Get Adobe Flash player

 

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้

PDFพิมพ์อีเมล

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน 2012 เวลา 02:01 เขียนโดย นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา วันศุกร์ที่ 07 สิงหาคม 2009 เวลา 14:12

โดย…อ้ายหนานปั๊กกะตืน
บวช เรียนนานกว่า 13 พรรษา ชีวิตผ่านมาฝ่าเหน็บหนาว วันนี้ฝนฟ้าพรายพร่างพราว อีกกี่สิบหนาวแสนยาวไกล ลาสิกขามาหลายฝน มาเป็นคนไม่ค่อยเอาไหน หนึ่งชีวิตไม่มีอะไร เก็บงำสิ่งที่ได้ไว้เตือนตน…แม่จ๋า…อย่าร้องไห้

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ *** ขอเสนอเรื่องจริงที่ยังกรุ่นอยู่ในความทรงจำ มาเป็นท่วงทำนองแห่งบทวรรณกรรม จารลงไว้ ณ ที่แห่งนี้เพียงเพื่อจักเป็นการบรรเทาความปวดร้าวที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของ หัวใจฉัน และขอมอบไว้แด่แม่ญิงคนหนึ่งซึ่งได้จากไปไม่หวนคืน จากไปในวัยที่ไม่สมควรยิ่ง ด้วยไดอารี่สีหม่นนี้ ที่ชื่อว่า “แม่จ๋าอย่าร้องไห้” …

ติดตาม อ่านเรื่องราว “แม่จ๋า..อย่าร้องไห้” ทั้ง 13 ตอนได้ที่บล็อกด้านล่าง แล้วคุณจะพบว่า เรื่องที่คิดว่าไกลตัวที่สุด อาจอยู่ใกล้ๆ ตัวคุณ

Create Date : 02 เมษายน 2551
Last Update : 8 มีนาคม 2552 14:09:19 น.              
12 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๑ จำพรากจากจร

” เฮาจะเอาปัญญาตี้ไหน มาเลี้ยงลูกตึงสองคนก่อน “

แม่ ญิงวัยยี่สิบต้นๆ ครวญขึ้นมาด้วยน้ำเสียง กระแทกทั้น แต่ไม่เท่ากับความรู้สึกรานร้าว เจ็บปวด และเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่ข้างใน ขณะที่ลูกสาววัย 5 ขวบ และลูกชายวัย 3 ขวบ คลอเคลียอยู่ข้างกายแม่ พลางจ้องดวงหน้าของผู้เป็นพ่อด้วยดวงตาแป๋ว เหมือนจะค้นหาคำตอบว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่…

” บ่เป๋นหยัง ถ้าจะอั้น อ้ายจะเอาลูกไปเอง แม่ใหม่มันคงเลี้ยงได้อยู่กา “

เสียง ตอบคล้ายจะรับผิดชอบของฝ่ายชาย ทำเอาแม่ญิงสะอื้นอัก เสมือนใครตอกลิ่มทิ่มแทงหัวใจที่บอบช้ำนั้นให้ปวดลึกยิ่งขึ้น เมื่อฝ่ายชายเอ่ยถึง แม่ญิงอีกคน ว่าเป็นแม่ใหม่ของลูกๆ ได้อย่างเต็มคำ

แม่ ญิงรู้ดีว่า คำพูดประโยคแรกที่เธอเอื้อนเอ่ยออกไปนั้น เพียงหวังจะประชดประชัน และเรียกร้องความเห็นใจ เผื่อว่าทุกอย่างจักแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดี หรือไม่อย่างน้อยก็เผื่อว่าชายหนุ่มจักเกิดเห็นอกเห็นใจเธอขึ้นมาบ้าง ไม่ได้หวังแม้แต่น้อยว่าจะได้ยินคำตอบเยี่ยงนั้น

อย่างไรก็ตามที ด้วยอารมณ์ขึ้งโกรธ เคียดแค้นบวกกับความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา เมื่อศักดิ์ศรีของความเป็นแม่ญิงถูกเหยียบย่ำไม่ไยดี ทั้งที่ได้สิทธิว่าเป็นเมียอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่กลับถูกละเลยความรู้สึกทั้งปวง

เพียงเท่านั้น เธอก็ทรุดลงกับพื้นร่ำไห้ สะอื้นครวญ พร้อมกับเสียงร้องโฮของลูกทั้งสองคนที่ผวาเข้าสู่อ้อมอกผู้เป็นแม่ และระงมไห้อยู่ในอาการเยี่ยงนั้น เบื้องหน้าชายหนุ่มที่บัดนี้ ยืนตัวสั่นเทา ขบกรามแน่น แต่ยังข่มอยู่ด้วยอาการนิ่งงัน คล้ายตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกนั้น

