ้ยแม่อุ้ยได้เล่าให้ฟัง พระพุทธรูปบ้านโจ้โก้แห่งนี้ จะนำเอาแบบของหญิงสาวที่หน้าตาสวยที่สุดในหมู่บ้านมาปั้น ซึ่งเล่ากันว่า มีหน้าตาคล้ายๆกับลูกหลานพ่ออุ้ยเปิ้ม จริงเท็จอย่างไร ต้องถามผู้เฒ่าผู้แก่อีกทีครับ ในสมัยก่อน ได้มีราษฎรจากจังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และจังหวัดอื่นๆ ได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มเติมมากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ดั้งเดิมนั้นสืบเชื้อสายมาจากผู้คนพื้นเมือง ได้อาศัยกันอยู่ที่บ้านก๊อด บ้านบน บ้านแขม บ้านร่องดินแดง หัวนาเตอะ วัดทุ่งเก้าพร้าว ดงขุนหาญ และ บ้านโจ้โก้ “ปัจจุบันหมู่บ้านเหล่านี้ ไม่ปรากฎรูปร่างหรือสภาพหมู่บ้านให้เห็นเป็นหมู่บ้านแล้ว เพราะพื้นที่บางส่วนกลายเป็นทุ่งนา ที่ไร่ที่สวน เป็นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านไปหมดแล้ว มีเพียงแต่บ้านโจ้โก้เท่านั้น (ในสมัยก่อนเรียกว่าบ้านจ๊กก๊ก เนื่องด้วยเป็นพื้นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง) ที่ยังคงสภาพให้เห็นหมู่บ้านอยู่อยู่มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้ใหญ่บ้านปกครองหมู่บ้าน ดังนี้

ผู้นำหมู่บ้าน :

  ที่ ปีพุทธศักราช
ผู้นำหมู่บ้าน ที่ ปีพุทธศักราช ผู้นำหมู่บ้าน
  1. พ.ศ. 2448-2457 นายกิตติ แจ้งสว่าง 5. พ.ศ. 2510-2522 นายทอง หายทุกข์
  2. พ.ศ. 2457-2467 นายอินต๊ะ ฐานะราช 6. พ.ศ. 2536-2546 นายสิงห์ แจ้งสว่าง
  3. พ.ศ. 2467-2484 นายนนท์ มาสุข 7. พ.ศ. 2536-2546 นายมานพ ฐานะราช
  4. พ.ศ. 2484-2489 นายนันท์ ฐานะราช 8. พ.ศ. 2536-2546 นายสิงห์ แจ้งสว่าง
  5. พ.ศ. 2489-2493 นายสม รุ่งเรือง 11. พ.ศ. 2546-2551 นายเล็ก ใจใหญ่
  6. พ.ศ. 2493-2510 นายเป็ง ฐานะราช 12. พ.ศ. 2551-ปัจจุบัน นายจรัส ฐานะราช


003
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


5. บ้านสบสา หมู่ที่ 5 และ หมู่ที่ 18 เดิม ชาวบ้านสบสา อพยพมาจากบ้านศรีสระเกษ ต.สระเกษ อ.สา จ.น่าน อพยพมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2320 อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน ซึ่งเรียกกันว่า หมู่บ้านน้ำสา แต่มาอยู่อาศัยไม่นาน ถูกสัตว์ป่ามารบกวน จึงพร้อมใจกันโยกย้ายมาตั้งหมู่บ้านใหม่ตรงที่ลำน้ำสามาบรรจบกับลำน้ำยวน จึงเรียกกันว่าบ้านสบสา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2320 จนถึงปัจจุบัน ผู้นำหมู่บ้าน ได้แก่

ผู้นำหมู่บ้าน :

  ที่ ผู้นำหมู่บ้าน ที่ ผู้นำหมู่บ้าน
  1. พ่อขุนจำนงค์ ชุมภู 7. นายประเสริฐ สัญใจ
  2. นายจันทร์ สัญใจ 8. นายนวล ร่มเย็น
  3. นายอัฐรส หอมนาน 9. นายนวย ปัญญากอง
  4. นายไชยลังกา ชัยนาน 10. นายสิงห์คำ ชุมภู
  5. นายศรีชื่น สุขติ 11. นายสุวรรณ นิลคง
  6. นายไชยลังกา ชัยนาน 12. นายสิงห์คำ ชุมภู


001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


6. บ้านคุ้ม หมู่ที่ 6, บ้านคุ้มเจริญ หมู่ที่ 17 เมื่ออดีตกาลมาหลายพันปี เมืองเชียงคำแห่งนี้ เดิมมีนามว่า เมืองชะราว ตามปรากฏในประวัติที่พระธาตุดอยคำ และพระเจ้านั่งดิน มีตำนานเล่าขานสืบมานานว่า เมื่อประมาณ 700 ปี ที่ผ่านมา ผู้ครองเมืองแห่งนี้มีพระนามว่า ” พระยาคุ้มแก้ว ” ซึ่งตั้งบ้านเมืองและพระราชวังอยู่ที่ “บ้านคุ้ม ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา” (เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน) เจ้ามหาชีวิตเจ้าเมืองน่าน ได้ส่งพระยาคุ้มแก้ว ยกกองทัพจากเมืองน่าน ออกเดินทางมาตั้งกองทัพอยู่ที่บ้านทุ่งทัพ (ปัจจุบันเป็นบ้าน คุ้มเจริญ) สร้างคุ้มที่พักพระยาคุ้มแก้ว ตั้งอยู่ที่วัดคุ้ม ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา พระยาคุ้มแก้วยกกองทัพมาเพื่อโจมตีข้าศึก ซึ่งตั้งบ้านเมืองอยู่ที่บริเวณต้นน้ำสา (ปรากฏหลักฐานคือวัดร้างที่ทุ่งสา ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา) พวกข้าศึกแตกหนี เข้าครองเมืองแทนพร้อมสร้างเมืองและพระราชวังที่บ้านคุ้ม โดยเป็นเมืองขึ้นกับเจ้ามหาชีวิตเจ้าเมืองน่าน และจะส่งส่วยเครื่องบรรณาการเป็นประจำทุกปี การปกครองบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองมาก เจ้าพระยาผู้ครองเมืองมีศรัทธาความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปตามยุคสมัยเรื่อยมาหลายปี บ้านเมือง มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ที่ตั้งบ้านเมืองคับแคบลำบากต่อการป้องกันบ้านเมืองหากเกิดศึกสงคราม จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งที่ บ้านเวียง ต.เวียง อ.เชียงคำ จ.พะเยา และต่อมาได้ย้ายเมืองจากบ้านเวียง ไปตั้งเมืองใหม่ที่ บ้านเชียงคำ ซึ่งเป็นอำเภอเชียงคำ ในปัจจุบัน อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้องคลิ๊กที่นี่เลยครับ

001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


7. บ้านใหม่ร่มเย็น หมู่ที่ 7 บ้านใหม่ร่มเย็น ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าเมี่ยน เดิมเป็นพื้นที่ในเขตปกครองของตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย เกิดเป็นหมู่บ้านจากการรวมตัวของชาวเขาอพยพ จาก 4 กลุ่ม คือ

  กลุ่ม ที่ 1
อพยพ จากบ้านห้วยแฝก เขตติดต่อชายแดน ไทย-ลาว ในพื้นที่อำเภอเชียงคำมี นายหว่านจ้อย แซ่เต็ม เป็นผู้นำโดยอพยพมาอยู่ที่บ้านห้วยอ่วมเป็นจุดแรก และลงมาตั้งหมู่บ้านที่บ้านใหม่ร่มเย็น เมื่อ พ.ศ. 2509 ด้วยเหตุผลทางการเมือง และโครงการหลวงได้จัดสรรที่ดิน เพื่ออยู่อาศัยครอบครัวละ 1 งาน ที่ทำกิน ครอบครัวละ 7 ไร่ 2 งาน มีจำนวนประมาณ 23 ครอบครัว
  กลุ่ม ที่ 2 อพยพ มาจากบ้านผาแดง(บ้านต้นผึ้ง,บ้านผาแดงล่าง) เมื่อ พ.ศ. 2511 มีนายแคะ แซ่จ๋าว เป็นผู้นำ จำนวนประมาณ 100 ครอบครัว และได้รับการจัดสรรที่ดินเหมือน กลุ่มที่ 1
  กลุ่ม ที่ 3 อพยพมาจากบ้านหนองหลวง ชายแดน ไทย-ลาว พื้นที่ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอเชียงคำ พ.ศ. 2511 ประมาณ 13 ครอบครัว ต่อมาการจัดสรรที่ดินไม่พอกับจำนวนครอบครัวที่อพยพมา บางส่วนจึงอพยพไปจังหวัดกำแพงเพชร
  กลุ่ม ที่ 4 อพยพมา จากบ้านดอยเอี่ยน อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เมื่อ พ.ศ. 2511 ด้วยเหตุผลเดียวกัน มีนายเย่าเอี๋ยนเป็นผู้นำ มีประมาณ 50 ครอบครัวหลังจากการจัดสรรที่ดิน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้วแต่ที่ดินไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ อพยพมาจากบ้านหนองหลวงดอยเอี่ยน บางส่วนก็อพยพต่อไปยังที่อื่น ที่เหลือก็จัดตั้งหมู่บ้านขึ้นเป็น 2 หมู่บ้าน ตามกลุ่มที่อพยพตามกันมา คือ
    1. หมู่ที่ 7 บ้านใหม่ร่มเย็น มีนายฟุเอี๋ยน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก
2. หมู่ที่ 11 บ้านผาแดง มีนายแคะ แซ่จ๋าว เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก
  พ.ศ. 2510
ตำรวจ ตระเวนชายแดนได้สร้างโรงเรียนและได้ตั้งชื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุง ที่ 84 โดยมี พลตำรวจวัลลภ งามพร้อม เป็นครูใหญ่พร้อมด้วยครูตำรวจตระเวนชายแดนอีก 3 นายทำการสอน
  พ.ศ. 2511 สมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมและ ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างอาคารเรียน บ้านพักครู ห้องน้ำ และเปลี่ยนเป็นโรงเรียนบ้านใหม่ร่มเย็นโชติคุณเกษม
  พ.ศ. 2512 พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จ พระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านใหม่ร่มเย็น จำนวน ๕ ครั้ง ครั้งหลังสุด พ.ศ.2522 แต่ละครั้งได้พระราชทานโครงการต่างๆ ให้แก่ราษฎร เช่น การปลูกไม้ผล การเลี้ยงสัตว์ สร้างฝายน้ำสา เครื่อง สีข้าว ร้านค้าหมู่บ้าน เป็นต้น
  พ.ศ. 2536 มีปัญหา ด้านการบริหารหมู่บ้าน เพราะบางครอบครัวก็อพยพกลับที่เดิม แต่ละหมู่บ้านก็เหลือครอบครัวไม่มาก จึงได้รวมกันเหลือหมู่เดียว คือ หมู่ที่ 7 บ้านใหม่ร่มเย็น มีนายจั้นหว่าง แซ่เต็ม เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก มีจำนวน 121 ครอบครัว ประชากรทั้งหมดประมาณ 565 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ นับถือบรรพบุรุษ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ปัจจุบันมีนายจ้อยหว่าง แซ่เต็ม เป็นผู้ใหญ่บ้าน
    ติดตามอ่านเรื่องราว เบื้องหลังการปราบปรามผกค.ในพื้นที่ตำบลร่มเย็นคลิ๊กอ่านได้เลยครับ ชุดที่ 1 ชุดที่ 2 ชุดที่ 3 ชุดที่ 4 ชุดที่ 5


001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


8. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8, หมู่ที่ 20 เหตุเพราะมีลำห้วยส้านไหลผ่านมาจากภูเขา หมู่บ้านแห่งนี้จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2511 เป็นหมู่บ้านจัดสรรโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีหลายเผ่า เช่น ชาวไทยอีสาน ชาวเขาเผ่าม้ง ชาวไทยพื้นเมือง ชาวไทลื้อ ต่อมาชาวไทลื้อได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ชาวไทยพื้นเมือง แยกเป็นบ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 12 เผ่าม้งแยกเป็นบ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 จึงเหลือแต่ชาวไทยอีสานที่ย้ายมาจากหลายจังหวัดในภาคอีสาน ต่อมาปี พ.ศ.2527-2533 บ้านร่องส้านแห้งแล้งมากชาวไทยอีสานบางครอบครัวได้ย้ายกลับถิ่นฐานเดิม และในปี พ.ศ.2537 ได้มีชาวเขาเผ่าม้งย้ายมาจากศูนย์อพยพบ้านแก อ.เชียงคำ และจังหวัดน่าน ปัจจุบันบ้านร่องส้าน จึงมีประชากร 2 กลุ่ม คือกลุ่มอีสานและกลุ่มม้ง (ข้อมูลโดยนายบุญส่ง มนัสสิลา, นายทวีศักดิ์ แซ่ย่าง ผู้ใหญ่บ้าน)

 

004
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


9. บ้านปางถ้ำ หมู่ที่ 9
ราษฎรบ้านปางถ้ำ เดิมได้อพยพมาจากเมืองคอบ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เมื่อปี พ.ศ.2477 มีจำนวน 3 ครอบครัว ดังนี้ ครอบครัวที่ 1 ครอบครัวของ นายปั๋น นางสา พรหมเทพ มีสมาชิกครัวเรือน รวม 7 คน ครอบครัวที่ 2 ครอบครัวของนายคำ นางอิ่น พรหมเทพ มีสมาชิกครัวเรือน รวม 6 คน ครอบครัวที่ 3 ครอบครัวของนายใจ พรหมเทพ มีสมาชิกครัวเรือน รวม 3 คน ซึ่งขณะนั้นบ้านปางถ้ำมีชื่อเดิมว่าบ้านปางยา เมื่อเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น ปีพ.ศ. 2508 จึงได้อพยพไปอยู่ที่บ้านสบสา บ้านใหม่ร่มเย็น และบ้านโจ้โก้ และเมื่อเหตุการณ์สงบลงจึงได้อพยพ เข้ามาทำมาหากินที่เดิม และได้รับการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านชื่อว่า บ้านปางถ้ำ ขึ้นอยู่กับบ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 15 ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ ต่อมาทางอำเภอเชียงคำได้ขยายอาณาเขตการปกครอง โดยจัดตั้งตำบลร่มเย็นขึ้น ดังนั้น บ้านปางถ้ำจึงได้แยกจากหมู่บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 15 ต.เจดีย์คำ มาเป็นบ้านปางถ้ำ หมู่ที่ 9 ต.ร่มเย็น จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลโดยนายเทพมงคล พรหมเทพ ผู้ใหญ่บ้าน)

 

001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


10. บ้านผาแดงล่าง หมู่ที่ 10
หมู่บ้านผาแดงล่าง เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า(เผ่าเมี่ยน) อพยพมาจากประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2425 ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านคงอ่อน ประเทศลาว จำนวน 20 ครอบครัว สาเหตุที่ต้องอพยพเพราะต้องหนีไทยดำ โดยมีนายยุ่นเสี่ยว แซ่จ๋าว เป็นผู้นำกลุ่มปี 2430 ได้อพยพมาจากบ้านดงอ่อนมาอยู่ที่บ้านหนองห้า เป็นระยะเวลา 21 ปี จากนั้นก็มาอยู่บ้านต้นผึ้ง 6 ปี การทำไร่ส่วนไม่ได้ผลเท่าที่ควรจึงย้ายมาอยู่บ้านผาแดงบน พ.ศ. 2457 อยู่จนถึง พ.ศ. 2510 อพยพไปอยู่บ้านใหม่ร่มเย็น ปี 2511 และย้ายมาอยู่บ้านผาแดงล่างจนถึงปัจจุบัน อยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงคำประมาณ 22 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานน้ำตกภูซาง และต้นน้ำหย่วน ชาวมีอาชีพทำไร่ข้าว และข้าวโพด ชาวบ้านมีประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อแบบดั้งเดิม แต่หมู่บ้านอยู่ติดกับหมู่บ้านไทยลื้อ ทำให้คนหนุ่มสาวรับเอาวัฒนธรรมข้างนอกเข้ามาค่อนข้างมาก เนื่องจากหมู่บ้านนี้ได้รับการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านทางการมาเป็นเวลานาน ผู้ใหญ่บ้านจึงมีบทบาทหลักด้านการปกครอง ส่วนผู้นำทางด้านจิตวิญญาณ จะมีบทบาทเฉพาะการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อเท่านั้น

ผู้นำหมู่บ้าน :

  ที่ ปีพุทธศักราช
ผู้นำหมู่บ้าน ที่ ปีพุทธศักราช ผู้นำหมู่บ้าน
  1. พ.ศ. 2430 นายหยุ่นเสี่ยว แซ่จ๋าว 5. พ.ศ. 2522 นายเจียมจิ้ง แซ่จ๋าว
  2. พ.ศ. 2483 นายจันฟุ แซ่จ๋าว 6. พ.ศ. 2535 นายไหนเฟย แซ่จ๋าว
  3. พ.ศ. 2493 นายเลาสู แซ่จ๋าว 7. พ.ศ.2543 – 2548 นายเลาสู แซ่จ๋าว
  4. พ.ศ. 2506 นายจุ่มเฟย แซ่จ๋าว 8. พ.ศ.2548 – ปัจจุบัน
นายไพบูลย์ เรืองร่มเย็น


003
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


11. บ้านผาแดงบน หมู่ที่ 11 หมู่บ้านบ้านผาแดงบนก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2470 โดยพญาคำแดง กระทั่งปี พ.ศ. 2511 ย้ายไปอยู่ที่บ้านร่มเย็น ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เนื่องมีการสู้รบกับกลุ่มขบวนการคอมมิวนิสต์ และปีพ.ศ. 2515 ได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เดิม จนได้รับการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านทางการเมื่อปี พ.ศ. 2536 มีผู้ใหญ่บ้านคนแรกชื่อนายเสงฮิน แซ่เติ๋น ลักษณะหมู่บ้านอยู่บนเขาสูงใกล้แนวตะเข็บชายแดนไทย-ลาว และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกภูซาง และพื้นที่ต้นน้ำหย่วน ห่างจากตัวอำเภอเชียงคำประมาณ 30 กิโลเมตร เส้นทางคมนาคมไม่ค่อยดีฤดูฝนสัญจรไปมาลำบาก บ้านผาแดงบน ประชาชนเป็นชาติพันธุ์เมี่ยน มีประเพณีความเชื่อแบบดั้งเดิม หมู่บ้านเล็กๆ มีความผูกพันใกล้ชิดกันเหมือนเครือญาติ หมู่บ้านนี้มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำหลักในการปกครอง และสามารถปกครองได้อย่างทั่วถึงเนื่องจากเป็นหมู่เล็ก แต่ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณจะมีบทบาททางด้านการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ เป็นหลัก (ข้อมูลโดยนายนายสมเจตน์ แซ่จ๋าว ผู้ใหญ่บ้าน)

001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


12. บ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 12 เมื่อปี พ.ศ.2483 หลังสงครามอินโดจีนฝรั่งเศสไม่นาน นายทองสุข สงวงศ์ นายอำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย ในสมัยนั้น ได้จัดสรรที่ดินผืนนี้ซึ่งเป็นที่ป่าเสื่อมโทรมให้ราษฎรที่อพยพมาจากเมือง คอบ แขวงไชยบุรี หรือแขวงห้วยหัวของ ประเทศลาว เข้ามาอยู่อาศัยประมาณ 80 ครอบครัว แต่ไม่มีน้ำเพียงพอต่อการเกษตร ราษฎรเหล่านั้นจึงอพยพไปอยู่ที่อื่นเกือบหมด คงตกค้างอยู่เพียง 6 ครอบครัว เมื่อปี พ.ศ.2483-2485

ต่อมาปี พ.ศ.2513 นายประสิทธิ์ สงวนน้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พันตรีชอบ มงคลรัตน์ อดีตนายอำเภอเชียงคำ และนายเลือดไทย บุญหวาน อดีตหัวหน้าหน่วยจัดสรรที่ดิน กรมที่ดิน ได้จัดสรรที่ดินผืนนี้ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และชาวเขาที่อพยพหนีภัยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ต่อมามีราษฎรหลายๆ เผ่าเข้ามารับการช่วยเหลือ เช่น ชาวไทยอีสาน ชาวไทยภูเขา และชาวไทยพื้นเมือง เข้ามาอยู่อาศัย โครงการนี้ ดำเนินไปเป็นผลสำเร็จโดยความร่วมมือจากทางราชการหลายๆ ฝ่ายด้วยกัน มีการรังวัดจัดสรรที่ดินให้เป็นที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 1 ไร่ และพื้นที่เพาะปลูกอีกส่วนหนึ่งครอบครัวละ 15 ไร่ เป็นเนื้อที่จัดสรรทั้งหมด 22,625 ไร่ มีการขุดเจาะบาดาล ขุดคูส่งน้ำ สร้างฝายทดน้ำ มีการตัดถนนสายใหญ่และถนนซอยเข้าถึงทั่วถึงทุกพื้นที่ มีการกันที่ดินสาธารณประโยชน์ไว้เป็นที่ก่อสร้างวัด โรงเรียน สถานีอนามัย และที่สาธารณะ เมื่อจัดสรรแบ่งแปลงที่ดินเสร็จแล้ว ทางราชการได้จัดให้ราษฎรเข้าอยู่อาศัยซึ่งมีคนพื้นเมือง คนทางภาคอีสาน และชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งมาจากหลายจังหวัดในแต่ละภาค โดยแยกกันอยู่แต่ละชนเผ่าเป็นหมู่บ้าน ไม่อยู่ปะปนกัน เนื่องจากประเพณีและวัฒนธรรมต่างกัน จำนวน 597 ครอบครัว ทั้ง 3 หมู่บ้านนี้ชื่อ หมู่บ้านทุ่งรวงทอง หมู่บ้านร่องส้าน และหมู่บ้านประชาภักดี

หมู่บ้านทุ่งรวงทอง เดิมเป็นหมู่บ้านบริวารของหมู่บ้านร่องส้านซึ่งเป็นชุมชนชาวอีสาน หมู่ที่ 8 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ ปัจจุบันนี้ ชื่อเดิมก็เป็นหมู่บ้านร่องส้าน เนื่องจากตั้งชื่อตามลำน้ำห้วยร่องส้าน ต่อมาปี พ.ศ.2519 พระสิงห์คำ กิตติสักโก หัวหน้ากลุ่มพระธรรมจาริกประจำหมู่บ้านร่องส้าน ในความอุปถัมภ์ของกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย และนายเตียมศักดิ์ สิงห์แก้ว อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 ได้ทำหนังสือถึงส่วนราชการอำเภอเชียงคำ เพื่อขอแยกหมู่บ้านปกครองตนเอง ทางราชการจึงอนุมัติให้แยกได้ตามพระราชบัญญัติปกครองส่วนท้องถิ่น โดยตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านทุ่งรวงทอง” หมู่บ้านทุ่งรวงทอง พื้นที่เดิมเป็นป่าไม้เบญจพรรณ ป่าแดง มีเนื้อที่ประมาณ 7,541 ไร่ ระดับดินสูงจากทางทิศตะวันออกตั้งแต่เชิงเขาและลาดต่ำสู่ทิศตะวันตก มีลำห้วยหม้อ ลำห้วยบง ลำห้วยไร่ ลำห้วยอ่วม ลำห้วยสา และลำห้วยร่องส้าน ไหลผ่านที่ดินผืนนี้จากทางทิศตะวันออกลงสู่น้ำลาว ทางทิศตะวันตกมีน้ำตลอดปี แต่จะมีน้ำน้อยมากในฤดูแล้ง จนไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร

หมู่บ้าน ทุ่งรวงทอง มีอาณาเขต ทิศตะวันออกติดเขตแขวงไชยบุรีหรือแขวง หัวของ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีภูเขาสามเหลี่ยมเป็นเส้นกั้นเขตแดน ทิศใต้ติดเขตตำบลเจดีย์คำ ทิศตะวันตก ติดเขตตำบลสบบง อำเภอภูซาง ทิศเหนือ ติดเขตตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา (ข้อมูลโดย นายสิงห์คำ เนตรใหญ่)

001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


13. บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 บ้านประชาภักดี เป็นชาวเขาเผ้าม้ง ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ และผีบรรพบุรุษ ปี พ.ศ.2518 มีชุนชนแต่ล่ะกลุ่มได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยกลุ่มแรกอพยพมาจากบ้านภูเขา บ้านเลาอู อ.เทิง จ.เชียงราย กลุ่มที่สองอพยพมาจากขุนน้ำสา ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา เข้ามาราษฎร หมู่ที่ 8 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา ผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือ นายหนูเยีย แซ่หาญ หมู่บ้านประชาภักดีและหมู่บ้านประชาพัฒนา เดิมชื่อหมู่บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 ต.ร่มเย็น เนื่องจากขึ้นปกครองอยู่กับหมู่บ้านร่องส้านปัจจุบัน หมู่บ้านประชาภักดีและหมู่บ้านประชาพัฒนา เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งอพยพหนีภัยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค.) เพราะถูก ผกค. ชักชวนให้เข้าร่วมเป็นพวก และจัดหาเสบียงอาหารให้ ผู้ใดขัดขืน ผกค. ก็ใช้ญาติพี่น้องของผู้นั้นฆ่าผู้นั้นเสีย ก่อให้เกิดความระแวงไม่ไว้ใจกันไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ จึงพากันอพยพหลบหนีจากหมู่บ้านเดิม เพื่อความปลอดภัยในชีวิต โดยมีนายเลาจือ แซ่หาง (หาญบุญทวี) เป็นผู้นำชนเผ่าหรือหัวหน้าเผ่า จากหมู่บ้านห้วยส้าน , หมู่บ้านนาหนุน ต.ภูซาง อ.ภูซาง หมู่บ้านเพียสี อ.เชียงของ จ.เชียงราย และหมู่บ้านห้วยกอก อ.เทิง จ.เชียงราย

ปี พ.ศ.2513 นายประสิทธิ์ สงวนน้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พันตรีชอบ มงคลรัตน์ อดีตนายอำเภอเชียงคำ ได้จัดสรรที่ดินผืนนี้ จำนวน 22,625 ไร่ ซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมให้เข้าอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในที่ดินที่ทางราชการ จัดสรรให้ โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบอาชีพ และที่ดินสาธารณะประโยชน์ ที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 1 ไร่ ที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ นอกนั้นจัดเป็นที่สาธารณะ เพื่อก่อสร้างโรงเรียน วัด สถานีอนามัย ขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และลานกีฬา เป็นต้น มีราษฎรเข้าอยู่อาศัย 3 กลุ่ม คือ ชาวเขาเผ่าม้ง ชาวพื้นเมือง และชาวอีสาน ปี พ.ศ.2536 จึงได้แยกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 และต่อมามีประชาชนหนาแน่นขึ้น ปี พ.ศ. 2546 หมู่บ้านประชาภักดี จึงได้แบ่งแยกหมู่บ้านขึ้นอีก 1 หมู่บ้าน ชื่อหมู่บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 20

ผู้นำหมู่บ้าน :

  ที่ ปีพุทธศักราช
ผู้นำหมู่บ้าน ที่ ปีพุทธศักราช ผู้นำหมู่บ้าน
  1. พ.ศ.2523 – 2527 นายหนูเยีย แซ่หาญ 7. พ.ศ.2541 – 2543 นายเจริญชัย แซ่ย่าง
  2. พ.ศ.2523 – 2530 นายปรีชา หาญบุญศรี 8. พ.ศ.2543 – ปัจจุบัน นายประสพโชค คุณจิระรุ่งเรือง
  3. พ.ศ.2530 – 2534 นายประสพโชค ย่างวินิจฉัย      
  4. พ.ศ.2534 – 2541 นายหนูเยีย หาญบุญศรี      

(ข้อมูลโดย นายดำริ มณีนิล , นายสิงห์คำ เนตรใหญ่)

ติดตามอ่านเรื่องราว เบื้องหลังการปราบปรามผกค.ในพื้นที่ตำบลร่มเย็นคลิ๊กอ่านได้เลยครับ ชุดที่ 1 ชุดที่ 2 ชุดที่ 3 ชุดที่ 4 ชุดที่ 5

001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


14. บ้านห้วยสา หมู่ที่ 14 บ้านห้วยสา บริเวณดังกล่าวมีลำห้วยอยู่ 2 ห้วย คือ ห้วยสาน้อย และห้วยสาใหญ่ ที่ได้ชื่อว่าห้วยสาเพราะบริเวณนั้นเต็มไปด้วยต้นสา ในปี 2470 ได้มีประชาชนจากจังหวัดแพร่อพยพเข้ามาทำมาหากิน ประกอบไปด้วย นายเมา – นางด้วง ใจหมั้น , นายกั๋น – นางเต็ม ไม่ทราบนามสกุล บ้านป่าแดงพัน จังหวัดแพร่ นายน้อย – นางฟอง ไม่ทราบนามสกุล อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ทั้ง 3 ครอบครัวได้เข้ามาอาศัยอยู่ก่อน เดิมบ้านห้วยสาขึ้นอยู่กับบ้านร้องเก่า หมู่ที่ 1 ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2532 ทางราชการได้แยกเป็นหมู่บ้านห้วยสา (ข้อมูลโดย นายบดินทร สัจจญาติ ผู้ใหญ่บ้าน)

 

001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


ก่อนที่จะกลายมาเป็นบ้านเกษตรสมบูรณ์ ในปัจจุบันนี้ ก็มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้รู้ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย พ่อหน้อย พ่อหนาน และปราชญ์ชาวบ้าน ได้เล่าให้ฟังถึง เรื่องราวความเป็นมาในอดีตของผู้คนชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ซึ่งมีที่ไปที่มาต่างที่ต่างทางกัน เพราะในสมัยอดีตนั้น มีการอพยพย้ายที่ทำกินกันไปตามที่ต่างๆ ที่อุดมสมบูรณ์ มีที่ทำกิน โดยเฉพาะบริเวณไหนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ก็มักจะมีหมู่บ้านไปรวมตัวกันอยู่ ณ บริเวณจุดนั้น การเดินทางในสมัยอดีตนั้น ใช้วิธีการเดินทางโดยล้อเกวียน การเดินทางไปเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือไปเป็นกลุ่มเป็นคณะบ้าง โดยได้เดินทางมาจากทางตำบลเจดีย์คำ เช่น บ้านร่องค้อม บ้านอัมพร บ้านปัว บ้านปีน บ้านกว๊าน บ้านปุ๊ บ้านบุญยืน บ้านดอนลาว เป็นต้น ที่มาจากตำบลเวียง ก็มีเช่น บ้านปี้ บ้านทราย บ้านกอม บ้านดอนแก้ว เป็นต้น และก็มาจากตำบลอื่นๆ เช่น ตำบลแม่ลาว ตำบลหย่วน ตำบลเชียงบาน ตำบลทุ่งกล้วย ก็มีอยู่บ้าง ฯลฯ เป็นต้น แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเขยหรือเป็นสะใภ้เสียมากกว่า เพราะราษฎรส่วนใหญ่แล้ว จะสืบเชื้อสายมาจากทางตำบลร่มเย็นมากกว่ามากกว่าการสืบเชื้อสายมาจากตำบล อื่น โดยบางครอบครัวก็ได้อพยพย้ายมาจาก บ้านร้องเก่า บ้านร้องใหม่ บ้านใหม่เจริญสุข บ้านห้วยสา บ้านคุ้ม บ้านสบสา บ้านหนองร่มเย็น บ้านโจ้โก้ บ้านปางถ้ำ ฯลฯ เป็นต้น

ชุมชนเหล่านี้ สันนิษฐานว่า ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2361 โดยราษฎรกลุ่มแรกนั้น เป็นคนพี้นเมืองในท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่แล้ว และประมาณ ปี พ.ศ. 2441 ได้มีราษฎรจากจังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และจังหวัดอื่นๆ บางส่วนได้อพยพมาจากเมืองคอบ สปป.ลาว และได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มเติมมากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ดั้งเดิมนั้นสืบเชื้อสายมาจากผู้คนพื้นเมือง ได้อาศัยกันอยู่ที่่บ้านก๊อด บ้านบน บ้านแขม บ้านร่องดินแดง บ้านโจ้โก้ “ปัจจุบันหมู่บ้านเหล่านี้ ไม่ปรากฎรูปร่างหรือสภาพหมู่บ้านให้เห็นเป็นหมู่บ้านแล้ว เพราะพื้นที่บางส่วนกลายเป็นทุ่งนา ที่ไร่ที่สวน เป็นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านไปหมดแล้ว มีเพียงแต่บ้านโจ้โก้เท่านั้น ที่ยังคงสภาพให้เห็นหมู่บ้านอยู่อยู่มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ในสมัย อดีตนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะพากันอพยพย้ายถิ่นทำมาหากินมาจากจังหวัดน่าน ด้วยการเดินลัดเลาะตามห้วยและผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆมา ในปัจจุบันนี้ เส้นทางที่พ่ออุ้ยแม่ได้พากันเดินทางอพยพมาแทบจะไม่หลงเหลือร่องรอยให้เห็น เพราะเส้นทางบางช่วงได้ถูกตัดขาดและบดบังด้วยต้นไม้ใบหญ้าไปหมดแล้ว จากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ท่านได้เล่าให้ฟังอีกว่า “เส้นทางที่พวกเขาได้พากันเดินมาจากจังหวัดน่านนั้น เป็นเส้นทางที่แสนจะลำบากมาก ต้องพากันเดินเท้ารอนแรมนอนกลางดินกินกลางป่า ผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งก็เป็นหนทางเดินป่าที่ ชาวบ้านเหล่านั้นใช้สำหรับสัญจรในการไปทำไร่ข้าว หรือไร่ฝิ่นบ้าง ผ่านมาทางอำเภอปัว เข้าอำเภอเชียงกลาง ผ่านอำเภอสองแคว ของจังหวัดน่าน เข้าสู่ที่บ้าน ผาหลัก บ้านยอด บ้านห้วยเหาะ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านผาสิงห์ ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นพี่น้องชาวไทลื้อ อยู่ในพื้นที่เขต เทศบาล ต.ยอด อ.สองแคว จ.หวัดน่าน เข้าสู่บ้านปางส้านซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีทุ่งนา และเป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ ดังนั้นจึงมีชาวบ้านหลายครอบครัว พากันตั้งรกรากปักฐานกันที่นี่ก็เยอะ และหลายๆครอบครัวก็พากันเดินทางต่อเพื่อมุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย (หลังวันที่ 28 สิงหาคม 2520 ก็ได้รับการแบ่งการปกครองเป็นจังหวัดพะเยา) สืบไป

ผู้คนที่ได้อพยพ ถิ่นฐานเหล่านี้ ได้เดินทางลัดเลาะผ่านไปตามลำห้วยต่างๆ ผ่านดอยกู้ ดอยจี๋ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงมาก แม้ในปัจจุบันจะมีทางลาดยางที่สะดวกสบายแล้ว ก็ถือว่าเป็นทางที่ค่อนข้างจะอันตรายอยู่พอสมควร ส่วนใหญ่หากผู้คนที่สัญจรจากอำเภอเชียงคำ เพื่อเดินทางไปสู่จังหวัดน่าน จะต้องผ่านเส้นทางนี้ และส่วนใหญ่ก็จะต้องพากันแวะพักดื่มน้ำเย็นธรรมชาติที่ไหลออกมากลางหุบเขา ดอยจี๋ และแวะไหว้ศาลเจ้าพ่อดอยจี๋แห่งนี้เสียก่อนออกเดินทางต่อไป เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการแวะพักร่างกายที่เมื่อยล้าจากการเดินทาง เป็นการเดินทางอย่างมีสติและไม่ประมาทด้วย เนื่องด้วยเส้นทางเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีแต่หุบเขาและเหวลึกมาก อีกทั้งเป็นเส้นทางที่รถต้องวิ่งสวนทางกัน ดังนั้น ควรที่จะต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยผู้เดินทางเหล่านั้นได้เดินทางรอนแรมจนกระทั่งเดินทางมาถึง ห้วยลึก และส่วนใหญ่ก็จะมานอนพักแรมกันที่นี่จำนวนหนึ่งคืน ” บางครั้งบางคราวถ้ามีแรงเดินมากหน่อยก็จะเดินต่อไปเพื่อพักที่บ้านปางถ้ำ” พวกท่านได้เล่าให้ฟังว่า “บริเวณที่แห่งนี้ พบรอยเท้าคล้ายรอยเท้ามนุษย์ปรากฎอยู่บนก้อนหิน เป็นสถานที่สงบร่มเย็น ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลหมากรากไม้ อีกทั้งยังมีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิดที่ได้อาศัยอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ซึ่งต่อมาในปัจจุบันผู้คนต่างก็ได้ขึ้นไปเยี่ยมชม และเชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาท”

จากนั้นก็ผ่านบ้านต้นผึ้ง ผ่านบ้านผาแดงล่าง เป็นบ้านชาวเขาเผ่าเย้า หรือ เมี่ยน เข้าสู่บ้านปางถ้ำ ผ่านบ้านปางปอบ “ปัจจุบันเรียกบ้านน้ำญวนพัฒนา” ได้มาตั้งรกรากปักฐาน ณ บ้านก๊อด บ้านบน บ้านแขม บ้านโจ้โก้ บ้านร่องดินแดง ส่วนหนึ่งก็ลงไปทางบ้านคุ้ม บ้านหนอง เข้าสู่ตำบลเจดีย์คำก็มี เพราะเหตุแห่งความยากจน จึงได้พากันออกรอนแรมเดินทาง เพื่อที่จะหาที่ทำกินแห่งใหม่” จากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยเม่อุ้ย ได้เล่าให้ฟังว่า ในครั้งอดีตนั้น บริเวณหมู่บ้านดังกล่าว เป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ พืชผักธัญญาหาร สัตว์ป่า สัตว์น้ำ มีอยู่ชุกชุมจำนวนเยอะมาก ทำให้ผู้คนได้พากันอพยพครอบครัวมาอยู่รวมกลุ่มกันนั้นบริเวณแห่งนี้ บ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้ เดิมทียังไม่เป็นหมู่บ้าน สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป เป็นป่าไม้เล็กๆ พืชพันธุ์และไม้ต่างๆ ไม่ใหญ่โตมากนัก ส่วนมากเป็นไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้ตองตึง ไม้เหียง และเป็นป่าหญ้าคา หรือที่เรียกว่า ป่าแพะ เป็นต้น ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เคยมีชาวเขามาอาศัยอยู่ด้วย สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ทำมาหากินของชาวบ้านบ้านก๊อด บ้านบน และบ้านโจ้โก้ของชาวบ้านในสมัยนั้น

ต่อมา เมื่อวันเสาร์ ที่ 9 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2507 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ ได้มี ครอบครัวของนายแก้ว มาสุข และ ครอบครัวของ นายเงิน รุ่งเรือง ได้พากันย้ายจากบ้านก๊อดและบ้านทุ่งบน มาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ โดยได้ปลูกบ้านอยู่ใกล้กันที่ 4 แยก ทางไปบ้านโจ้โก้ในปัจจุบัน และต่อมาก็เริ่มมีชาวบ้านครอบครัวอื่นๆ ได้ทยอยกันย้ายตามมาจนกลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ ในครั้งตอนที่ย้ายครอบครัวกันมาครั้งแรกนั้น บ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้ ยังคงใช้ชื่อหมู่บ้านตามหมู่บ้านเดิมอยู่ มีผู้ใหญ่บ้านปกครอง 1 คน ในสมัยนั้นคือ นายเป็ง ฐานะราช ชื่อหมู่บ้านคือ บ้านโจ้โก้ มีวัดแห่งหนึ่งชื่อวัดดอนมูลหรือวัดโจ้โก้เก่า และเรียกหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่ว่าบ้านโจ้โก้ใหม่ หมู่ที่ 15 ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย ต่อมา นายเป็ง ฐานะราช ได้เสียชีวิตลง ทางราชการได้เลือกและแต่งตั้งให้ นายทอง หายทุกข์ เป็นผู้ใหญ่บ้านสืบต่อมาอีก 10 กว่าปี และเมื่อ นายทอง หายทุกข์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ทางราชการได้เลือกและแต่งตั้งให้ นายมานพ ฐานะราช สืบต่อมา จากนั้นไม่นาน ทางราชการได้แบ่งการปกครองใหม่ คือ ได้แยกตำบลเจดีย์คำ ออกเป็น ตำบลร่มเย็น จากหมู่ที่ 15 ให้เป็นหมู่ที่ 4 และเปลี่ยนการปกครองจากจังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520

สำหรับหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ทางองค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ดำเนินการวางเสาไฟ และปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ชาวบ้านใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีพุทธศักราช 2527 เมื่อมีไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆก็เริ่มเข้ามาสู่หมู่บ้านของเรา และมีผู้คนพากันอพยพครอบครัวมาอยู่ยังหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้เพิ่มมาก ขึ้น และประชากรก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทางชาวบ้าน จึงมีการประชุมตกลงกัน เพื่อที่จะขออนุญาตทางการ ที่จะทำให้ชุมชนของตนเองตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านแห่งใหม่ โดยที่จะเลือกผู้นำขึ้นมาเพื่อปกครองหมู่บ้านของตนเอง เมื่อทางมติที่ประชุมได้เห็นสมควรแล้ว จึงได้แจ้งให้ทางราชการทราบ และตั้งชื่อชุมชนหรือหมู่บ้านของตนเองว่า บ้านเกษตรสมบูรณ์ เนื่องจากเห็นว่าสภาพของหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งด้านข้าวปลาอาหาร ที่ทำกิน มีแม่น้ำและลำเหมืองไหลผ่าน สามารถที่จะทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี

เมื่อได้ชื่อหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านได้พากันเลือกผู้ใหญ่ใหม่ โดยได้เปิดรับสมัครผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีผู้เข้าร่วมสมัครจำนวน 2 คน คือ นายเหลา รุ่งเรือง และ นายอินแสวง มาสุข ปรากฏว่า หลังจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยที่ทางการมาดำเนินการในการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ให้ ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ได้เลือกให้ นายอินแสวง มาสุข เป็นผู้ใหญ่บ้าน ปกครองบ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา รหัสไปรษณีย์ 56110 เมื่อปี พ.ศ. 2533 เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ท่านก็ได้ปกครองหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นเวลา 2 ปี และได้ลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เมื่อ นายอินแสวง มาสุข ได้ลาออก ทางราชการจึงได้ให้ชาวบ้านเลือกตั้งผู้นำหมู่บ้านคนใหม่ เพื่อขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนผู้ใหญ่บ้านคนเก่าที่ลาออก และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น ในการลือกตั้งครั้งนี้ มีชาวบ้านมาสมัคร เพื่อที่จะให้ชาวบ้านเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นคือ นายเหลา รุ่งเรือง และเมื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก็ปรากฎว่า นายเหลา รุ่งเรือง ได้รับการคัดเลือกจากชาวบ้านให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำในชุมชนของตนเองสืบมา และทางการก็ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2535 และท่านได้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระถึง 2 สมัย และหมดวาระสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 24 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546

เมื่อนายเหลา รุ่งเรือง ได้หมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ สมัยที่ 2 ท่านก็ไม่ได้สมัครต่อในสมัยที่ 3 แต่ท่านได้ไปทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็นแทน โดยท่านได้ดำรงตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น และได้เปิดโอกาสให้แก่น้องชายของตนเอง เข้ามาเพื่อสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ แทนตำแหนงที่ว่างลง ทางราชการก็ได้ทำการเปิดรับสมัครผู้ที่จะมาดำรงเป็นผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ คนใหม่ ก็ได้มีชาวบ้านมาสมัครกันหลายคน แต่เมื่อชาวบ้านได้ทำการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่า นายเหลี่ยม รุ่งเรือง ก็ชนะผลการเลือกตั้งอย่างเป็นเอกฉันท์ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ และทางราชการก็ได้แต่งตั้งท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2546 และได้ปกครองหมู่บ้านจนครบวาระสมัยที่ 1 เมื่อหมดวาระในสมัยแรก ก็ไม่มีใครสมัครอีก เนืองจากชาวบ้านมีมติ เห็นว่าท่านได้ทำงานช่วยเหลือหมู่บ้านอย่างจริงจัง และนำพาหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ให้มีความเจริญก้าวหน้า จนกลายเป็นหมู่บ้านนำร่อง หมู่บ้านพัฒนาตัวอย่าง ชนะเลิศได้ที่ 1 ในการประกวดหมู่บ้านประจำอำเภอถึง 2 สมัยซ้อน เนื่องจากท่านเป็นผู้นำหนุ่มไฟแรง และรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน เป็นประชาธิปไตย ไม่มีอคติลำเอียง ไม่เลือกญาติพี่น้อง ทำงานอย่างจริงจัง ทำให้ได้รับความไว้วางใจ เป็นที่รักและเคารพของชาวบ้าน แม้ในสมัยที่สอง ท่านจะไม่อยากจะรับตำแหน่ง แต่ชาวบ้านก็ยังให้การสนับสนุน เนื่องจากในสมัยที่ 2 ท่านมีสิทธิ์ที่จะชิงตำแหน่งกำนันตำบลร่มเย็น ที่หมดวาระลง แต่เมื่อท่านสมัครเข้าชิงปรากฎว่า การเลือกตั้งกำนันตำบลร่มเย็นในครั้งนี้ ไม่ได้เหมือนครั้งก่อนๆ คือ ในสมัยนี้ (พ.ศ. 2552) การรับสมัครและการเลือกตั้ง ให้เลือกกันที่ประชุมของอำเภอ และผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ใช่ชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆในตำบลอีกต่อไปแล้ว แต่ให้อำนาจผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมุ่บ้านเป็นคนเลือกกันเอง เพราะฉะนั้นผู้นำหมู่บ้านทั้งตำบลร่มเย็น ที่มีเพียง 21 หมู่บ้านก็ได้ใช้ดุลพินิจและความคิดเห็นของลูกบ้านของตนเอง เลือกกำนันคนใหม่ ปรากฏว่า ท่านกำนันคนเก่า คือ นายเจริญ ก็สมัครเข้าชิงตำแหน่งในสมัยที่ 2 เหมือนกัน ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งกำนันเจริญ ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 11 ต่อ 8 คะแนน ท่านเพ้ไปเพียง 3 คะแนน ทำให้ท่านไม่ได้เป็นกำนันตำบลร่มเย็น เนื่องจากชาวบ้านคาดว่า หากท่านได้ดำรงตำแหน่ง คงจะทำให้หมู่บ้านและตำบลร่มเย็น พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเห็นผลงานของท่านที่ทำไว้กับหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา อย่างไรก็แล้วตาม ท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยได้แต่งตั้งให้ นายธงชัย มาสุข และนายกวด แจ้งสว่าง เป็นผู้ช่วย ในสมัยแรก และในสมัยที่สอง พ.ศ. 2552 ได้ตั้งนาย ธงชัย มาสุข และ นายติด วงศ์แก้ว เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เพื่อช่วยกันทำงานและพัฒนาหมู่บ้าเกษตรสมบูรณ์ของเราสืบมา

ผู้นำหมู่บ้าน :

  ที่ ปีพุทธศักราช
ผู้นำหมู่บ้าน
  1. พ.ศ.2533 – 2535 นายอินแสวง มาสุข
  2. พ.ศ.2535 – 2546 นายเหลา รุ่งเรือง
  3. พ.ศ.2546 – ปัจจุบัน นายเหลี่ยม รุ่งเรือง


001
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


16. บ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 16 หมู่บ้านจัดตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2536 เป็นชุมชนชาวเมี่ยนอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงจาก น้ำทะเลประมาณ 1,100 เมตรจากน้ำทะเล และอาศัยมาแล้ว 100 กว่าปี ราษฎรมีอาชีพทำไร่ข้าว ข้าวโพดและสวนผลไม้เป็นบางส่วน ชาวบ้านเป็นชนเผ่าเมี่ยนนับถือศาสนาพุทธ มีภาษาพูดเป็นของตัวเองคือ ภาษาเย้า มีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์มาแต่โบราณโดยจะมีหมอผีทำพิธี เมื่อมีการเกิด เจ็บ ตาย และ ทำบุญ ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่า (ข้อมูลโดยนายวุฒิชัย แซ่ลี ผู้ใหญ่บ้าน)

 

002
ข้อมูลโดยละเอียด คลิ๊กที่ภาพข้างบนครับ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมในเฟรชบุ๊คคลิ๊กที่นี่


17. บ้านน้ำยวนพัฒนา หมู่ที่ 19 เดิมเรียกว่าบ้านปางปอบ ที่เพี้ยนมากจากคำว่า ปางป้อม เพราะเป็นดงของมะขามป้อม เนื่องจากผู้คนในยุคนั้นไม่รู้หนังสือ ทั้งยังพูดคำไทยไม่เป็น สภาพเดิมที่เป็นป่าที่อุดมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน และไม้เปา และอีกมากมายหลายชนิด ที่สำคัญที่ตั้งของหมู่บ้านมากด้วยมะขามป้อม ปางปอบนี้มีแม่น้ำญวนไหลผ่านตลอดทั้งปี ในห้วยมีหอย ปู ปลา ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของหมู่บ้าน อีกประการหนึ่งชาวบ้านปลูกข้าวโพด เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ตามวิถีชีวิตของชาวเมี่ยน (ตามอีกหนึ่งประวัติคือ บริเวณรอบหมู่บ้านนี้มีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าต้นปอบเกิดขึ้นเยอะ เลยได้เรียกชื่อบริเวณแถวนี้ว่าปางปอบ)

เมื่อ 30 – 40 ปีก่อน มีคนพื้นเมืองที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ได้ทำเป็นปางวัว เลี้ยงวัว และต่อมาชาวบ้านบนดอยห้วยแฝดได้เดินทางมาทำไร่ปลูกข้าวที่ปางแห่งนี้ด้วย ตอนแรกก็มาทำไร่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร แต่ไม่ได้มาอยู่อาศัย ต่อมาในปี พ.ศ.2509 ชาวบ้านจึงอพยพมาปลูกบ้านที่ปางแห่งนี้ เดิมทีขึ้นอยู่กับการปกครองหมู่ที่ 10 หมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 11 ตามลำดับ

ต่อมา พ.ศ.2520 ได้มีกรมประชาสงเคราะห์พร้อมทั้งพระภิกษุได้เข้ามาใน หมู่บ้านนี้ ได้มาถ่ายทอดความรู้ต่างๆ เช่น สอนให้ปลูกส้ม สอนให้รู้จักรักษาสุขภาพตัวเอง และสร้างศูนย์เด็กเล็กขึ้น ก่อนนี้การเดินทางไปตัวอำเภอเชียงคำ หรือต่างบ้านเช่นบ้านสบสา หรือร่มเย็น ต้องเดินด้วยเท้า ต่อมาปี พ.ศ.2530 ราษฎรในหมู่บ้านย้ายทะเบียนบ้านเข้ามารวมกันที่หมู่ 9 บ้าน ปางถ้ำ(นอกจากนั้น สมัยก่อนบริเวณแถวนี้ยังมีอีกหมู่บ้านคือ บ้านห้วยหอย และ บ้านห้วยเคียน รวมอยู่ด้วย)

ปี พ.ศ.2534 จึงมีไฟฟ้าใช้ และปี พ.ศ.2540 นายกิตติ แซ่จ๋าว เป็นพ่อหลวงบ้าน จึงยื่นหนังสือขอแยกหมู่บ้าน และยื่นเปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะชื่อบ้านปางปอบ คนมักจะเข้าใจผิด คิดและล้อว่าเป็นผีปอบ ในปี พ.ศ. 2547 ราชการจึงมีคำสั่งให้ชื่อว่าหมู่บ้านน้ำยวนพัฒนา (ข้อมูลโดยนายอนุกูล จ๋าวจิรัฎฐ์สกุล ผู้ใหญ่บ้าน) “จากผู้เขียน ขอเสนออีกแนวคิดหนึ่งนะครับ อาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ เท่าที่เคยไปสัมผัสและเดินทางไปยังหมู่บ้านนี้บ่อยอีกทั้งเคยได้ยินพ่ออุ้ย แม่อุ้ย ได้เล่าให้ฟังว่า ณ บริเวณบ้านแห่งนี้ มักจะมีต้นไม้อีกชนิดที่พบมาก นั่นก็คือ ต้นปอบ (ผมยังหาภาพมาประกอบไม่ได้ครับ) แต่ลักษณะของมัน ชอบขึี้อยู่ริมน้ำ มีใบคล้ายใบโพธิ์ (ต้นสะหรี) มีดอกสีขาว เขาเรียกว่า ต้นปอบ ซึ่งต่อมาอาจจะเป็นชื่อของหมู่บ้านก็ได้ ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งนะครับ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา

 

006
ติดตามอ่านเรื่องราว เบื้องหลังการปราบปรามผกค.ในพื้นที่ตำบลร่มเย็นคลิ๊กอ่านได้เลยครับ ชุดที่ 1 ชุดที่ 2 ชุดที่ 3 ชุดที่ 4 ชุดที่ 5


18 บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 21 หมู่บ้านประชาภักดีและหมู่บ้านประชาพัฒนา เดิมชื่อหมู่บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 ต.ร่มเย็น เนื่องจากขึ้นปกครองอยู่กับหมู่บ้านร่องส้านปัจจุบัน หมู่บ้านประชาภักดีและหมู่บ้านประชาพัฒนา เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งอพยพหนีภัยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค.) เพราะถูก ผกค. ชักชวนให้เข้าร่วมเป็นพวก และจัดหาเสบียงอาหารให้ ผู้ใดขัดขืน ผกค. ก็ใช้ญาติพี่น้องของผู้นั้นฆ่าผู้นั้นเสีย ก่อให้เกิดความระแวงไม่ไว้ใจกันไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ จึงพากันอพยพหลบหนีจากหมู่บ้านเดิม เพื่อความปลอดภัยในชีวิต โดยมีนายเลาจือ แซ่หาง (หาญบุญทวี) เป็นผู้นำชนเผ่าหรือหัวหน้าเผ่า จากหมู่บ้านห้วยส้าน , หมู่บ้านนาหนุน ต.ภูซาง อ.ภูซาง หมู่บ้านเพียสี อ.เชียงของ จ.เชียงราย และหมู่บ้านห้วยกอก อ.เทิง จ.เชียงราย

ปี พ.ศ.2513 นายประสิทธิ์ สงวนน้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พันตรีชอบ มงคลรัตน์ อดีตนายอำเภอเชียงคำ ได้จัดสรรที่ดินผืนนี้ จำนวน 22,625 ไร่ ซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมให้เข้าอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในที่ดินที่ทางราชการ จัดสรรให้ โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบอาชีพ และที่ดินสาธารณะประโยชน์ ที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 1 ไร่ ที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ นอกนั้นจัดเป็นที่สาธารณะ เพื่อก่อสร้างโรงเรียน วัด สถานีอนามัย ขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และลานกีฬา เป็นต้น มีราษฎรเข้าอยู่อาศัย 3 กลุ่ม คือ ชาวเขาเผ่าม้ง ชาวพื้นเมือง และชาวอีสาน ปี พ.ศ.2536 จึงได้แยกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 และต่อมามีประชาชนหนาแน่นขึ้น ปี พ.ศ. 2546 หมู่บ้านประชาภักดี จึงได้แบ่งแยกหมู่บ้านขึ้นอีก 1 หมู่บ้าน ชื่อหมู่บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 21 (ข้อมูลโดย นายดำริ มณีนิล , นายสิงห์คำ เนตรใหญ่)

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน เดิมเป็นหมู่บ้านจัดสรรตามโครงการพระราชดำริ ในปี พ.ศ.2513 ซึ่งความเป็นมาของหมู่บ้าน แต่เดิมได้อพยพมาจากบ้านเลาอูและบ้านเลาลือ พ่อค้า ในปี พ.ศ. 2509 โดยมีสงครามคอมมิวนิสต์ตอนบน สร้างความเดือดร้อนความสงบสุขของประชาชน จึงได้อพยพมาก่อตั้งหมู่บ้านตามโครงการ ชื่อบ้านร่องส้าน โดยมีทั้งหมด 3 หมู่บ้าน 1. บ้านทุ่งรวงทอง 2. บ้านประชาภักดี 3. บ้านร่องส้าน
ภูมิลำเนาเดิมของบ้านประชาพัฒนาอยู่ที่บ้านตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย โดยมีพ่อหัวหน้าเลาจือ แซ่หาง เป็นหัวหน้าเผ่า ได้นำราษฎรอพยพมาอยู่ที่บ้านห้วยส้าน ต.เชียงแรง อ.เชียงคำ จ.เชียงราย ต่อมารัฐบาลได้จัดสรรที่ทำกินเพื่อความมั่นคงที่ล้านร่องส้าน ตามขั้นตอนดังกล่าว

ต่อมาพ่อหัวหน้าเลาจือ แซ่หาง จึงนำราษฎรย้ายมาจากบ้านห้วยส้านมาอยู่ที่บ้านร่องส้าน ม.8 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา ในสมัยนั้นราษฎรได้อาศัยอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม
1. เผ่าม้ง มีหัวหน้า เลาจือ แซ่หาง เป็นหัวหน้า
2. กลุ่มอิสาน มีพ่อจันโท เป็นผู้นำ
3. กลุ่มพื้นเมือง มีพ่อเตรียมศักดิ์ สิงห์แก้วเป็นผู้นำ

โดย พ่อเตรียมศักดิ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านร่องส้าน และต่อมาปี พ.ศ. 2526 ได้แยกหมู่บ้านร่องส้าน หมู่ 8 มาเป็นประชาภักดีหมู่ 13 มีนายหนูเยีย หาญบุญศรี เป็นผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาจังหวัดพะเยาได้ประกาศแยกหมู่บ้านประภักดีหมู่ที่ 13 จัดตั้งเป็นหมู่บ้านประชาพัฒนาหมู่ที่ 21 เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2546 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนพิเศษ 108 ง 17 กันยายน 2546)

ในปัจจุบันประชาชนบ้านประชาพัฒนา ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่งม้ง จะใช้ภาษาท้องถิ่น หรือภาษาประจำเผ่าเป็นภาษาม้ง ส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ อีกบางส่วนหรือส่วนน้อยนับถือศาสนาคริสต์ ประชากร ซึ่งมีขนบธรรมเนียมประเพณี การแต่งกายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ ชุดม้ง ที่เป็นลายปักหัตกรรมมีความโดดเด่น สวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะความงดงาม ในปัจจุบันลายเสื้อผ้าของเผ่าม้ง เป็นที่ต้องการของตลาดเสื้อผ้ามากโดยนำไปแปรรูปได้ผลิตภัณฑ์หลายอย่าง อาทิเช่น กระเป๋าสะพายผ้าปักม้ง กางเกงลายผ้าปักม้ง รองเท้าลำลองผ้าปักม้ง และอื่นๆอีกมากมาย (ข้อมูลโดยนายทวีศักดิ์ แซ่ย่าง ผู้ใหญ่บ้าน)

008
 


19. บ้านห้วยเดื่อดอยนาง หมู่ที่ 22
ต.ร่ม เย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา เดิมที่ชาวบ้านก็ได้อาศัยและทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เลือกตั้ง บ้านประชาภักดีและหมู่บ้านประชาพัฒนา เป็นต้น แต่ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้พากันอพยพไปหาแหล่งทำมาหากินแหล่งใหม่ ในตอนแรกก็ใช้การเดินทางข้างดอยนาง แถวอ่างเก็บน้ำห้วยสา ต.ร่มเย็น บางครอบครัวที่มีรถหน่อย ก็ขับรถอ้อมไปทางตัวอำเภอเชียงคำ เข้าไปทางบ้านแฮะ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่หมู่บ้านห้วยเดื่อ การเดินทางติดต่อยิ่งในฤดูฝน การเดินทางจะยากลำบากมาก ดังนี้ ทางผู้นำหมู่บ้านก็เลยได้มีมติขอเสนอ ตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่ชื่อ บ้านห้วยเดื่อดอยนาง ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา มีราษฎร์เป็นชาวเขาเผ่าม้ง จำนวน ๔๕ หลังคารเรือน ประชากร ๒๗๕ คน อาชีพปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด และเลี้ยงสัตว์


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สภาวัฒนธรรมตำบลร่มเย็น ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลร่มเย็น – นายสุพรรณ ยอดกันตรี, เลขานุการสภาวัฒนธรรมตำบลร่มเย็น- นายสิงห์คำ เนตรใหญ่
พระครูขันติวชิรธรรม (ผู้ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดในตำบลร่มเย็น และได้มาซึ่งข้อมูลของตำบลร่มเย็น)

ศิลปวัฒนธรรมแบบล้านนาบ้านเฮา คลิ๊กชมวีดีโอได้เลยครับ

 

  ที่ รายการ ที่ รายการ
  1. ซอล่องน่าน คณะประสิทธิ โนทะ 1. ฟ้อนแง้น ซอล่องน่าน
  2. ตำนานเมืองน่าน 2. แห่มวย
  3. ซอปี่ พ่อมานพ แม่บัวซอน 3. กลองปูจา
  4. ซอปี่เยาวชน คณะลูกบัวตองเชียงใหม่ 4. สืบสานล้านนา
  5. ซอตั้งเจียงใหม่ พ่อดวงจันทร์ แม่บัวซอน 5. ฟ้อนแพน
  6. ซอล่องน่าน พ่อครูคำผาย นุปิง 6. ฟ้อนเงี้ยว
  7. ซอพม่า ซออื่อ 7. ฟ้อนดวงเดีือง
  8. ซอเงี้ยว 8. ฟ้อนหริภุญชัย
  9. เดี่ยวซึ่ง มอญลำปาง 9. ระบำเชียงแสน
  10. ปราสาทไหว 10. ฟ้อนเจิง
  11. หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ ประยุกต์ 11. ฟ้อนผีมด 1
  12. รำวงบะเก่า 12. ฟ้อนผีมด 2
  13. เพลงลาวดวงเดือน ประยุกต์ 13. ฟ้อนผีเมืองละกอน
  14. วงมโหรี 14. ล้านนาโชว์
  15. ดนตรีพื้นเมืองเด็ก 15. วงระนาด
      16. วิถีชีวิตชุมชนไทลื้อบ้านทุ่งมอก เชียงคำ พะเยา