ด้วยศักดิ์ศรีที่ถูกย่ำ เหยียบสิ้น ด้วยแรงกดดันซ่อนลึกมานานเนิ่น และมาระเบิดในวันนี้ พร้อมกับเรื่องราวที่ไม่เคยนึกฝัน เธอจึงตัดสินใจให้ลูกทั้งสองไปอยู่ในการเลี้ยงดูของฝ่ายชาย แม้ว่าจะสงสารลูกๆ ปริ่มว่าจะขาดใจ เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร คงได้แต่พร่ำวอน ร้องขอต่อเทพยดา สิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลายให้ดลบันดาลให้ แม่ญิงคนนั้น คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ใหม่จักเลี้ยงดู อุ้มชู อบรมลูกๆ ของเธอได้อย่างที่เธอเลี้ยงดูมา หรือไม่ก็ให้ได้เพียงสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี เธอหวังได้เพียงนั้น…

ยามนี้ เธอไร้เรี่ยวแรง ไร้ความรู้สึก หมดหวังกับการมีชีวิตอยู่ ปราศจากเสียซึ่งความคิดอ่านใดใด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะต้องทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี มีเพียงความคิดเดียวที่แล่นอยู่ในหัว ณ ตอนนี้ก็คือ จบชีวิตของตัวเองลงอย่างเงี่ยบๆ เท่านั้นเอง…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:22:45 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๒ นับจากนี้จะกล้าแกร่ง

” ศรี ศรี อยู่ก่อจา ? “

เสียงตะโกนเรียกโหวกเหวกหน้าบ้าน ทำให้แม่ญิงที่ง่วนอยู่ในครัว ต้องผลุนผลันลุกขึ้นและเยี่ยมหน้ามองไปยังหน้าบ้าน

” อยู่เจ้าอยู่ มีอะหยังเจ้า ปี้คำมา ? เข้าบ้านมาก่อนเจ้า “

แม่ ญิงเอิ้นตอบ พลางเชื้อเชิญปี้คำมา แม่ญิงวัยกลางคน รูปร่างแกรนๆ จากการกรำงานหนักมาชั่วอายุ ให้เข้ามานั่งในบ้าน เมื่อได้ที่นั่งเหมาะดีแล้ว ปี้คำมาก็เริ่มบทสนทนา

” เฮ้อศรี สูรู้ก่อ ลูกๆ ของสูหน่ะ น้องอ้อ น้องอ๊อด จากละอ่อนน่าฮักๆ บ่าเดี๋ยวนี้มันตึงสองดำคิงติง คองตอง ขี้มูกขี้ต๋าเต๋มหน้าใส่เสื้อปุดๆ ขาดๆ ปี้หันแล้ว น้ำต๋าปอย้อยอี่เฮ้ย ! “

ไม่ทันที่ปี้คำมาจะสาธยายจบดอก ตอนนี้แม่ญิงก็น้ำตาไหลอาบแก้ม พร้อมสะอื้นไห้ฮัก ฮัก จนปี้คำมาต้องโน้มตัวมาโอบไหล่ พลางปลอบโยน

” แป๋งใจ๋ดีดีไว้เน้อ ตี้ปี้มาบอกนี้หนา ปี้ก่อบ่ารู้เน้อ ว่าแม่ใหม่ของมัน จะเลี้ยงดูหมู่ละอ่อนมันได้ดีม่อกใด แต่ตี้ปี้ไปหันมากับต๋า ปี้จะมาขอร้องหื้อสูขะไจ๋ไปฮับเขามาเลี้ยงอยู่บ้านเฮานี้เหียเต๊อะ เอ็นดูละอ่อนมัน มะ เดียวปี้จะช่วยแหมแรงนึ่ง..”

ปี้คำมา สะใภ้ของหมู่บ้านนี้ แต่บ้านเดิมของแกอยู่บ้านหล่ายดอย บ้านเดียวกันกับที่สามีของแม่ญิงไปได้เมียใหม่อยู่ที่โน่น ทุกคร้งที่แกกลับไปเยี่ยมบ้าน แกก็จะกลับมาเล่าบอกถึงความเป็นอยู่ของลูกๆ ทั้งสองของแม่ญิงให้เธอฟังเสมอๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้รับรู้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะพร้อมแล้ว และโชคชะตาคงกำหนดไว้แล้วเช่นกัน จึงทำให้แม่ญิงมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

นึกย้อนกลับไปเมื่อสามสี่ปี ก่อน ครั้งนั้น เธอเกือบฆ่าตัวตายตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปแล้ว ด้วยอายุยังน้อยเพิ่งผ่านพ้นวัยสาวมาได้ไม่กี่ขวบปีก็ต้องมาเจอเรื่องเลว ร้าย จนไม่อาจรับสภาพการเป็นแม่ฮ้างตั้งแต่ยังสาวได้ ดีที่มีพ่ออุ้ย แม่อุ้ย และญาติๆ คอยทัดทานไว้ คอยให้คำชี้แนะ ปลอบโยน จนผ่านพ้นมาได้ถึงวันนี้