ศิลปวัฒนธรรมแบบล้านนาบ้านเฮา คลิ๊กชมวีดีโอได้เลยครับ

  ๑. การอ่านธรรมล้านนาแบบไทลื้อ ๓๑. เดี่ยวซึง
  ๒. การฟ้อนสะไบล้านนาแบบไทลื้อ ๓๒. ละอ่อนเล่นซึง
  ๓. การฟ้อนไทลื้อของละอ่อนล้านนา ๓๓. บรรเลงสะล้อ โดย..น้องโอ๊ค
  ๔. ช่างซอฟ้อนแง้นแบบล้านนา ๓๔. เพลงดอกบัวตอง โดย..สุนทรีย์
  ๕. เซิ้งไทลื้อแบบล้านนา ๑ ๓๕. บรรเลงระนาด เพลงล่องแม่ปิง
  ๖. เซิ้งไทลื้อแบบล้านนา ๓๖. เพลงใฝ่หามาเจย ชอบมาก
  ๗. เยือนเฮือนไทลื้อเชียงคำ ๓๗. ฟ้อนเล็บ
  ๘. วิถีชีวิตไทลื้อเชียงคำ ๓๘. ฟ้อนเจิง
  ๙. ไหว้พระวัดอนันตาราม เชียงคำ ๓๙. ตีกลองปูจา
  ๑๐. น้ำตกภูซาง และ วัดพระนั่งดิน ๔๐. ตีกลองสะบัดชัย
  ๑๑. การเก็บน้ำผึ้งของชุมชนบ้านปี้ อ.เชียงคำ ๔๑. ฟ้อนสาวไหม
  ๑๒. วิถีชีวิตไทลื้อจังหวัดน่าน ๔๒. ปีใหม่ม้ง ปี 2009
  ๑๓. การตีกลองล้านนาแบบไทลื้อ ๔๓. ขับเพลงพี่น้องเมี่ยนหรือ เย้า
  ๑๔ แอ่วพะเยา ภูซาง ภูลังกา ตอนที่ 1 ๔๔. บรรยากาศกว๊านพะเยา
  ๑๕. แอ่วพะเยา ภูซาง ภูลังกา ตอนนที่ 2 ๔๕. ลอยกระทงพะเยา
  ๑๖ ทางขึ้นภูลังกา 1 ๔๖. ในกว๊านพะเยา
  ๑๗ ทางขึ้นภูลังกา 2 ๔๗. ดอกบัวในกว๊านพะเยา
  ๑๘ ยอดภูลังกา พร้อมสาวชาวเขาสวย ๔๘. กว๊านพะเยา
  ๑๙. ตอนขึ้นภูลังกา ๔๙. ฟ้อนที่พะเยา
  ๒๐ ดอยภูลังกา ๕๐. ลอยกระทงที่พะเยา
  ๒๑ ชมทะเลหมอกภูลังกา ๕๑. ล่องเรือกว๊านพะเยา
  ๒๒. แอ่วกว๊านพะเยา ๕๒. ลอยกระทงที่บ้านต๋อมพะเยา
  ๒๓ ซอเมืองน่าน โดย. ครูคำผาย นุปิง ๕๓. บวงสรวงที่พะเยา
  ๒๔ ขับลื้อสิบสองปันนา ๕๔. ภูชี้ฟ้า 1
  ๒๕ ครูมุกดา แม่พระของเด็กดอกคำใต้ ๕๕. ภูชี้ฟ้า 2
  ๒๖. ซอตั้งเชียงใหม่ ๕๖. ภูชี้ฟ้า 3
  ๒๗. ปี่จุมห้า โดย..พ่ออุ้ยติ๊บ ๕๗. ภูชี้ฟ้า 4
  ๒๘. ปี่จุม โดย..โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม ๕๘. แอ่วเหนือ
  ๒๙. สะล้อซอซึง ๕๙. แอ่วเหนือ 2
  ๓๐. ดี่ยวซึง เพลงล่องแม่ปิง ๖๐. อยตุง
001
ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติมเมืองแห่งธรรมะ มีพระนั่งดิน ถิ่นทอน้ำไหล ผ้าทอไทลื้อ
น้ำตกเลื่องลือ คะแนงน้ำมิน ป่าไม้ผืนดิน อุดมสมบูรณ์
flower1_div_md_wht
ท่านสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านี้ เพื่ออ่านเป็นไฟล์ pdf คลิ๊กตรงหัวข้อได้เลยครับ
 
1. รวมประวัติอำเภอเชียงคำ ดาวน์โหลด 4. ประวัติบ้านเกษตรสมบูรณ์ ดาวน์โหลด
2. หน้าปกหนังสือ ดาวน์โหลด 5. ประวัติวัดเกษตรสมบูรณ์ ดาวน์โหลด
3. คำนำสารบัญ ดาวน์โหลด 6. คำสอนสุภาษิตล้านนา ดาวน์โหลด

เกริ่นนำ ประวัติความเป็นมา :
bar

หาก จะกล่าวถึง ประวัติและความเป็นมา ของหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา รหัสไปรษณีย์ 56110 แล้วนั้น ถึงแม้ว่า จะเป็นหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เมื่อวันเสาร์ ที่ 9 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2507 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ โดยที่มีครอบครัวของ พ่ออุ้ยแก้ว แม่อุ้ยสุ มาสุข และ ครอบครัวของ พ่ออุ้ยเงิน แม่เบ้า รุ่งเรือง เป็นสองครอบครัวที่มาตั้งอยู่ ณ บริเวณหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้เป็นครั้งแรก และ ต่อมาทางราชการได้ตั้งให้เป็นหมู่บ้านอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติการ ปกครองบริหารส่วนท้องถิ่น เมื่อปีพุทธศักราช 2534 ซึ่งถ้านับตามจำนวนปีพุทธศักราชแล้ว หมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ก็เพิ่งมีมาได้ประมาณ 48 ปี (ปัจจุบันปี พ.ศ. 2555) ถ้าเปรียบเทียบกับอายุของมนุษย์เราแล้ว ก็คงเปรียบได้แค่วัยกลางคนเท่านั้นเอง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว บรรดาผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้นั้น มีมาก่อนตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งก็ได้สืบเชื้อสายกันมา และพากันอพยพ พร้อมกับย้ายที่อยู่เพื่อแสวงหาที่ทำมาหากินที่อุดมสมบูรณ์แห่งใหม่อยู่เป็น เนืองๆ ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้พยายามรวบรวมและเรียบเรียง ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย รวมไปถึงครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์สามเณร พ่อน้อย พ่อหนาน และจากบรรดาปราชญ์ผู้รู้ต่างๆ อีกทั้งได้ค้นคว้าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ได้ขอความรู้จากหลายๆที่ หลายๆ แห่งนำมาประติดประต่อกัน เพื่อให้มีข้อมูลที่จะเป็นหลักฐานเชื่อมกัน อีกทั้งให้ได้รับรู้ถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนต่างๆ รอบหมู่บ้านของเรา ซึ่งผู้คนในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ส่วนใหญ่แล้วเป็นชนชาติพื้นเมืองดั้งเดิม หรือ คนเมืองล้านนานั่นเอง ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่แห่งนี้ตั้งแต่โบราณกาลเป็นต้นมา แต่ในปัจจุบันนี้ อำเภอเชียงคำของเรา มีผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อย ที่อาศัยอยู่รวมกันถึง 5 ชนชาติพันธุ์ หลักๆ ดังนี้คือ

 

  1. พี่น้องชนชาติพันธุ์พื้นเมือง ใช้ภาษาล้านนา เป็นภาษาสื่อสารกัน มีอักษรหรืออักขระล้านนาเป็นตัวหนังสือเขียน คลิ๊กอ่านเพิ่ม
  2. พี่น้องชนชาติพันธุ์ไทลื้อ ใช้ ภาษาไทลื้อเป็นภาษาสื่อสารกัน มีอักษรหรืออักขระธรรม ซึ่งก็ใช้อักษรล้านนา ซึ่งบางครั้งแทบจะแยกไม่ออกระหว่างคนพื้นเมืองกับพี่น้องไทลื้อ ซึ่งมีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกัน คลิ๊กอ่านเพิ่ม
  3. พี่น้องชนเผ่าเมี่ยน หรือ เย้า ซึ่งส่วนใหญ่จะมีวัฒนธรรมชนเผ่า และมีที่อยู่อาศัยอยู่บนภูเขาหรืออยู่ใกล้ภูเขา คลิ๊กอ่านเพิ่ม
  4. พี่น้องชนเผ่าม้ง หรือ แม้ว มีวัฒนธรรมประจำชนเผ่า อาศัยอยู่พื้นลาบใกล้เชิงเขา คลิ๊กอ่านเพิ่ม
  5. พี่น้องชนเผ่าไทยอีสาน ซึ่งได้อพยพมาหาที่ทำกินแห่งใหม่เป็นหมู่บ้านที่ย้ายถิ่นฐานมาจากภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ทั้งชาวไทยอีสานและชาวผู้ไท ซึ่งมาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น นครราชสีมา นครพนม และมุกดาหาร ซึ่งก็มีหลายหมู่บ้าน หลายชุมชนในตำบลต่างๆ ในอำเภอเชียงคำนี้ คลิ๊กอ่านเพิ่ม

* หมายเหตุ ปัจจุบัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ได้มีโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ เกิดขึ้นมาจากพระราชดำริ ได้มีการอพยพชาวเขาเผ่าต่างๆ จากจังหวัดเชียงใหม่ มาอีก 4 เผ่า เพื่อมาดูแลป่าต้นน้ำญวน ที่บ้านหนองห้า ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา อันได้แก่ เผ่าเมี่ยนหรือเย้า เผ่าอาข่า เผ่ามูเซอ และชนเผ่าประกากะญอ หรือ กะเหรี่ยง คลิ๊กอ่านข้อมูลเพิ่มเติม


002
แผนที่บริเวณพื้นที่อำเภอเชียงคำ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
chaingkham
คลิ๊กชมเว็ปไซต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็นได้ที่ภาพข้างบนครับ


สำหรับ การกล่าวถึง ประวัติบ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้นั้น จะขอกล่าวถึงเฉพาะประวัติศาสตร์เรื่องราวหรือตำนาน ในพื้นเขตอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยที่จะเน้นไปเฉพาะเขตตำบลร่มเย็น และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเราเป็นส่วนใหญ่นะครับ โดยจะขอแยกออกเป็นประวัติศาสตร์ความเป็นมา ตำนาน ในส่วนต่างๆ จำนวน 5 ส่วนด้วยกันดังนี้

 

  1. ในส่วนแรก ขอนำเสนอหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ ที่ได้ข้อมูลมาจากเว็ปไซต์ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ที่ได้บันทึกเรื่องราวหลักฐาน ประวัติอำเภอเชียงคำ ไว้ดังนี้ คือ



อำเภอเชียงคำ
เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดพะเยา ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำลาว แม่น้ำยวน และแม่น้ำแวน ซึ่งเป็นลุ่มน้ำย่อยของลุ่มแม่น้ำอิง ในอดีตเป็นแอ่งอารยธรรมของชุมชนที่มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ ความเป็นมาของอำเภอเชียงคำปรากฏในรูปแบบตำนาน 2 ตำนานในสมัยพุทธกาลที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ตามตำนานพระธาตุดอยคำ ฉบับวัดหนองร่มเย็น เมืองเชียงคำมีชื่อเดิมว่า เวียงชะราว ตั้ง อยู่ในพื้นที่บ้านคุ้มหมู่ 6 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ พระยาผู้ปกครองเมืองได้สร้างพระธาตุไว้บนดอยนอกเมืองเพื่อล้างบาป ต่อมามีผู้พบแหล่งทองคำขนาดใหญ่ ในลำธารหลังดอย ดอยนั้นได้ชื่อว่า “ดอยคำ” พระธาตุบนดอยก็ชื่อว่า “พระธาตุดอยคำ” เมืองชะราวก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองเชียงคำ”

แต่ตำนานพระเจ้านั่งดิน พญาผู้สร้างเมืองชื่อว่า “พญาคำแดง” และเมืองนั้นชื่อ “พุทธรส” ประชาชนชาวเมืองมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้สร้างพระพุทธรูปมีนามว่า “พระเจ้านั่งดิน” พระพุทธเจ้าทำนายว่า สืบไปภายหน้าเมืองจะเจริญรุ่งเรือง และอุดมไปด้วยสินทรัพย์และจะได้ชื่อว่า “เมืองเชียงคำ”

อีกตำนานหนึ่งที่กล่าวถึงวัดพระนั่งดินได้กล่าวไว้ดังนี้ วัดพระนั่งดิน Wat Phra Nang Din

เป็น วัดที่องค์พระประธานของวัดไม่มีฐานรองรับเหมือนกับพระประธานองค์อื่นๆ เคยมีราษฏรสร้างฐานรองรับ เพื่ออัญเชิญพระประธารขึ้นประดิษฐานบนฐานรองรับ แต่ปรากฏว่าพยายามยกเท่าไรก็ยกไม่ขึ้น จึงเรียกสืบเนื่องกันต่อมาว่า พระนั่งดิน ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธรูปนี้สร้างตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ดังนั้น พระเจ้านั่งดินน่าจะมีอายุกว่า 2,500 ปี ในการสร้างพระพุทธรูปนี้ ใช้เวลา 1 เดือน 7 วัน จึงเสร็จ เมื่อสร้างเสร็จได้ประดิษฐานไว้บนพื้นราบ ไม่มีฐานชุกชีดังพระพุทธรูปอื่นๆทั่วไป

Unlike other temples the principal Buddha image here sits on the ground instead of a base. There used to be a public attempt to build a base for the image, but it turned out unsuccessful. The image was ever since called Phra Nang Din, which refers to an image sitting on the ground. Legend has it that the image was built in the time of the Lord Buddha; it was, therefore, believed to be over 2,500 years old.

ตาม ตำนานกล่าวว่า พระยาผู้ครองเมืองพุทธรสะได้ค้นพบประวัติ (ตำนาน) เมื่อนมจตุ จุลศักราช ๑๒๑๓ ปีระกาเดือน 6 แรม ๓ ค่ำ วันจันทร์ พระพุทธเจ้าได้เสด็จออกเมตตาสรรพสัตว์รอบโลกโดยทางอภินิหาร พอพระองค์เสด็จมาถึงเวียงพุทธสะ (อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน) พระองค์ได้เสด็จประทับอยู่บนดอยสิงกุตตระ พระธาตุดอยคำปัจจุบัน ทรงแผ่เมตตาและประสาทพรตรัสสั่งพระยาคำแดงเจ้าเมืองพุทธรสะในขณะนั้น ให้สร้างรูปเหมือนของพระองค์ไว้ยังเมืองพุทธรสะนี้ พอสัพพัญญูเจ้าตรัสจบ ก็ปรากฏว่ามี พระยาอินทร์องค์หนึ่ง พระยานาคตนหนึ่ง พระฤระฤาษี ๒ ตน และพระอรหันต์ ๔ องค์ ช่วยกันเนรมิตเอาดินศักดิ์สิทธิ์จากเมืองลังกาทวีป มาสร้างพระรูปเหมือนของพระพุทธองค์ โดยใช้เวลาสร้างหนึ่งเดือนกับเจ็ดวันจึงแล้วเสร็จ

ครั้นเมื่อพระ พุทธองค์ ได้เสด็จไปรดสัตว์ทั่วถึงแล้ว จึงได้เสด็จเข้าสู่เมืองพุทธรสะอีกครั้งทรงเห็นรูปเหมือนที่ให้ทรงสร้างนั้น เล็กกว่าองค์ตถาคต จึงตรัสให้เอาดินมาเสริมให้ใหญ่เท่าพระองค์ แล้วพระสัพพัญญูเจ้าได้แผ่รัศมีออกครอบจักรวาล รูปปั้นจำลองจึงเลื่อนลงจากฐานชุกชี (แท่น) มากราบไว้พระสัพพัญญูเจ้า พระองค์ได้ตรัสเทศนากับรูปเหมือนที่ให้สร้างขึ้นนั้นว่า “ขอให้ท่านจงอยู่รักษาศาสนาของกูตถาคตให้ครบ ๕,๐๐๐ พระวรรษา” พระรูปเหมือนนั้นได้กราบน้อมรับเอาแล้วประดิษฐานอยู่บนผืนดินนั้น พระรูปเหมือนดังกล่าวคือองค์พระเจ้านั่งดินในปัจจุบันนี้เอง

เป็นที่ น่า สังเกตว่า พระเจ้านั่งดินองค์นี้ ไม่ได้ประทับบนฐานชุกชี เหมือนกับพระพุทธรูปในอุโบสถวัดอื่นๆ มีผู้เฒ่าแก่เล่าว่า เคยมีชาวบ้านพากันสร้างฐานชุกชี แล้วอัญเชิญพระเจ้านั่งดินขึ้นประทับ แต่มีเหตุปาฏิหาริย์เกิดฟ้าผ่านลงมาที่อุโบสถถึง ๓ ครั้ง พุทธบริษัททั้งหลายจึงอาราธนาลงมาประดิษฐานบนพื้นดินดังเดิมตราบเท่าทุก วันนี้

003
พระเจ้านั่งดิน พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงคำ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประเทศไทยจัดระบบการปกครองแผ่นดินส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครั้งนั้น อำเภอเชียงคำอยู่ในแขวงน้ำลาว (รวมพื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายอยู่ด้วย) พื้นที่ในเขตการปกครองของจังหวัดน่าน โดยมี เจ้าสุริยวงศ์ ดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำแขวง ที่ว่าการแขวงตั้งอยู่ ณ วัดพระแก้ว บ้านเวียง ม.6 ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ ต่อมาทางราชการ ได้ยุบและปรับปรุงแขวงน้ำลาว โดยจัดเป็นบริเวณน่านเหนือ มีเขตการปกครองครอบคลุมพื้นที่อำเภอเชียงคำ อำเภอปง จังหวัดพะเยา อำเภอเทิง และบางส่วนของอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงราย

เมื่อ ปี พ.ศ. 2450 กระทรวงมหาดไทยได้ยกเลิกตำแหน่งข้าหลวง ตำแหน่งเจ้าเมือง ตั้งเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านเหมือนกันทั่วประเทศ จัดตั้งจังหวัดเชียงราย แขวงน้ำลาวถูกยุบและแยกเป็นเมืองเทิง และเมืองเชียงคำ เมืองเชียงคำมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งขึ้นกับจังหวัดเชียงราย ตั้งพระยาพิศาลคีรี ดำรงตำแหน่ง นายอำเภอเชียงคำเป็นคนแรก

เมื่อวัน ที่ 28 สิงหาคม 2520 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดพะเยาขึ้น แบ่งเขตการปกครองจากจังหวัดเชียงราย โดยโอนอำเภอพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอจุน อำเภอปง อำเภอเชียงม่วน และอำเภอเชียงคำ รวม 7 อำเภอ จัดตั้งเป็นจังหวัดพะเยา

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกา แบ่งพื้นที่อำเภอเชียงคำเป็น กิ่งอำเภอภูซาง ประกอบด้วย 5 ตำบล คือ ตำบลสบบง ตำบลภูซาง ตำบลเชียงแรง ตำบลทุ่งกล้วยและตำบลป่าสัก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539

เมื่อ วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกายกฐานะ กิ่งอำเภอภูซาง ขึ้นเป็น อำเภอภูซาง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550

ที่ตั้งและอาณาเขต

 

  ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอเทิง (จังหวัดเชียงราย) และอำเภอภูซาง
  ทิศตะวันออก ติดต่อกับ แขวงไชยะบุลี (ประเทศลาว) และอำเภอสองแคว (จังหวัดน่าน)
  ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอสองแคว (จังหวัดน่าน) และอำเภอปง
  ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอจุน และอำเภอเทิง (จังหวัดเชียงราย)


การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค อำเภอเชียงคำแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 10 ตำบล 134 หมู่บ้าน ได้แก่

 

  ที่ ตำบล ชื่อภาษาอังกฤษ จำนวน หมู่บ้าน
  1. หย่วน
Yuan 15 หมู่บ้าน
  2. น้ำแวน Nam Waen 14 หมู่บ้าน
  3. เวียง Wiang 10 หมู่บ้าน
  4. ฝายกวาง Fai Kwang 17 หมู่บ้าน
  5. เจดีย์คำ Chedi Kham 12 หมู่บ้าน
  6. ร่มเย็น Rom Yen 22 หมู่บ้าน
  7. เชียงบาน Chiang Ban 11 หมู่บ้าน
  8. แม่ลาว Mae Lao 14 หมู่บ้าน
  9. อ่างทอง Ang Thong 13 หมู่บ้าน
  10. ทุ่งผาสุข Thung Pha Suk 7 หมู่บ้าน


* บ้านห้วยเดื่อดอยนาง ขอแยกตั้งหมู่บ้านใหม่จากบ้านประชาภักดี เมื่อ 22 ต.ค. 2555

การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอเชียงคำประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 11 แห่ง ได้แก่

 

  ที่ เทศบาล/ตำบล เขตพื้นที่ที่ครอบคลุม
  1. เทศบาลตำบลเชียงคำ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหย่วน
  2. เทศบาลตำบลบ้านทราย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเวียงทั้งตำบล
  3. เทศบาลตำบลฝายกวาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลฝายกวางทั้งตำบล
  4. เทศบาลตำบลหย่วน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหย่วน (นอกเขตเทศบาลตำบลเชียงคำ)
  5. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแวน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำแวนทั้งตำบล
  6. องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์คำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเจดีย์คำทั้งตำบล
  7. องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลร่มเย็นทั้งตำบล
  8. องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงบาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงบานทั้งตำบล
  9. องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ลาว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ลาวทั้งตำบล
  10. องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอ่างทองทั้งตำบล
  11 องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งผาสุข ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งผาสุขทั้งตำบล


004
ภาพวิถีชีวิตชาวไทลื้อ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


  2. ใน ส่วนที่สอง เป็นตำนานของพี่น้องชาวไทลื้อ ซึ่งก็ถือได้ว่า เป็นชนชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยใน
พื้นที่เขตอำเภอเชียงคำของเรา จำนวนมากเป็นอันดับสอง ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ ดังนี้


ในปี พ.ศ. 2331 พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ได้มีรับสั่งให้เจ้า อัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครอง นครน่าน ไปตีเมือง เชียงตุง และกวาดต้อน ชาวไทยใหญ่ จากรัฐฉาน ประเทศพม่า กับชาวไทลื้อ จากแคว้นสิบสองปันนาประเทศจีน อันประกอบด้วย เมืองพง เมืองมาง เมืองหย่วน ฯลฯ อันแต่ละเมือง ก็มีเจ้าผู้ครองนครปกครองอยู่ บรรดาผู้คน ที่ถูกกวาดต้อน มาให้ไปอยู่ที่เมือง เชียงม่วน (อ. เชียงม่วน จ. พะเยา) โดยมีเจ้า ผู้ครองนคร ที่ทรงพระนามว่า พญาคำ และพญาธนะรวมอยู่ด้วย และมีความเห็นว่า อันเมืองเชียงม่วนนี้ จะทำอาชีพใด หรือการเกษตร ก็ไม่ค่อย ที่จะได้ผลดีนัก จึงขออนุญาต เจ้าเมืองน่าน อพยพผู้คน ไปอยู่เมืองเชียงคำ ( อ. เชียงคำ จ. พะเยา ในปัจจุบัน ) และได้ ตั้งชื่อหมู่บ้าน นี้ว่า ” บ้านมาง ” โดยได้เอาชื่อเมืองมางที่เคยอยู่ใน อดีตมาตั้งเป็นชื่อ หมู่บ้าน พญาทั้งสอง ได้นำพวกชาว ไทลื้อ มาตั้งถิ่นฐาน หรือที่อยู่อาศัย พร้อมกับ ประกอบอาชีพ ตามที่ถนัด และได้พากัน สร้างวัดขึ้นมา วัดหนึ่ง โดยตั้งชื่อวัดว่า ” วัดมาง “

ต่อมาปี พ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีรับสั่ง ให้เจ้า อนันตวรฤทธิ์เดชฯ เจ้าผู้ครอง นครน่านไปตีเมือง สิบสองปันนา เมืองเชียงรุ้งอีก ปรากฏว่า พอถึงเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ยอมสวามิภักดิ์ แต่โดยดี และยังพบชาวไทลื้อ กลุ่มหนึ่ง ตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลของจีนฮ่อ ซึ่งปกครอง ด้วยระบบ ทารุณโหดร้าย จึงได้ทรงช่วยเหลือ ไทลื้อเหล่านั้น ให้พ้นจากอิทธิพล อันเลวร้าย โดยการกวาดต้อน เข้ามาอยู่ที่บ้านเหงา อ.เทิง จ. เชียงราย

ครั้นถึง พ.ศ. 2413 พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดชฯ ได้สืบราชสมบัติ แห่งนครน่าน ได้มีเจ้าเมืองสิบสองปันนาชื่อ “พญาโพธิราช ” พาชาวไทลื้อ อพยพหนีภัย สงครามเข้ามาอยู่ในเมืองเทิง ซึ่งบรรดาชาว ไทลื้อต่างเรียงเจ้าเมือง องค์นี้ว่า ” พญานายฮ้อย “

ในปี พ.ศ. 2416 พระเจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดชฯ ทรงวิตก และเกรงว่าชาวไทลื้อเหล่านี้ อาจพากันอพยพกลับไปอยู่ที่เดิมอีก จึงได้อพยพไปอยู่ ที่อำเภอเชียงม่วน จ.น่าน แต่พื้นที่ของ เมืองเชียงม่วน ไม่อุดมสมบูรณ์ ชาวไทลื้อ จึงเข้าไปขออนุญาต ย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ จากเจ้าเมืองน่าน พระองค์ได้โปรด ให้หัวหน้าเผ่าไทลื้อ ออกไปสำรวจ หาสถานที่ตามแหล่งต่างๆ ในที่สุดก็ไปพบ ที่ราบกว้างใหญ่ พื้นดินอุดมสมบูรณ์ และมีแม่น้ำหย่วน แม่น้ำลาวไหลผ่าน เหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าไทลื้อสืบไปจึงกลับไปถวายรายงานและก็ ได้รับอนุญาตแล้วพากันอพยพเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่นั่นก็คือท้องที่ อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน

ต่อมาปี พ.ศ. 2447
พวกไทลื้อ ได้พากันตั้งหมู่บ้าน ขึ้นอีกแห่งชื่อ ” บ้านธาตุสบแวน ” พร้อมกับได้พากัน แยกย้ายหรือ ขยายหมู่บ้านออก ไปตั้งถิ่นฐาน อยู่ในเขตเมือง เชียงคำอีก เป็นจำนวน หลายหมู่บ้าน เช่น บ้านทุ่งมอก บ้านเชียงบาน บ้านหล้า บ้านหนองลื้อ บ้านแพด บ้านหนองเลา บ้านธาตุ ฯลฯ ชาวไทลื้อ ได้พากันตั้งหมู่บ้าน เป็นหลักแหล่ง มาจนทุกวันนี้

ชาวไท ลื้อ ยึดอาชีพ การเกษตรเป็นหลัก มีการปลูกพืช ผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์เช่น วัว ควาย หมู เป็ด และไก่ ไว้ใช้งาน หรือประกอบ อาหาร ในครัวเรือน โดยถือคติว่า ” ไม่ซื้อ ไม่ขาย เก็บไว้กิน และ แบ่งปันพี่น้อง “

ชาว ไทลื้อ ต่างนับถือ พุทธศาสนา ดังจะเห็นได้ จากการสร้างวัด ที่มีศิลปะแบบ ของไทลื้อล้วนๆ และแบบศิลปะ ไทลื้อผสมพม่า ซึ่งในท้องที่ อ. เชียงคำ มีอยู่หลายวัด เช่น วัดหย่วน วัดมาง และวัดนันตาราม ความเชื่อถือ ของบรรพบุรุษก็คือ นับถือเทพยดา อารักษ์ ผีสาง จะเห็นได้ จากการที่มีการใหว้ผี ประจำปีของ แต่ละหมู่บ้าน ซึ่งจะมีขึ้น เป็นประจำ

ผี ที่ชาวไทลื้อ นับถือมี 3 จำพวก ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ ผีบ้าน และพระ (ผี) เสื้อเมือง เพราะชาวไทลื้อ เชื่อว่า เหตุการณ์ภายใน อาคารบ้านเรือน เป็นหน้าที่ ของผีบ้านผีเรือน ที่ต้องดูแล คุ้มครอง ส่วนการนับถือ ผีบรรพบุรุษ อย่างมั่นคง จะช่วยให้เกิด สวัสดิมงคล อยู่ดีมีสุข ทำมาค้าขึ้น สำหรับพระ (ผี) เสื้อเมือง จะคอยรักษา เหตุการณ์บ้านเมือง ให้อยู่ในความสงบ โดยปราศจาก เหตุร้ายต่างๆ
สมัยก่อน ชาวไทลื้อไม่นิยม นำพระพุทธรูป ไว้สักการบูชาในบ้าน โดยให้เหตุผลว่า พระพุทธรูป เป็นของสูง ที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์ ควรจะนำไป ประดิษฐานในโบสถ์หรือวิหาร ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเก็บรักษาในบ้านซึ่งเหมือนจะเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น

ชาว ไทลื้อ ถือคติว่า ในโลกนี้ ไม่มีใคร ช่วยเขาได้ นอกจาก ดวงวิญญาณ ของผีปู่ย่า ตายายของเขา เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ทุกบ้านจึงมี หิ้งบูชาบรรพบุรุษ ที่จัดไว้ ในห้องเป็นพิเศษ ส่วนการนับถือ ผีบ้านผีเรือน และพระ (ผี) เสื้อเมือง ชาวไทลื้อ จะมีความเชื่อมั่น อย่างจริงจัง เวลาเคราะห์หามยามร้ายอะไรขึ้น มาก็มักกล่าวหาว่า ผีบ้าน ทำเอาบ้าง พระ(ผี) เสื้อเมือง ลงโทษเอาบ้าง สุดแต่จะยก เหตุผลมาอ้าง ไปต่างๆ นานา เช่น หากออกไป นอกบ้านกลับมา มีอาการผิดปกติ หนาวจับไข้ขึ้นก็หาว่า ผีตายโหง ทำเอาโทษบ้าง พระ(ผี)เสื้อเมือง ทำอันตรายเอาบ้าง แม้แพทย์แผน ปัจจุบันรักษาไม่หาย ยังมีอาการ แบบสามวันดี สี่วันไข้เจ้าของบ้าน จะทำพิธี “สะเดาะเคราะห์” หรือที่เรียกตามภาษา พื้นบ้านว่า “กรรมเฮือน”

สำหรับ พิธีกรรม เลี้ยงพระ (ผี) เสื้อเมือง จะร่วมใจกัน จัดเป็นงานใหญ่ โดยจัดกัน เป็น 3 ปี ต่อหนึ่งครั้ง คือ เริ่มต้นในฤดู เก็บเกี่ยวในปีแรก จนครบ 3 ปี ตามปฏิทิน หรือฤดูกาล ทำนาครั้งที่ 4 ชาวไทลื้อ เรียกพิธีนี้ว่า 3 ปี 4 งวง (รวง) ข้าว เวลาทำพิธี เลี้ยงพระเสื้อเมือง เขาห้ามคนใน ออกไปที่อื่น คนนอกเข้ามา ในหมู่บ้าน มีการแสดง เขตกำหนด บริเวณหมู่บ้าน โดยการทำเฉลว (ตาเหลว) ที่สานด้วยไม้ไผ่ ไปผูกติดไว้ ที่ประตูชั่วคราว ตรงปากทาง เป็นเครื่องหมาย พร้อมกับมี หนังสือกำชับ หรือมีคนคอยป่าว ประกาศห้าม พอคนต่างถิ่น มาเห็นเข้าก็ต้อง เดินอ้อมไปอีกทางหนึ่ง เพราะถ้าขืนล่วงล้ำเข้าไป ในหมู่บ้าน ในขณะที่ชาวบ้าน กำลังกระทำพิธี เลี้ยงผีประจำหมู่บ้าน บุคคลนั้น จะถูกปรับไหม แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งชาวไทลื้อ ทุกคนยินดีที่จะ ปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะถูกประณาม อย่างเสียหาย

พิธีกรรมเลี้ยงผี เริ่มทำกันตั้งแต่ ตอนเช้าตรู่เป็นต้นไป ซึ่งเป็นที่รู้จัก กันว่า ถ้ามีการเลี้ยงผี กำนันผู้ใหญ่ และชาวบ้าน ทุกหลังคาเรือน จะต้องนำไก่มีชีวิต มารวมกันที่บ้าน ของหมอผีประจำหมู่บ้าน โดยหมอผีเป็นผู้กระทำพิธีทางไสยศาสตร์ไปด้วย

เรื่องการนำไก่ มีชีวิตไปรวมกัน ถือเป็นข้อปฏิบัติ ที่ทุกบ้านจะขาด เสียมิได้ ถ้าเวลานั้น เจ้าของบ้าน ที่เป็นผู้ชายไม่อยู่ อาจมีกิจธุระ ต้องออกไป ทำงานนอกบ้าน ผู้เป็นภรรยา จะต้องให้คนนำ ไก่ไปที่บ้านหมอผี แต่ตัวของนางจะไม่ไป เองเด็ดขาด เหตุผลก็คือ ผู้หญิงเป็นเพศ ที่ขวัญอ่อน มักตื่นตระหนกใจง่าย เวลาที่เห็นการฆ่าสัตว์ หรือบางทีผู้หญิง หน้าตาสวย เข้าไปในงานพิธี พระ (ผี) เสื้อเมือง อาจถูกใจ เอาไปเป็นเมีย ที่เมืองผีก็ได้ ดังนั้นในงานพิธี เลยมีเฉพาะ ผู้ชายเท่านั้น เมื่อเจ้าของ บ้านที่เป็นผู้ชาย ทุกคนอุ้มไก่ คนละตัวไป บ้านหมอผี จนได้ไก่ครบตาม จำนวนครอบครัว ขั้นตอนการ ปฏิบัติต่อมา เขาจะเชิญ หมอผีประจำหมู่บ้าน มาทำพิธี ใครที่เอาไก่ ไปก็ลงมือ เชือดคอไก่ ด้วยตนเอง แบบของใครของมัน

ส่วนอีกพวกหนึ่ง ก็จุดไฟต้มน้ำร้อน ไว้ลวกไก่ หลังจากถอนขน เสร็จก็เอาใส่รวมกัน ในกระทะใบใหญ่ ต้มให้สุก จากนั้นเอาไก่ เพียงตัวเดียว ใส่พานไม้ พร้อมกับข้าว เหนียวนึ่ง 1 จาน เทียนสีผึ้ง และสุรา 1 จอก (ประมาณ 100 ซีซี.) โดยหมอผี ประจำหมู่บ้าน จะถือไปด้วยตนเอง เพื่อเปิกการเจรจา กับพระเสื้อเมือง หรือเทพารักษ์ ประจำหมู่บ้าน

หลังจากที่ทุกอย่าง พร้อมแล้ว บรรดาผู้ชาย ต่างพากัน นั่งยองๆ ด้วยอาการ สงบนิ่ง อยู่ในบริเวณนั้น โดยหมอผี ประจำหมู่บ้าน จะเปล่งเสียง สาธยายมนต์ ตามตำราอย่างชัดเจนว่า

” ปีนี้ก็ควบไคว่ เติงเวลาแล้ว หมู่จุมจาวบ้าน ตังหลายตังมวล ได้ร่ำเปิงหา ปู่เจ้าเสื้อบ้าน จึงมาร่ำรี้ร่ำไร สูมาคารวะปู่เจ้า เสื้อบ้าน ขออาราธนา ปู่เจ้าได้รับของกิน ของทาน ดังนี้แล้วขอปู่เจ้า เสื้อบ้านจุงได้โผด กรุณาให้ ลูกให้หลาน เหลนหลีกลี้ ได้อยู่ดีมีสุข ผู้ทุกคนฮอด ไปเติงหมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง ม้า วัว ควาย หื้ออย่าได้มี ภัยพยาธิ์มา เติงโดยแล ” ต่อจากนั้น ก็ยกไก่ และสุรา ไว้บนหอ ให้เวลาประมาณ 15 นาที คาดคะเนว่า ปู่เสื้อบ้าน ได้รับของเช่นสังเวย เรียบร้อยแล้ว ก็จะเอาไก่ต้ม ตัวดังกล่าว ลงจากหอปู่เสื้อบ้าน ไปรวมกับไก่ต้ม ตัวอื่นๆ ก่อนที่จะลงมือ ฉีกเนื้อไก่จิ้ม น้ำปลากินกัน อย่างเอร็ดอร่อย พร้อมแกล้มกับสุรา ที่เตรียมเอามา ล่วงหน้า

บรรดาอาหารต่างๆ ห้ามนำเอากลับบ้าน เหลืออะไร ก็ให้เอาไว้ที่ใต้ ต้นไม้ฮุง (ต้นไทร) ใหญ่หน้าศาล ปู่เสื้อบ้าน ทั้งหมด ดังคำกล่าวที่ว่า กราบพระได้บุญ เลี้ยงผีคนได้กินอิ่มท้อง ในวันนั้น เป็นวันหยุดงานทุกชนิด คนในหมู่บ้าน ทั้งหมดจะห้าม ออกนอกบ้านไป ทางหนึ่งทางใด เด็ดขาด ต้องอยู่ในหมู่บ้าน ตลอดเวลา ถ้าใครที่เดินทาง ออกไปจากบ้าน ชาวบ้านจะถือว่า ละเมิดประเพณี แสดงว่าเป็นตัว “อุบาทว์” หรือ “ขึด” ประจำหมู่บ้าน ไม่มีผู้ใด อยากคบหา สมาคมด้วย พิธีกรรม เมืองหรือ การบูชา เทพาอารักษ์ ของแต่ละเมือง มีขนบธรรมเนียม ที่แตกต่างกันไป คนละแบบไม่ เหมือนกัน ตลอดจน การจัดพิธีกรรม ก็ไม่ตรงกัน เพราะบางเมือง จะมีพระเสื้อ เมืองไม่เท่ากัน บางเมืองมีเพียง 3 – 4 คน แต่บางเมือง มีมากถึง 20 – 30 คน ทำให้ต้องเลี้ยง กันนานถึง 3 วันติดต่อกัน และจะจัดเพียง 3 ปีต่อครั้ง เรียกว่า ” 3ปี 4 งวง (รวง ) ข้าว ” ในพิธี 3 ปี 4 รวงข้าวนั้น มีการสนุกรื่นเริง เฮฮาตามประสา ชาวชนบท มีการละเล่น และเสียง มโหรีปี่ซอ บรรเลงกันเต็มที่ ตลอดจนมี อาหารการกิน ทุกอย่างเลี้ยงกันเต็มที่

สัมผัสวิถีชีวิตไทลื้อ อ.เชียง คำ จ.พะเยา ชาวไทลื้อในอำเภอเชียงคำมีวิถีการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายส่วนใหญ่จะตั้ง บ้านเรือนเป็นกลุ่มอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านไทลื้อคือจะมีบ่อน้ำไว้ประจำแต่ละบ้านนอกจากนั้น ก็ยังมีการปลูกพืชผักสวนครัวอยู่ในบริเวณบ้านด้วย โดยปกติแล้วชาวไทลื้อจะประกอบอาชีพทำไร่นา หลังจากหมดสิ้นฤดูทำนาแล้วผู้หญิงไทลื้อก็จะพากันจับกลุ่มทอผ้าซึ่งผ้าทอไท ลื้อนั้นถือว่ามีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงามไม่แพ้ผ้าทอจากที่อื่น

หมู่ บ้านชาวไทลื้อในอำเภอเชียงคำ มีอยู่ 26 หมู่บ้าน เมื่อกล่าวถึงเชื้อสายบรรพบุรุษของไทลื้อเฉพาะในอำเภอเชียงคำ สันนิฐานว่าน่าจะสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มเมืองพง เมืองมาง เมืองหย่วน เมืองบาน เมืองแพด และเมืองล้า ในแค้วนสิบสองพันนา โดยดูได้จากชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นตามชื่อเมืองเดิม

พะเยาเป็น จังหวัดหนึ่งที่มีชุมชนไทลื้อตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่นใน อ.เชียงคำ และที่ ต.ฝายกวาง ต.น้ำแวน ต.เชียงบาน ต.ภูซาง ต.เวียงชุม เป็นต้น ทางอำเภอเชียงคำได้จัดตั้งเป็นศูนย์แสดงผลงานทางศิลปะวัฒนธรรม และฝึกอาชีพของชาวไทลื้อ ใกล้ ๆ กับศูนย์ทอผ้าไทลื้อจะเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ในชีวิตประจำของไทลื้อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อไทลื้อเก่าอายุนับร้อยปี อุปกรณ์เครื่องมือในการจับสัตว์ นอกจากนี้ยังมีการจำลองห้องต่าง ๆ ของชาวไทลื้อ เช่นห้องนอน ห้องครัว เป็นต้น

 

005
วัดพระธาตุดอยคำ ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
คำขวัญของ ตำบลร่มเย็น

บ้านเล็กในป่าใหญ่
ท่องไพรชมถ้ำ
ไหว้สาพระธาตุดอยคำ
เด่นงามล้ำภูอานม้า
พืชสวนเกษตรเขียวงามตา
ล้ำเลอค่าแหล่งรวมวัฒนธรรม


  3. ในส่วนที่สามนี้ ถือได้ว่าเป็นประวัติหรือตำนานที่อยู่ใกล้เคียงกับชุมชนหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรามาก
ที่สุด เนื่องด้วยมีบรรพบุรุษของชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และตำนานนี้ ที่เขียนขึ้นมาโดย
คุณชัยวัฒน์ จันธิมา ซึ่งได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ ในบทความดังกล่าวได้กล่าวได้ดังนี้


 

ด้วย ความสมบูรณ์ของชีวิตและความผูกพันต่อสายน้ำและป่าไม้ ชุมชนบ้านคุ้ม ได้รวมตัวกันรักษาประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงผีขุนน้ำและบวชป่าสืบชะตาต้นไม้ประจำทุกปี และที่โดดเด่นคือ การฟังเทศน์กลางแม่น้ำ หรือพระธรรมเทศนาพื้นเมืองเรื่องมัจฉาพระยาปลาช่อน ซึ่งริเริ่มโดยพระครูขันติวชิรธรรม เจ้าคณะตำบลร่มเย็น (ปัจจุบันเป็นรองเจ้าคณะอำเภอเชียงคำ) อันเป็นธรรมเทศนาขอฟ้าฝนตามคติโบราณที่ถือว่าใช้เทศน์ให้เกิดฝนตกต้องตามฤดู กาล

อดีตกาลผ่านมากว่า 700 ปี เมืองเชียงคำ หรือเมืองชะราว หรือเมืองพุทธรส มีผู้ปกครองเมืองนับตั้งแต่พญาคำแดงเป็นต้นมา เล่าสืบกันว่าเมืองแห่งนี้ คือ ชุมชนบ้านคุ้ม บ้านสบสา บ้านหนอง บ้านร้อง บ้านโจ้โก้ (ความเห็นจากผู้เรียบเรียง จากคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน พ่ออุ้ยแม่อุ้ย ที่ได้อยู่ทันเห็นเหตุการณ์และเคยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้นแล้วได้พากันอพยพ ถิ่นฐานบ้านเรือน จากหมู่บ้านต่างๆเหล่านั้น ได้เล่าให้ฟังถึงว่า ในอดีตนั้น ยังมีหมู่บ้านอีกหลายหมู่บ้านในบริเวณใกล้เคียงในเขตตำบลร่มเย็น เช่น บ้านแขม บ้านก๊อด บ้านดงโค้ง บ้านทุ่งเก้าพร้าว บ้านหัวนาเต๊อะ บ้านบน บ้านร่องดินแดง บ้านปางงัว เป็นต้น ซึ่งหลายๆหมู่บ้านดังกล่าวในปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นเป็นสภาพหมู่บ้าน แล้ว เนื่องจากได้กลายเป็นทุ่งท้องนาไปเสียหมดสิ้น คงเหลือไว้ให้เห็นแต่สภาพอิฐดินเผาเก่าๆ บ้างที่ฝังอยู่ใต้ดิน เวลาชาวบ้านทำไร่ทำนา ก็ขุดพบเจอเป็นจำนวนมาก บางทีก็ขุดค้นพบข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกฝังไว้เป็นจำนวนหลายชิ้นด้วยกัน) ในเขตตำบลร่มเย็น ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาในปัจจุบันนี้เอง

ในตำนานที่อ้างถึงเมืองพุทธรสแห่งนี้ ตำนานพระธาตุดอยคำ ตำนานวัดพระนั่งดิน ตำนานสิงหนวัตร และตำนานพระธาตุสบแวน ได้ลำดับเรื่องราวของการสร้างบ้านแปงเมือง โดยผู้ปกครองเมือง ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองสืบทอดกันมายาวนาน และแม้บางช่วงบางเหตุการณ์เช่นกัน ที่มีผู้ปกครองเมืองใจชั่วหยาบช้ากดขี่ประชาราษฎร จึงถูกฟ้าดินลงโทษทัณฑ์ แต่เมืองเชียงคำก็สงบสุขร่มเย็นและผ่านพ้นวิกฤตการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นมา ได้ตราบเท่าทุกวันนี้

 

006
ภาพวาดตำนานการพบทองคำที่พระธาตุดอยคำ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

จากผู้เรียบเรียง “ตาม ตำนานเรื่องเล่า การพบแร่ทองคำระหว่างลำห้วย พ่ออุ้ยแม่อุ้ยได้เล่าเรื่องปรัมปรา ให้ฟังว่า ตะก่อนเคยมีแร่ทองคำไหลออกจากลำห้วย แล้วมีแม่หม้ายยากจนเป็นคนไปพบสายแร่ทองทองนี้เป็นคนแรก นางก็ได้เก็บเรื่องราวนี้ไว้เป็นความลับอยู่นาน เพราะนางถึงแม้จะเป็นคนยากจน แต่นางเป็นคนมีจิตใจที่มีคุณธรรมไม่โลภมาก บ้างก็เล่าว่า เพราะเทวดาสงสารนาง เลยเนรมิตให้นางพบกับแร่ทองคำนี้ เมื่อนางพบทองเป็นลักษณะนี้ นางก็ได้ใช้มีดทำการขูดเอาวันละเล็กละน้อยพอหลายวันเข้าก็ได้เยอะขึ้นแล้วนำ ไปขาย ทำให้ครอบครัวของนางมีฐานะดีขึ้น ชาวบ้านก็พากันแปลกใจ ไปถามนาง นางคนนี้ก็ไม่ตอบอะไร จนมีคอยแอบสังเกตและแอบตามนางไปที่นางไปหาของป่า จนไปเจอเข้ากับแร่ทองเหมือนกับทองแท่งที่ขวางเหมือนสะพานข้ามลำห้วย ก็พากันแตกตื่นไปทั่วเมือง เรื่องเลยไปถึงพระกรรณของผู้ปกครองเมืองสมัยนั้น ทำให้มีแต่ผู้คนมีความโลภ และผู้ปกครองเมืองสมัยนั้น ก็ได้สั่งให้คนรับใช้และทหาร จะพากันไปตัดทองนั้น เพื่อที่จะได้เยอะ โดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลื่อย ขวาน มีด จอบ เมื่อมีความโลภ จิตไม่มีคุณธรรมดังนั้น อาจจะเพราะสิ่งศักดิ์หรือเทวดาที่คอยปกปักรักษาทองคำนี้ไว้ เมื่อมีคนใช้ขวานและเลื่อยตัดให้ขาด ปรากฎว่า ทองคำก็ขาดออกจากกันและได้ไหลเข้าไปในภูเขาเสียทั้งหมด ทำให้ไม่มีใครได้ทองคำนั้นอีกเลย พยามขุดหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดอยแห่งนี้ก็เลยได้ชื่อว่าดอยคำ ซึ่งมีตำนานเรื่องเล่ามากมาย เช่น ตำนานการสร้างพระธาตุ ที่มีการขนทองคำบรรทุกบนหลังม้ามาเพื่อที่จะสร้างเจดีย์ เป็นต้น หากมีเวลาผู้เขียนจะได้นำไปลงไว้ที่เว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org นะครับ ท.ทิวเทือกเขา”

ใน ปัจจุบันแม้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และร่องรอยของตำนานที่เล่าขานสืบกันมาจะทรุดพังและถูกทำลายลงตามเหตุแห่ง สมัย แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นความสง่างามเหนือชุมชนแห่งนี้ คงยังมีให้ลูกหลานมองเห็นอยู่บ้าง อาทิ พระธาตุดอยคำ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวเชียงคำทุกคน

อย่าง ไรก็ตามจากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยแม่อุ้ยและพระสงฆ์ในชุมชนแห่งนี้ หลายท่านระบุว่า ก่อนที่จะมาเป็นชุมชนบ้านคุ้ม-บ้านสบสานั้น ชุมชนดั้งเดิมตั้งอยู่บริเวณป่าเหนือหมู่บ้านขึ้นไปอีกราว 2-3 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “ป่าห้วยน้ำสา” โดยบริเวณดังกล่าวพบซากอิฐเก่าของวัดร้างและเศษพระพุทธรูปจำนวนมาก เท่าที่ปรากฏให้เห็น ได้แก่ วัดพระธาตุทุ่งสา อยู่บริเวณป่าห้วยน้ำสา จากปากคำของพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าว่า ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา จะมีแสงคล้ายดวงแก้วลอยขึ้นมาในบริเวณพระธาตุนั้น แล้วค่อย ๆ เคลื่อนมาวนเวียนที่พระธาตุดอยคำ จากนั้นก็ลอยมาที่วัดคุ้ม ลอยต่อไปยังวัดพระนั่งดิน และกลับมาเช่นเดิม เป็นอย่างนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว นอกจากนี้ในบริเวณนั้น ชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงประหลาดคล้ายเสียงฆ้อง เสียงกลองตีดังสนุกสนานเหมือนงานวัดอยู่บ่อย ๆ เช่นกัน วัดโป่งหนองขอน อยู่บริเวณไม่ห่างไกลจากวัดพระธาตุทุ่งสานัก ตามคำบอกเล่าได้ระบุว่ามี “บ่อจืน” (บ่อตะกั่ว) ในบริเวณนั้นด้วย ที่แห่งนั้นจะเป็นที่ถลุงเงิน ถลุงทองคำในอดีต ซึ่งตำนานได้กล่าวถึงสายแร่ทองคำในเขตนี้ด้วย ต่อมาชาวบ้านได้ถมบ่อนี้เพราะวัวควายมักจะตกลงไป

วัด ห้วยถ้ำอยู่บริเวณห้วยถ้ำหรือ “ดอยโปด” (ภูเขาถล่ม) ที่แห่งนี้เล่าว่า มีถ้ำที่เก็บพระพุทธรูปและวัตถุโบราณหลายอย่างในช่วงสงครามพม่า (ประมาณ พ.ศ. 2101) แต่ต่อมาน้ำได้เซาะดินเกิดถล่มปิดถ้ำไว้ หลายปีต่อมามีชาวบ้านรุ่นหลังไปขุดค้นและขโมยพระพุทธรูปออกมาได้จำนวนไม่ นอกจากนี้ยังมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปออกมาได้จำนวนไม่น้อย บางส่วนก็เก็บรักษาบูชาที่วัดคุ้ม

นอก จากนี้ยังมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปและข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณได้ที่ บริเวณ “วังกว๊าน” ปัจจุบันเป็นที่สวนและไร่นาของชาวบ้านไปแล้ว เล่ากันว่า เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน “พ่ออุ๊ยหม่องคำ” ได้พบพระพุทธรูปทองจำนวนมากในบริเวณนี้โดยบังเอิญ ชาวบ้านแห่ไปขุด แต่ปรากฏว่ามีแต่ผงขี้เถ้า

007
พระครูขันติวชิรธรรม “ตุ๊ลุงเพชร” ปราชญ์พระสงฆ์ รองเจ้าคณะอำเภอเชียงคำ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

พระครูขันติวชิรธรรม ปราชญ์พระสงฆ์ เจ้าคณะตำบลร่มเย็น เล่าให้ฟังว่า นอกจากพุทธสถานต่าง ๆ แล้ว บริเวณนี้ยังปรากฏร่องรอยของการทำการเกษตรของชุมชนดั้งเดิมด้วย คาดว่าจะเป็นการทำนา เพราะปรากฏมีคันนาบางแห่งซึ่งขณะนี้ได้ฟื้นเป็นป่าไปหมดแล้ว พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยหลายคนเล่าว่า บริเวณป่าห้วยสา ยังมีบริเวณที่เรียนกว่า “ทุ่งทัพ” อันเป็นที่พักของกองทัพที่มาตั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยปรากฏมีร่องน้ำหนึ่งชื่อ “ร่องขี้ม้า” แสดงว่าอาจจะมีกองทหารม้ามาตั้งอยู่ที่นี่ด้วย นอกจากนั้นยังมีทุ่งเลี้ยงสัตว์ และแหล่งน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า “กอดสองห้อง” และ”กอดป่าครั่ง”

พ่อ อุ้ยแม่อุ้ยหลายท่านช่วยกันวิเคราะห์ว่า การโยกย้ายวัดและชุมชนจากป่าห้วยสา ลงมาสู่บ้านคุ้มนั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากการถูกรบกวนไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง อาจจะเป็นไชยภูมิในการรบหนึ่ง เนื่องจากบริเวณบ้านคุ้มมีสาขาน้ำยวนและร่องลำห้วยมากมาย เหมาะจะเป็นคูป้องกันข้าศึกได้ หรืออาจจะเป็นเพราะสมัยก่อนมีสิงสาราสัตว์มากชอบออกมารบกวนสัตว์เลี้ยงของ ชาวบ้านหนึ่ง หรืออาจจะเพราะมีพื้นราบมาก มีพื้นที่ชุ่มน้ำ “หนอง” ได้รับน้ำจากหลายสาย ฯลฯ

หลัง จากนั้นหนองและร่องน้ำบางสายก็ตื้นเขิน จึงมีการขยายชุมชนและมีราษฎรจากที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะจากจังหวัดน่านอพยพมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติมอีก ชุมชนบ้านคุ้มและบ้านสบสาก็ขยายเป็นบ้านหนอง บ้านร้อง บ้านโจ้โก้ ฯลฯ

ใน ส่วนชุมชนเก่าแก่ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่านั้น ก็กลับฟื้นเป็นป่าที่สมบูรณ์ กลายเป็นป่าใช้สอยหรือป่าชุมชนของชาวบ้าน แต่ในช่วงปี 2505 รัฐบาลกลับเปิดให้เอกชนสัมปทานป่าบริเวณนี้ ทำให้ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้ตะเคียนถูกโค่นล้มลงไปจำนวนมาก นายทุนได้ใช้ช้างลากติดต่อกันหลายปี จนมีชื่อบริเวณหนึ่งว่า “ปางช้าง”

อย่าง ไรก็ตามประมาณช่วงปี พ.ศ. 2512 พ่อหลวงหวัน จอมนาสวน ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านคุ้ม จึงประกาศให้ป่าห้วยสาเป็นเขตอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ห้ามมีการตัดไม้ทำลายป่าจากบุคคลภายนอกอย่างเด็ดขาด อนุญาตให้แต่เพียงคนในชุมชนที่ต้องการสร้างบ้านเท่านั้น แต่ก็ถูกท้าทายจากภายนอกบ้าง

สืบ ต่อกันเรื่อยมาจนถึงสมัยที่นายเจริญ แจ้งสว่าง ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านประมาณปี 2533 ได้มีการตั้งกฎระเบียบป่าห้วยสาอย่างเข้มงวดอีกครั้ง มีการตั้งคณะกรรมการและลงโทษอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ได้เชิญหน่วยงานราชการป่าไม้เข้าร่วมดำเนินงานด้วย จนทำให้ป่าผืนนี้สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของอำเภอเชียงคำด้านตะวันออก

สำหรับ ป่าต้นน้ำห้วยสานี้ประกอบด้วยลำห้วยกว่า 10 สาขา ได้แก่ ห้วยถ้ำ ห้วยหวายฝาด ห้วยต้นหล้อง ห้วยแคแดง ห้วยครูบา ห้วยคาวตอง ห้วยน้ำบง ฯลฯ ไหลรวมกันเป็นห้วยน้ำสายาวประมาณ 30 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่การเกษตรกว่าหมื่นไร่ ในสองตำบลได้แก่ ตำบลร่มเย็นและตำบลเจดีย์ อันเป็นพื้นที่ผลิตข้าว ข้าวโพด หอมแดง สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ประชาชน ทั้งนี้น้ำสานั้นมีไหลตลอดทั้งปีทำให้ทำการเพราะปลูกพืชได้ทุกฤดู

ด้วย ความสมบูรณ์ของชีวิต และความผูกพันต่อสายน้ำและป่าไม้ ชุมชนบ้านคุ้มได้รวมตัวกันรักษาประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นการเลี้ยงผีขุนน้ำและบวชป่าสืบชะตาต้นไม้ประจำทุกปี และที่โดดเด่นคือการฟังเทศน์กลางแม่น้ำ หรือพระธรรมเทศนาพื้นเมืองเรื่องมัจฉาพระยาปลาช่อน ซึ่งริเริ่มโดยพระครูขันติวชิรธรรม เจ้าคณะตำบลร่มเย็น อันเป็นธรรมเทศนาขอฟ้าฝนตามคติโบราณที่ถือว่าใช้เทศน์ให้เกิดฝนตกต้องตามฤดู กาล

เรื่อง พระยาปลาช่อนนี้ มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ณ ดินแดนแห่งหนึ่งได้เกิดความแห้งแล้งทุกข์เข็ญยิ่งนัก แม่น้ำแห้งขอดจนกาและแร้งสามารถบินลงมาจิกกินกุ้ง หอย ปู ปลาในหนองได้ นอกจากนี้ข้าวกล้าไร่นาผู้คนก็แห้งตายไม่มีเหลือ พระยาปลาช่อนผู้มีใจกุศล อันก็คือพระโพธิสัตว์ ก็ได้แสดงปาฏิหาริย์บังเกิดให้มีฝนฟ้าตกลงมาโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงการสั่งสอนให้มนุษย์มีใจรักในหมู่ญาติพี่น้องของตน เมื่อญาติพี่น้องมีทุกข์ตนเองก็จะต้องช่วยเหลือเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

ธรรม เทศนาปลาช่อนบทนี้อาจจะสอนใจคนในยุคสมัยปัจจุบันได้ดี หากทุกคนช่วยกันรักษาป่า รักษาแม่น้ำลำธาร ไม่ตัดไม้ทำลายแม่น้ำเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวคนเดียว ซึ่งถ้ารักษาป่าก็หมายถึงการเกื้อกูลญาติพี่น้องนั่นเอง ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้ เมืองของเราก็มั่นคงถาวร ปรากฏการณ์เล็ก ๆ ที่เมืองเชียงคำน่าจะพิสูจน์ให้เราประจักษ์ได้ไม่มากก็น้อย

008
ภาพบรรยากาศทุ่งนา ก่อนทางเข้าหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
009
ป้ายชื่อหมู่บ้าน อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
  4. ในส่วนที่สี่นี้ เป็นการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของ บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ
จ.พะเยา รหัสไปรษณีย์ 56110 เป็น หมู่บ้านที่ได้ตั้งชื่อขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยทางการได้ทำการแยกหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ออกมาจากบ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4 ก่อนมีตั้งชื่อหมู่บ้านนั้น บ้านกษตรสมบูรณ์ ได้มีชื่อเก่าว่า “บ้านโจ้โก้ใหม่” ซึ่งก็สืบเนืองมาจาก เป็นหมู่บ้านที่ขยายตัวและเริ่มมีประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ยังคงอยู่ในการปกครองของบ้านโจ้โก้ ทำให้การบริหารงานเป็นไปด้วยความลำยากบาก ทำให้หน่วยงานราชการ อำเภอเชียงคำ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะตั้งเป็นหมู่บ้านแห่งใหม่ขึ้นมา โดยให้ชาวบ้านได้มีการประชุม เลือกตั้งผู้นำหมู่บ้าน และตั้งชื่อหมู่บ้าน ซึ่งในที่ประชุมของชาวบ้าน ก็มีมติในที่ประชุมเป็นเอกฉันท์ว่า “จะตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่ว่า บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 “
010
ทางเข้าหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

ประวัติความเป็นมา บ้านเกษตรสมบูรณ์

สำหรับ ประวัติความเป็นมา ก่อนที่จะกลายมาเป็นบ้านเกษตรสมบูรณ์ ในปัจจุบันนี้ ก็มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้รู้ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย พ่อหน้อย พ่อหนาน และปราชญ์ชาวบ้าน ได้เล่าให้ฟังถึง เรื่องราวความเป็นมาในอดีตของผู้คนชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ซึ่งมีที่ไปที่มาต่างที่ต่างทางกัน เพราะในสมัยอดีตนั้น มีการอพยพย้ายที่ทำกินกันไปตามที่ต่างๆ ที่อุดมสมบูรณ์ มีที่ทำกิน โดยเฉพาะบริเวณไหนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ก็มักจะมีหมู่บ้านไปรวมตัวกันอยู่ ณ บริเวณจุดนั้น การเดินทางในสมัยอดีตนั้น ใช้วิธีการเดินทางโดยล้อเกวียน การเดินทางไปเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือไปเป็นกลุ่มเป็นคณะบ้าง โดยได้เดินทางมาจากทางตำบลเจดีย์คำ เช่น บ้านร่องค้อม บ้านอัมพร บ้านปัว บ้านปีน บ้านกว๊าน บ้านปุ๊ บ้านบุญยืน บ้านดอนลาว เป็นต้น ที่มาจากตำบลเวียง ก็มีเช่น บ้านปี้ บ้านทราย บ้านกอม บ้านดอนแก้ว เป็นต้น และก็มาจากตำบลอื่นๆ เช่น ตำบลแม่ลาว ตำบลหย่วน ตำบลเชียงบาน ตำบลทุ่งกล้วย ก็มีอยู่บ้าง ฯลฯ เป็นต้น แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเขยหรือเป็นสะใภ้เสียมากกว่า เพราะราษฎรส่วนใหญ่แล้ว จะสืบเชื้อสายมาจากทางตำบลร่มเย็นมากกว่ามากกว่าการสืบเชื้อสายมาจากตำบล อื่น โดยบางครอบครัวก็ได้อพยพย้ายมาจาก บ้านร้องเก่า บ้านร้องใหม่ บ้านใหม่เจริญสุข บ้านห้วยสา บ้านคุ้ม บ้านสบสา บ้านหนองร่มเย็น บ้านโจ้โก้ บ้านปางถ้ำ ฯลฯ เป็นต้น
011
สตบ.ประจำหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ (ชรบ. และ อฟปร.)
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

ชุมชน เหล่านี้ สันนิษฐานว่า ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2361 โดยราษฎรกลุ่มแรกนั้น เป็นคนพี้นเมืองในท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่แล้ว และประมาณ ปี พ.ศ. 2441 ได้มีราษฎรจากจังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และจังหวัดอื่นๆ ได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มเติมมากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ดั้งเดิมนั้นสืบเชื้อสายมาจากผู้คนพื้นเมือง ได้อาศัยกันอยู่ที่่บ้านก๊อด บ้านบน บ้านแขม บ้านร่องดินแดง บ้านโจ้โก้ “ปัจจุบันหมู่บ้านเหล่านี้ ไม่ปรากฎรูปร่างหรือสภาพหมู่บ้านให้เห็นเป็นหมู่บ้านแล้ว เพราะพื้นที่บางส่วนกลายเป็นทุ่งนา ที่ไร่ที่สวน เป็นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านไปหมดแล้ว มีเพียงแต่บ้านโจ้โก้เท่านั้น ที่ยังคงสภาพให้เห็นหมู่บ้านอยู่อยู่มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

 

012
เส้นทางลัดจากบ้านน้ำเกาะ เข้าสู่บ้านยอด ที่เห็นไกลๆโน่นคือดอยผาช้าง เมื่อข้ามไปก็จะถึงบ้างปางส้าน ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน
ผู้คนในสมัยอดีตเดินลัดเลาะไปจนถึง ห้วยลึก บ้านหนองห้า (โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ในปัจจุบัน) บ้านต้นผึ้ง ในเขตตำบลร่มเย็น

คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


ในสมัยอดีตนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะพากันอพยพย้ายถิ่นทำมาหากินมาจากจังหวัดน่าน ด้วยการเดินลัดเลาะตามห้วยและผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆมา ในปัจจุบันนี้ เส้นทางที่พ่ออุ้ยแม่ได้พากันเดินทางอพยพมาแทบจะไม่หลงเหลือร่องรอยให้เห็น เพราะเส้นทางบางช่วงได้ถูกตัดขาดและบดบังด้วยต้นไม้ใบหญ้าไปหมดแล้ว จากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ท่านได้เล่าให้ฟังอีกว่า “เส้นทางที่พวกเขาได้พากันเดินมาจากจังหวัดน่านนั้น เป็นเส้นทางที่แสนจะลำบากมาก ต้องพากันเดินเท้ารอนแรมนอนกลางดินกินกลางป่า ผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งก็เป็นหนทางเดินป่าที่ ชาวบ้านเหล่านั้นใช้สำหรับสัญจรในการไปทำไร่ข้าว หรือไร่ฝิ่นบ้าง ผ่านมาทางอำเภอปัว เข้าอำเภอเชียงกลาง ผ่านอำเภอสองแคว ของจังหวัดน่าน เข้าสู่ที่บ้าน ผาหลัก บ้านยอด บ้านห้วยเหาะ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านผาสิงห์ ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นพี่น้องชาวไทลื้อ อยู่ในพื้นที่เขต เทศบาล ต.ยอด อ.สองแคว จ.หวัดน่าน เข้าสู่บ้านปางส้านซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีทุ่งนา และเป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ ดังนั้นจึงมีชาวบ้านหลายครอบครัว พากันตั้งรกรากปักฐานกันที่นี่ก็เยอะ และหลายๆครอบครัวก็พากันเดินทางต่อเพื่อมุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย (หลังวันที่ 28 สิงหาคม 2520 ก็ได้รับการแบ่งการปกครองเป็นจังหวัดพะเยา) สืบไป

 

013
ดอยผาช้าง ถ่ายจากบ้านผาสิงห์ (บ้านห้วยเหาะ ) ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
014
ภาพผู้คนที่อพยพส่วนหนึ่งที่ตั้งรกรากปักฐานอยู่ที่บ้านห้วยเหาะ (บ้านผาสิงห์) บ้านปางส้าน บ้านยอด ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน
ปัจจุบันก็กลายเป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นหลักฐานยืนยันแสดงให้เห็นได้ว่า มีการอพยพกันจริงๆ ในสมัยนั้น
เพราะบรรดาผู้คนที่เห็นเหล่านี้ ก็เป็นญาติพี่น้องของผู้เขียนเอง และได้เล่าให้ฟังถึงการเดินทางในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
015
เส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา แห่งเทือกเขาดอยจี๋ ที่เมืองเห็นไกลๆ ก็คือดอยผาช้าง
ข้างล่างเทือกเขานี้ก็เป็นบ้านยอด ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน

คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


ผู้ คนที่ได้อพยพถิ่นฐานเหล่านี้ ได้เดินทางลัดเลาะผ่านไปตามลำห้วยต่างๆ ผ่านดอยกู้ ดอยจี๋ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงมาก แม้ในปัจจุบันจะมีทางลาดยางที่สะดวกสบายแล้ว ก็ถือว่าเป็นทางที่ค่อนข้างจะอันตรายอยู่พอสมควร ส่วนใหญ่หากผู้คนที่สัญจรจากอำเภอเชียงคำ เพื่อเดินทางไปสู่จังหวัดน่าน จะต้องผ่านเส้นทางนี้ และส่วนใหญ่ก็จะต้องพากันแวะพักดื่มน้ำเย็นธรรมชาติที่ไหลออกมากลางหุบเขา ดอยจี๋ และแวะไหว้ศาลเจ้าพ่อดอยจี๋แห่งนี้เสียก่อนออกเดินทางต่อไป เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการแวะพักร่างกายที่เมื่อยล้าจากการเดินทาง เป็นการเดินทางอย่างมีสติและไม่ประมาทด้วย เนื่องด้วยเส้นทางเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีแต่หุบเขาและเหวลึกมาก อีกทั้งเป็นเส้นทางที่รถต้องวิ่งสวนทางกัน ดังนั้น ควรที่จะต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัย

 

016
ปัจจุบันเส้นทางจากอำเภอเชียงคำไปจังหวัดน่าน เป็นทางลาดยางสะดวกสบายแล้ว ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงจังหวัดน่าน
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


ผู้ เดินทางเหล่านั้นได้เดินทางรอนแรมจนกระทั่งเดินทางมาถึงห้วยลึก และส่วนใหญ่ก็จะมานอนพักแรมกันที่นี่จำนวนหนึ่งคืน ” บางครั้งบางคราวถ้ามีแรงเดินมากหน่อยก็จะเดินต่อไปเพื่อพักที่บ้านปางถ้ำ” พวกท่านได้เล่าให้ฟังว่า “บริเวณที่แห่งนี้ พบรอยเท้าคล้ายรอยเท้ามนุษย์ปรากฎอยู่บนก้อนหิน เป็นสถานที่สงบร่มเย็น ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลหมากรากไม้ อีกทั้งยังมีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิดที่ได้อาศัยอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ซึ่งต่อมาในปัจจุบันผู้คนต่างก็ได้ขึ้นไปเยี่ยมชม และเชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาท”

017
รอยพระบาท สันนิษฐานว่า เป็นรอยพระบาทพระอรหันต์หรือพระอริยะ ที่ห้วยลึกเลยบ้านต้นผึ้งไปเล็กน้อย
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
018
พระพุทธรูปในถ้ำผาแดง ที่บ้านปางถ้ำ ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
019
ดอยผาข่าม หรือ ดอยผาขาม ที่มีประวัติและตำนานมากมาย อีกทั้งเคยเป็นที่หลบภัยทางการเมืองในสมัยก่อนด้วย
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


จาก นั้นก็ผ่านบ้านต้นผึ้ง ผ่านบ้านผาแดงล่าง เป็นบ้านชาวเขาเผ่าเย้า หรือ เมี่ยน เข้าสู่บ้านปางถ้ำ ผ่านบ้านปางปอบ “ปัจจุบันเรียกบ้านน้ำญวนพัฒนา” ได้มาตั้งรกรากปักฐาน ณ บ้านก๊อด บ้านบน บ้านแขม บ้านโจ้โก้ บ้านร่องดินแดง ส่วนหนึ่งก็ลงไปทางบ้านคุ้ม บ้านหนอง เข้าสู่ตำบลเจดีย์คำก็มี เพราะเหตุแห่งความยากจน จึงได้พากันออกรอนแรมเดินทาง เพื่อที่จะหาที่ทำกินแห่งใหม่” จากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยเม่อุ้ย ได้เล่าให้ฟังว่า ในครั้งอดีตนั้น บริเวณหมู่บ้านดังกล่าว เป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ พืชผักธัญญาหาร สัตว์ป่า สัตว์น้ำ มีอยู่ชุกชุมจำนวนเยอะมาก ทำให้ผู้คนได้พากันอพยพครอบครัวมาอยู่รวมกลุ่มกันนั้นบริเวณแห่งนี้ บ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้ เดิมทียังไม่เป็นหมู่บ้าน สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป เป็นป่าไม้เล็กๆ พืชพันธุ์และไม้ต่างๆ ไม่ใหญ่โตมากนัก ส่วนมากเป็นไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้ตองตึง ไม้เหียง และเป็นป่าหญ้าคา หรือที่เรียกว่า ป่าแพะ เป็นต้น ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เคยมีชาวเขามาอาศัยอยู่ด้วย สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ทำมาหากินของชาวบ้านบ้านก๊อด บ้านบน และบ้านโจ้โก้ของชาวบ้านในสมัยนั้น

020
แผนที่การเดินทางจากอำเภอเชียงไปสู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
021
แผนที่การเดินทางจากอำเภอเชียงไปสู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
022
พ่ออุ้ยแก้ว แม่อุ้ยสุ มาสุข ผู้ก่อตั้งบ้านเกษตรสมบูรณ์
มาอยู่เป็นครอบครัวแรกเมื่อปี พ.ศ. 2507

คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

ต่อ มา เมื่อวันเสาร์ ที่ 9 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2507 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ ได้มี ครอบครัวของนายแก้ว มาสุข และ ครอบครัวของ นายเงิน รุ่งเรือง ได้พากันย้ายจากบ้านก๊อดและบ้านทุ่งบน มาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ โดยได้ปลูกบ้านอยู่ใกล้กันที่ 4 แยก ทางไปบ้านโจ้โก้ในปัจจุบัน และต่อมาก็เริ่มมีชาวบ้านครอบครัวอื่นๆ ได้ทยอยกันย้ายตามมาจนกลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ ในครั้งตอนที่ย้ายครอบครัวกันมาครั้งแรกนั้น บ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้ ยังคงใช้ชื่อหมู่บ้านตามหมู่บ้านเดิมอยู่ มีผู้ใหญ่บ้านปกครอง 1 คน ในสมัยนั้นคือ นายเป็ง ฐานะราช ชื่อหมู่บ้านคือ บ้านโจ้โก้ มีวัดแห่งหนึ่งชื่อวัดดอนมูลหรือวัดโจ้โก้เก่า และเรียกหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่ว่าบ้านโจ้โก้ใหม่ หมู่ที่ 15 ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย ต่อมา นายเป็ง ฐานะราช ได้เสียชีวิตลง ทางราชการได้เลือกและแต่งตั้งให้ นายทอง หายทุกข์ เป็นผู้ใหญ่บ้านสืบต่อมาอีก 10 กว่าปี และเมื่อ นายทอง หายทุกข์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ทางราชการได้เลือกและแต่งตั้งให้ นายมานพ ฐานะราช สืบต่อมา จากนั้นไม่นาน ทางราชการได้แบ่งการปกครองใหม่ คือ ได้แยกตำบลเจดีย์คำ ออกเป็น ตำบลร่มเย็น จากหมู่ที่ 15 ให้เป็นหมู่ที่ 4 และเปลี่ยนการปกครองจากจังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520

023
วัดพระธาตุดอยคำ ตั้งตระหง่านตรงข้ามกับบ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

สำหรับ หมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ทางองค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ดำเนินการวางเสาไฟ และปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ชาวบ้านใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีพุทธศักราช 2527 เมื่อมีไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆก็เริ่มเข้ามาสู่หมู่บ้านของเรา และมีผู้คนพากันอพยพครอบครัวมาอยู่ยังหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์แห่งนี้เพิ่มมาก ขึ้น และประชากรก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทางชาวบ้าน จึงมีการประชุมตกลงกัน เพื่อที่จะขออนุญาตทางการ ที่จะทำให้ชุมชนของตนเองตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านแห่งใหม่ โดยที่จะเลือกผู้นำขึ้นมาเพื่อปกครองหมู่บ้านของตนเอง เมื่อทางมติที่ประชุมได้เห็นสมควรแล้ว จึงได้แจ้งให้ทางราชการทราบ และตั้งชื่อชุมชนหรือหมู่บ้านของตนเองว่า บ้านเกษตรสมบูรณ์ เนื่องจากเห็นว่าสภาพของหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งด้านข้าวปลาอาหาร ที่ทำกิน มีแม่น้ำและลำเหมืองไหลผ่าน สามารถที่จะทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี

024   025
นายอินแสวง มาสุข
ผู้ใหญ่บ้านคนแรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2533- พ.ศ. 2535
  นายเหลา รุ่งเรือง
ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 พ.ศ. 2535 – พ.ศ. 2546
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


เมื่อ ได้ชื่อหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านได้พากันเลือกผู้ใหญ่ใหม่ โดยได้เปิดรับสมัครผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีผู้เข้าร่วมสมัครจำนวน 2 คน คือ นายเหลา รุ่งเรือง และ นายอินแสวง มาสุข ปรากฏว่า หลังจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยที่ทางการมาดำเนินการในการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ให้ ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ได้เลือกให้ นายอินแสวง มาสุข เป็นผู้ใหญ่บ้าน ปกครองบ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา รหัสไปรษณีย์ 56110 เมื่อปี พ.ศ. 2533 เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ท่านก็ได้ปกครองหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นเวลา 2 ปี และได้ลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เมื่อ นายอินแสวง มาสุข ได้ลาออก ทางราชการจึงได้ให้ชาวบ้านเลือกตั้งผู้นำหมู่บ้านคนใหม่ เพื่อขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนผู้ใหญ่บ้านคนเก่าที่ลาออก และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น ในการลือกตั้งครั้งนี้ มีชาวบ้านมาสมัคร เพื่อที่จะให้ชาวบ้านเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นคือ นายเหลา รุ่งเรือง และเมื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก็ปรากฎว่า นายเหลา รุ่งเรือง ได้รับการคัดเลือกจากชาวบ้านให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำในชุมชนของตนเองสืบมา และทางการก็ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2535 และท่านได้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระถึง 2 สมัย และหมดวาระสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 24 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546

026
นายเหลี่ยม รุ่งเรือง
ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน พ.ศ. 2546-ปัจจุบัน

คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

เมื่อ นายเหลา รุ่งเรือง ได้หมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ สมัยที่ 2 ท่านก็ไม่ได้สมัครต่อในสมัยที่ 3 แต่ท่านได้ไปทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็นแทน โดยท่านได้ดำรงตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น และได้เปิดโอกาสให้แก่น้องชายของตนเอง เข้ามาเพื่อสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ แทนตำแหนงที่ว่างลง ทางราชการก็ได้ทำการเปิดรับสมัครผู้ที่จะมาดำรงเป็นผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ คนใหม่ ก็ได้มีชาวบ้านมาสมัครกันหลายคน แต่เมื่อชาวบ้านได้ทำการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่า นายเหลี่ยม รุ่งเรือง ก็ชนะผลการเลือกตั้งอย่างเป็นเอกฉันท์ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ และทางราชการก็ได้แต่งตั้งท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2546 และได้ปกครองหมู่บ้านจนครบวาระสมัยที่ 1 เมื่อหมดวาระในสมัยแรก ก็ไม่มีใครสมัครอีก เนืองจากชาวบ้านมีมติ เห็นว่าท่านได้ทำงานช่วยเหลือหมู่บ้านอย่างจริงจัง และนำพาหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ให้มีความเจริญก้าวหน้า จนกลายเป็นหมู่บ้านนำร่อง หมู่บ้านพัฒนาตัวอย่าง ชนะเลิศได้ที่ 1 ในการประกวดหมู่บ้านประจำอำเภอถึง 2 สมัยซ้อน เนื่องจากท่านเป็นผู้นำหนุ่มไฟแรง และรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน เป็นประชาธิปไตย ไม่มีอคติลำเอียง ไม่เลือกญาติพี่น้อง ทำงานอย่างจริงจัง ทำให้ได้รับความไว้วางใจ เป็นที่รักและเคารพของชาวบ้าน แม้ในสมัยที่สอง ท่านจะไม่อยากจะรับตำแหน่ง แต่ชาวบ้านก็ยังให้การสนับสนุน เนื่องจากในสมัยที่ 2 ท่านมีสิทธิ์ที่จะชิงตำแหน่งกำนันตำบลร่มเย็น ที่หมดวาระลง แต่เมื่อท่านสมัครเข้าชิงปรากฎว่า การเลือกตั้งกำนันตำบลร่มเย็นในครั้งนี้ ไม่ได้เหมือนครั้งก่อนๆ คือ ในสมัยนี้ (พ.ศ. 2552) การรับสมัครและการเลือกตั้ง ให้เลือกกันที่ประชุมของอำเภอ และผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ใช่ชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆในตำบลอีกต่อไปแล้ว แต่ให้อำนาจผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมุ่บ้านเป็นคนเลือกกันเอง เพราะฉะนั้นผู้นำหมู่บ้านทั้งตำบลร่มเย็น ที่มีเพียง 21 หมู่บ้านก็ได้ใช้ดุลพินิจและความคิดเห็นของลูกบ้านของตนเอง เลือกกำนันคนใหม่ ปรากฏว่า ท่านกำนันคนเก่า คือ นายเจริญ ก็สมัครเข้าชิงตำแหน่งในสมัยที่ 2 เหมือนกัน ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งกำนันเจริญ ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 11 ต่อ 8 คะแนน ท่านเพ้ไปเพียง 3 คะแนน ทำให้ท่านไม่ได้เป็นกำนันตำบลร่มเย็น เนื่องจากชาวบ้านคาดว่า หากท่านได้ดำรงตำแหน่ง คงจะทำให้หมู่บ้านและตำบลร่มเย็น พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเห็นผลงานของท่านที่ทำไว้กับหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา อย่างไรก็แล้วตาม ท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยได้แต่งตั้งให้ นายธงชัย มาสุข และนายกวด แจ้งสว่าง เป็นผู้ช่วย ในสมัยแรก และในสมัยที่สอง พ.ศ. 2552 ได้ตั้งนาย ธงชัย มาสุข และ นายติด วงศ์แก้ว เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เพื่อช่วยกันทำงานและพัฒนาหมู่บ้าเกษตรสมบูรณ์ของเราสืบไป

027
บรรยากาศท้องทุ่งนา มีลำเหมืองไหลผ่านหมู่บ้าน เหมาะแก่การทำการเกษตรกรรมเป็นอย่างดี
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


2.สภาพทั่วไปของหมู่บ้าน :

พื้นที่ โดยทั่วไปของหมู่บ้าน เป็นที่ราบพื้นที่ใกล้เชิงเขา เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพืชพันธุ์ธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ ใกล้ภูเขา และติดทุ่งนา ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำ พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำเทือกสวน ไร่นา ได้ตลอดปี ทุ่งนา ไม่เคยว่างจากการทำการเกษตร ทั้งการปลูกหอมแดง กระเทียม ข้าวโพด ถั่วลิสง ยาสูบ ทำสวนลำไย ลิ้นจี่ สวนขิง สวนยางพารา เป็นต้น

 

028
บริเวณสวนลำไยของชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ ถ่ายจากดอยหัวนาเตอะ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
029
ผลิตผลการเกษตรการปลูกยางพาราของหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
030
บริเวณหมู่บ้านของเรามีลำเหมืองผ่านทำให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรตลอดปี ถ่ายจากหน้าบ้านผู้เขียน
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
031
สภาพถนนหนทางในบริเวณหมู่บ้านของเรา ชาวบ้านจะช่วยกันดูแลรักษาและร่วมกันพัฒนาตลอดเวลา
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
032
บริเวณท้องทุ่งนาของชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ ยามข้าวนาเริ่มออกรวงเหลืองอร่ามกลางท้องทุ่ง
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
033
กิจกรรมตักบาตรถวายอาหารแด่พระสงฆ์ เนื่องในวันสำคัญต่างๆ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
034
บรรยากาศในบริเวณหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


3. อาณาเขตติดต่อ :

บ้าน เกษตรสมบูรณ์ เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง ไม่ใหญ่และเล็กเกินไป มีชัยภูมิที่ดี และมีอาณาเขตติดต่อ ทั้งภูเขา ทุ่งนา แม่น้ำ และพื้นที่ทางการเกษตร อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี จึงได้ชื่อว่า บ้านเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

  ทิศเหนือ ติดต่อกับ ทุ่งนา บ้านโจ้โก้ หมู่ ๔ ต.ร่มเย็น
  ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ภูเขา และสวนลำไย สวนยางพารา ของชาวบ้าน และอ่างเก็บน้ำญวน
  ทิศใต้ ติดต่อกับ สวนมะขามและสวนลำไยของชาวบ้าน และห่างออกไป 1 กิโลเมตร ติดกับบ้านห้วยสา
  ทิศตะวันตก ติดต่อกับ สวนลำไย ของชาวบ้าน และบ้านใหม่เจริญสุข



4.จำนวนประชากรของหมู่บ้าน :

บ้าน เกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง มีประชากรอยู่ทั้งหมด 138 ครัวเรือน จำนวนประชากร 489 คน เป็นเพศชาย 244 คน เป็นเพศหญิง 245 (พ.ศ. 2551)

4.1 คณะกรรมการบริหารหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์

ปัจจุบัน พ.ศ. 2552 บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง มีประชากรอยู่ทั้งหมด 138 ครัวเรือน จำนวนประชากร 489 คน เป็นเพศชาย 244 คน เป็นเพศหญิง 245 มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ปกครอง นับตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านมาเมื่อปีพุทธศักราช 2533 มีผู้ใหญ่บ้านปกครองมาแล้วจำนวน 3 คน ดังนี้

 

  ที่ ชื่อ – นามสกุล ดำรงตำแหน่ง
       
  1. นายอินแสวง มาสุข เป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อ พ.ศ. 2533 – 2535
  2. นายเหลา รุ่งเรือง เป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 – วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ( 2 สมัย)
  3. นายเหลี่ยม รุ่งเรือง เป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2546 -ปัจจุบัน (สมัยที่ 2)

 

 

แผนผังคณะกรรมการบริหารหมู่บ้าน
     
035   036
ส.อบต. ก้าน กลิ่นหอม
สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล
  ส.อบต. เพลิน มาสุข
สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล
  037  
  นายเหลี่ยม รุ่งเรือง
ผู้ใหญ่บ้าน
 
038   039
นายธงชัย มาสุข
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คนที่ 1
  นายติด วงศ์แก้ว
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คนที่ 2


040
ป้ายแผนผังการบริหารหมู่บ้าน
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม



คณะกรรมการหมู่บ้าน :

เพื่อ ให้การทำงานของหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ต. ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุข สงบ สามัคคี จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมเข้ามาบริหาร เพื่อช่วยเหลืองานของผู้ใหญ่บ้าน ดังนี้

  1. นายเหลี่ยม รุ่งเรือง   ผู้ใหญ่บ้าน
  2. นายธงชัย มาสุข   ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คนที่ 1
  3. นายติด วงศ์แก้ว   ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2
  4. นายก้าน กลิ่นหอม
  สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น
  5. นางนันทิกานต์ คิดหา
  สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น
  6. นายหมาย ฐานะราช   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  7. นายสิทธิ์ แจ้งสว่าง   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  8. นายวาสน์ มาสุข
  คณะกรรมการหมู่บ้าน
  9. นายเพชร ฉลาดแหลม   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  10. นายดวล แจ้งสว่าง   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  11. นายบุญทา มาสุข   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  12. นายค่าย มาสุข
  คณะกรรมการหมู่บ้าน
  13. นายเพลิน มาสุข   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  14. นายบุญธรรม มาสุข
  คณะกรรมการหมู่บ้าน
  15. นายจันทร์ ใจใหญ่   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  16. นายสมฤทธิ์ ฐานะราช   คณะกรรมการหมู่บ้าน
  17. นายกวด แจ้งสว่าง   คณะกรรมการหมู่บ้าน


ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารหมู่บ้าน

  1. นายศรีวรรณ ทองสุข   6. นายเจริญ มาสุข
  2. นายเสริฐ แจ้งสว่าง   7. นายสิทธิ์ กันทะสอน
  3. นายอินทร์ ฉลาดแหลม   8. นายฝาย ทะนันไชย
  4. นายเป็ง อินแสนสืบ   9. นายรัตน์ แจ้งสว่าง
  5. นายเหลา รุ่งเรือง   10. นายหมาย ฐานะราช


คณะกรรมการ อสม. ประจำหมู่บ้าน

  1. นายก้าน กลิ่นหอม   ประธาน
  2. นายสมอาด รุ่งเรือง
  รองประธาน
  3. นายสุวัจน์ รุ่งเรือง   เลขานุการ
  4. นางสมบูรณ์ หมื่นศรี   เหรัญญิก
  5. นางเหรียญ ไทวน   กรรมการ
  6. นางจันทร์เพ็ญ รุ่งเรือง   กรรมการ
  7. นางสุทัศน์ สุทธสม   กรรมการ
  8. นายเมืองดี ใจหมั้น   กรรมการ
  9. นายสมาน เบ็ญจะญาติ   กรรมการ
  10. นางศรีเรือน แจ้งสว่าง   กรรมการ
  11. นางสมคิด มาสุข
  กรรมการ
  12. นางนันทิกานต์ มาสุข   กรรมการ
  13. นางแสงหล้า ย้ายถิ่น   กรรมการ
  14. นางห่วง แจ้งสว่าง   กรรมการ
041
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

 

คณะกรรมการกลุ่มพัฒนาสตรี

  1. นางปราณี สมบูรณ์   ประธาน
  2. นางสมบูรณ์ หมื่นศรี   รองประธาน
  3. นางกรณิกา มาสุข   เลขานุการ
  4. นางเพ็ญ พิศมร   เหรัญญิก
  5. นางพิศมัย มะโนศรี   ประชาสัมพันธ์
  6. นางเหนี่ยม มาสุข   ปฏิคม
  7. นางพี รุ่งเรือง   กรรมการ
  8. นางจ๋อน กลิ่นหอม   กรรมการ
  9. นางสุพัฒน์ ชิดสนิท   กรรมการ
042
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

คณะกรรมการกลุ่มผู้สูงอายุ

  1. นายศรีวรรณ ทองสุข   ประธาน
  2. นายเสริฐ แจ้งสว่าง   รองประธาน
  3. นายหมาย ฐานะราช   เลขานุการ
  4. นายฝาย ทะนันไชย   เหรัญญิก
043
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

คณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนา

  1. นายธงชัย มาสุข   ผู้อนุรักษ์ดนตรีพื้นเมือง ชะล้อ ซอ ซึง
  2. นายติด วงศ์แก้ว   ผู้อนุรักษ์ดนตรีพื้นเมือง ชะล้อ ซอ ซึง


ปราชญ์ท้องถิ่น กลุ่มผู้รู้ประจำหมู่บ้าน

  1. พ่ออุ้ยหลง ชิดสนิท   เป็นหมอยาเมือง เป่ารักษาโรคตาแดง, เป่างูสวัด, สารพัดโรค เสียชีวิตแล้ว
  2. พ่อน้อยเป็ง อินแสนสืบ   เป็นหมอบายศรีสู่ขวัญ, ปัดเคราะห์  
  3. พ่อหนานศรีวรรณ ทองสุข   เป็นหมอบายศรีสู่ขวัญ, ปัดเคราะห์  
  4. พ่อหนานจู สมประเสริฐ   เป็นหมอบายศรีสู่ขวัญ, ปัดเคราะห์  
  5. พ่อหนานคำ   เป็นหมอบายศรีสู่ขวัญ, ปัดเคราะห์  
  6. แม่อุ้ยสุ มาสุข
  เป็นหมอดูยาม (หาเมื่อ)


5.ข้อมูลอาชีพของหมู่บ้าน

บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา มีการทำการเกษตรหลากหลายประเภทตลอดทั้งปี เช่น

 

  ที่่ ชื่ออาชีพ ที่ ชื่ออาชีพ
  1. ทำนา 9. ปลูกมะนาว
  2. ทำไร่ข้าวโพด 10. ปลูกมะบวบ, มะนอย
  3. ทำสวนหอมแดง 11. ทำสวนถั่วแดง
  4. ทำสวนกระเทียม 12. ทำสวนลำไย
  5. ทำสวนมันเทศ มันฝรั่ง 13. ทำสวนลิ้นจี่
  6. ทำสวนถั่วลิสง 14. ทำสวนยาสูบ
  7. ปลูกแตงกวา 15. ทำสวนยางพารา
  8. ปลูกถั่วฝักยาว 16. อาชีพอื่นๆ เช่น หาของป่า เป็นต้น


044
ไร่ข้าวโพด ที่ชาวบ้านทำอยู่ตามเชิงเขาแถวหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
045
สวนข้าวโพด ที่ชาวบ้านทำอยู่ตามท้องทุ่งนาหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
046
สวนยางพารา ที่ชาวบ้านทำอยู่ตามเชิงเขาแถวหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
047
สวนลำไย ที่ชาวบ้านทำอยู่ตามเชิงเขาและพื้นที่ราบ แถวหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
048
สวนหอมแดง และสวนกระเทียม ที่ชาวบ้านทำอยู่ตามท้องทุ่งนาหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


6.ข้อมูลสถานที่ และสิ่งสำคัญของหมู่บ้าน :

  ที่ สถานที่และสิ่งสำคัญ ที่ สถานที่และสิ่งสำคัญ
         
  1. วัดเกษตรสมบูรณ์ คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม
6. ศาลาเอนกประสงค์ SML คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม
  2. อ่างเก็บน้ำญวน คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม 7. โรงกลั่นน้ำมันดีเซลล์ คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม
  3. ประปาภูเขาประจำหมู่บ้าน คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม 8. โรงบ่มใบยาสูบ คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม
  4. ป่าชุมชนประจำหมู่บ้าน คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม 9. โรงอบลำไย คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม
  5. อ่างเก็บน้ำห้วยดินดำ คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม 10. ศาลเจ้าพ่อกาบคำ คลิ๊กชมวีดีโอเพิ่มเติม
049
อ่างเก็บน้ำห้วยดินดำ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
050
อ่างเก็บน้ำญวน
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม


7. แหล่งน้ำธรรมชาติประจำหมู่บ้าน :

 

  ที่ ชื่อแม่น้ำ/ลำน้ำ ที่ ชื่อแม่น้ำ/ลำน้ำ
         
  1. แม่น้ำญวน คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม 4. ลำน้ำห้วยโยนฟัน คลิ๊กวีดีโอเพิ่มเติม
  2. ลำน้ำห้วยเฮี้ย คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม 5. ลำน้ำห้วยปู่โท้ คลิ๊กดูวีดีโอเพิ่มเติม
  3. ลำน้ำห้วยเขียด คลิ๊กดูวีดีโอเพิ่มเติม 6. ลำน้ำห้วยดินดำ คลิ๊กอ่านเพิ่มเติม


051
แม่น้ำญวน
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูวีดี รายการกินอยู่คือมาถ่ายทำรายการที่หมู่บ้านของเรา


กฎระเบียบในหมู่บ้านบ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา
ประชุมประจำเดือนครั้งที่3 /2553 มีนาคม 2553
คณะ กรรมการในหมู่บ้านได้ร่วมกันพิจารณาออกกฎระเบียบเพื่อให้ความเป็นระเบียบ เรียบร้อยในหมู่บ้าน
และได้มีมติเห็นชอบจากที่ประชุมราษฎร ในหมู่บ้านเรียบร้อยแล้วดังนี้


  ข้อ
กฏระเบียบปฏิบัติ
     
  1. บ้านหลังคาเรือนใดไม่ไปร่วมประชุม โดยไม่มีเหตุอันควรจะถูกปรับครั้งละ 20 บาท
  2. บ้านหลังคาเรือนใดไม่ไปร่วมพัฒนา ซึ่งเป็นกิจกรรมรวมของหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับครั้งละไม่เกิน 100 บาท
  3. บ้านหลังคาเรือนใดในเขตรับผิดชอบของหัวหน้าเขตไม่ร่วมอยู่เวรเฝ้างานศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับครั้งละไม่เกิน 50 บาท
  4. ผู้ ใดลักขโมยน้อยในหมู่บ้านถูก จับได้ต้องปรับครั้งละไม่เกิน 10 เท่า ของทรัพย์สินที่ถูกขโมยและปรับเข้ากองกลางหมู่บ้าน500 บาท หรือส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
  5. ผู้ ใดบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าต้นน้ำและลักลอบตัดไม้ทำร้ายป่าซึ่งเป็นเหตุหวงห้าม ถ้าจับได้ปรับรายละ 500-2,000 บาท หรือส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย ยกเว้นป่าที่เสื่อมโทรมทำกินมาเป็นเวลา10ปี
  6. ผู้ ใดดื่มเมาสุราทำให้ก่อกวนก่อเกิดความไม่ สงบหรือเปิดเครื่องเสียงดังในยามวิกาล เกินเวลา 23:00 น. ถูกปรับครั้งละไม่เกิน 500 บาท เข้ากองกลางหมู่บ้าน(ยกเว้นเป็นงานประเพณี)
  7. ผู้ ใดก่อเหตุทะเลาะวิวาทในหมู่บ้านหรืองาน ประเพณีต่างๆในหมู่บ้าน ผู้ลงมือก่อเหตุก่อนมีโทษปรับครั้งละไม่เกิน 2,000 บาท คู่กรณีปรับครั้งละไม่เกิน 1000 บาท เข้ากองกลางหมู่บ้านแต่ละคณะกรรมการจะพิจารณาคู่กรณีที่ถูกชกต่อยว่าจะมี ความผิดหรือไม่
  8. ผู้ใดลักน้ำประปาในหมูบ้านโดยที่ไม่ได้ผ่านมาตรน้ำ ถ้าจับได้จะถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท
  9. ผู้ ใดใช้ยิงปืนจุดประทัดหรือทำให้เสียงดังใน หมู่บ้าน(ยกเว้นเป็นประเพณี)ผู้ใดฝ่าฝืนถูกปรับครั้งละไม่เกิน 100 บาท คณะกรรมการปรับครั้งละไม่เกิน 1000 บาท สอบต.. ,ผช. ปรับครั้งละเกิน 1500 บาท ผญบ. ปรับครั้งละไม่เกิน 2,000 บาท
  10. ผู้ใดนำขยะไปทิ้งในสาธารณะประโยชน์ เช่น แม่น้ำหรือสถานที่ซึ่งมีเจ้าของแล้วถูกจับได้ปรับครั้งละไม่เกิน 200 บาท
  11. ผู้ ใดใช้กระแสไฟฟ้าจี้ปลา สูบปลา ใช้ยาฆ่าแมลงหรือวัตถุระเบิด ตาข่าย อวน แห จับปลาในเขตห้ามของหมู่บ้านถูกจับได้ปรับครั้งละไม่เกิน 4,000 บาท
  12. ผู้ใดขับขี่รถเสียงดังบนท้องถนนหรือในซอยหมู่บ้าน ในยามวิกาลจับได้ปรับครั้งละไม่เกิน 500 บาท
  13. ผู้ ใดมียาเสพย์ติดไว้ครอบครอง เพื่อเสพย์หรือใช้ในสถานที่ต่างๆในหมู่บ้านของตนเองเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพย์ ติด จับได้ปรับครั้งละไม่เกิน 1000 บาท และส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
  14. ราษฎรในหมู่บ้านทุกคนต้องเคารพกฎระเบียบของหมู่บ้าน หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตัดออกจากการเป็นสมาชิกด้านสังคมต่างๆของหมู่บ้าน ดังนี้
     
   
14.1 ต้องออกจากการเป็นสมาชิกฌาปนกิจของหมูบ้าน ห้ามยืมเครื่องใช้ในสิ่งของในวัดเกษตรสมบูรณ์ทุกอย่าง
14.2 งานประเพณีต่างๆในหมู่บ้านไม่มีสิทธิ์และไม่มีส่วนเข้าร่วมงานนั้นๆเช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน งานศพ ฯลฯ
14.3 สวัสดิการต่างๆจะถูกตัดออกทั้งหมดทั้งสวัสดิการภายในหมู่บ้านและสวัสดิการทางราชการ
14.4 กฎระเบียบของหมู่บ้านมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2553
   
     
     
     
     
     
     
     
     
นายธงชัย มาสุข นายเหลี่ยม รุ่งเรือง นายติด วงศ์แก้ว
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 15 ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 15 ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 15
     
     
     
     
     
     
     
นายก้าน กลิ่นหอม นายสมหมาย ฐานะราช นางนันทิกานต์ คิดหา
สมาชิก อบต. ที่ปรึกษา สมาชิก อบต.

 

 

052
ในบางปี ก็มีไฟป่าเกิดขึ้น ชาวบ้านก็ได้ช่วยกันดับด้วยความสามัคคี
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
053
อาหารการกินท้องถิ่นที่หากินได้บนภูเขาใกล้หมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น หน่อไม้ เห็ดต่างๆ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
054
สวนยางพาราของชาวบ้าน ที่ปลูกกันมาหลายปีแล้ว ซึ่งขณะนี้ก็สามารถกรีดขายได้แล้ว
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
055
บรรยากาศท้องทุ่งนาบ้านเกษตรสมบูรณ์ ที่ชาวบ้านทำการเกษตรกรรมตลอดปี
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูวีดีโอเพิ่มเติม
056
ชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ ช่วยกันนำน้ำประปาภูเขาจากขุนห้วยเฮี้ยมาใช้ในหมู่บ้าน 14-17 พ.ค. 2553
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
057
ชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ ช่วยกันนำน้ำประปาภูเขาจากขุนห้วยเฮี้ยมาใช้ในหมู่บ้าน 14-17 พ.ค. 2553
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
058
ชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ ช่วยกันนำน้ำประปาภูเขาจากขุนห้วยเฮี้ยมาใช้ในหมู่บ้าน 14-17 พ.ค. 2553
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
059
บรรยากาศท้องทุ่งนามนต์ ถ่ายลงมาจากที่กรองน้ำประปาภูเขาบ้านเกษตรสมบูรณ์ ดอยหัวนาเตอะ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
060
ที่กรองน้ำประปาภูเขาให้สะอาด จากน้ำขุนห้วยเฮี้ยที่นำมาใช้ในหมู่บ้าน บนดอยหัวนาเตอะ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
061
ที่กรองน้ำประปาภูเขาให้สะอาด จากน้ำขุนห้วยเฮี้ยที่นำมาใช้ในหมู่บ้าน บนดอยหัวนาเตอะ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
062
ที่กรองน้ำประปาภูเขาให้สะอาด จากน้ำขุนห้วยเฮี้ยที่นำมาใช้ในหมู่บ้าน บนดอยหัวนาเตอะ
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม
063
ชาวบ้านได้ใช้น้ำประปาภูเขา สำหรับใช้อุปโภคบริโภคและทำแปลงผักสวนครัวด้วย
คลิ๊กที่ภาพข้างบน เพื่อดูข้อมูลและภาพเพิ่มเติม

 

 

คงพอไว้เท่านี้ก่อนสำหรับประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรานะครับ

รวบรวมและเรียบเรียงโดย
นายสงกรานต์ มาสุข “หนานแดน”
ท.ทิวเทือกเขาหาก มีข้อผิดพลาดประการใด ที่เกี่ยวกับข้อมูลและรูปภาพ กระผมขอน้อมรับคำแนะนำติชมได้ตลอดเวลา ภาพและข้อมูลต่างๆ หากใครมีเพิ่มเติมก็ส่งให้ผมได้นะครับ ผมก็รวบรวมได้ตามที่พอจะหาได้ ซึ่งก็มีให้ชมมากมายในเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org นะครับ ท่านสามารถรับชมภาพและข้อมูลต่างๆของทางเว็ปไซต์ของได้โดยคลิ๊กไปที่หัวข้อ หรือ เรื่องราวต่างๆในหน้าเว็ปไซต์ของเราได้เลยครับ หรือจะเลือกรับชมวีดีโอต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์และวัดของ เรา ก็ขอเพียงท่านพิมพ์คำว่า วัดเกษตรสมบูรณ์ ในเว็ปไซต์ http://www.youtube.com ท่านก็จะสามารถรับชมวีดีโอต่างๆได้ ซึ่งมีอยู่จำนวนเยอะแยะมากมายหลายร้อยหลายพันวีดีโอ หรือ ากท่านจะเข้ารับชมในเว็ปไซต์ผ่านทางเฟรชบุ๊คที่ เว็บไซต์ รวมพลคนเกษตรสมบูรณ์ หรือของ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา ขอบกราบขอบพระคุณครับ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)