แม้ฐานะความเป็นอยู่จะยังฝืดเคืองขัดสน แต่กำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อจะได้เห็นหน้าลูกๆ อีกครั้งนั้นมีอานุภาพมากกว่า สภาพจิตใจของเธอในตอนนี้แกร่งจนดูกร้าวในบางครั้ง บางทีเพราะการต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนั้นเอง ดีนะที่ความทุกข์ยาก ระทมขื่นมันทำให้คนเรารู้จักคิด คนที่รู้จักคิดจึงสามารถข้ามพ้นภาวะกดดันมาเสียได้

บัดนี้ เธอพร้อมแล้ว แกร่งพอแล้วที่จะเผชิญกับความลำบากทั้งปวงที่จักเกิดขึ้นกับเธออีก เธอพร้อมที่จะดูแลลูกๆ ทั้งสอง และประคับประคองสามชีวิตให้อยู่รอดได้ เธอจะไม่มีวันยอมแพ้อีกแล้ว และจะไม่ถอยหนีอีกต่อไป…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:23:18 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๓ กลับมาสู่อ้อมใจ

“ ลูกรู้ก่อ ยามตี้แม่กึ๊ดเติงหาลูก แม่จะมานั่งทัดหนี้ ตี้นอกชานนี้ ละก่อแหงนผ่อไปบนฟ้า นั่งไห้หาลูกสุดคืน ”
แม่ญิงโอบลูกทั้งสองไว้ และอธิบายให้ฟังถึงเมื่อครั้งที่จำพรากจากกันไป โดยที่มโนภาพในอดีตยังชัดเจนอยู่ในห้วงคำนึงของเธอ

เด็กน้อยทั้งคู่ ต่างแหงนมองไปบนฟากฟ้าไกลลิบ ที่แสงดาวพราวพร่างเต็มท้องฟ้า อิ่มอุ่น
อยู่ ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่เหมือนกับว่า ช่วงเวลาเช่นนี้ขาดหายไปนานเหลือเกินแล้ว ทั้งคู่แนบซุกไออุ่นนั้นแนบแน่นราวกับว่า ไม่อยากให้อดีตอันรานร้าวต้องหวนกลับมาหลอกหลอนอีกต่อไป

ทั้งสามชีวิตอิงอุ่นอยู่อย่างนั้นนานเนิ่น ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนในชนบทห่างไกล
ปราศจาก เสียซึ่งแสงสีนีออนใดใด มีเพียงแสงเดือนสลัว และแสงดาวสกาวพร่างเต็มฟากฟ้า และยินเพียงเสียงหายใจแผ่วของทั้งสามชีวิต โดยมีหรีดหริ่งเรไรคอยขับกล่อมประสานอยู่ไม่ไกลข่วงบ้าน

นับแต่นี้ไป แม่ญิงแกร่งคนนี้ จะต้องรับผิดชอบดูแล 2 ชีวิตน้อยนี้ด้วยตัวของเธอเอง จากวันที่เธอไปรับลูกทั้งสองคนมาจากผู้เป็นพ่อ และแม่เลี้ยงที่บ้านหล่ายดอยแล้ว เธอมิได้เรียกร้องค่าเลี้ยงดูใดใดเลย เธอตั้งใจไว้แต่ต้นแล้วว่า ไม่ว่าจะอย่างไร เธอโดยลำพังนี่แหละ จะยอมแม้กระทั่งอดมื้อกินมื้อ เพื่อให้ลูกทั้งสองมีข้าวกิน คงไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าช่วงเวลารานร้าวที่ผ่านมาอีกแล้ว

“ ปี้อ้อ ปี้อ้อ ขะไจ๋ปาน้องไปโรงเรียนไป๊ เดียวจะขวายนาลูก เดียวแม่ก่อจะไปปลูกหอมตี้สวนแม่นางเอ้ยละ สตางค์อยู่นี่เน้อปี้ 50 สตางค์ มะตอนไปซื้อหมี่ต้มปี้โสภากิ๋นเน้อลูก ”

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:23:49 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๔ ถึงข้นแค้นก็จำต้องทน

“ อ๊อด อ๊อด บ่าดีลืมเอามีด เถี่ยนตี้เหน็บอยู่ข้างฝาหั้นไปตวยเน้อ และขะไจ๋ล่นตวยก้นมา ”

แม่ญิงเอิ้นบอกลูกชายวัยประถม พร้อมกับยกหาบกระบุงเปล่าขึ้นตั้งบ่า แล้วจ้ำอ้าวออกจากบ้านไป โดยมีลูกสาวเดินตามไม่ห่าง

จุด หมายของทั้งสามชีวิต คือ ชายป่าเลยหมู่บ้านออกไปไม่ไกลนัก ซึ่งมีเนินเขาลูกเตี้ยๆ ลดหลั่นกัน โดยเบื้องหลังถัดนั้นไป เป็นดอยสูงใหญ่ตระหง่านอยู่ อันเป็นแหล่งหาของป่า ของกิน เลี้ยงผู้คนชนบท ท้องนาแห่งนั้นได้ 2-3 หมู่บ้านทีเดียว

ต้นไม้แห้งล้มตาย และกิ่งไม้หักโค่นแห้งกรัง คือสิ่งที่ทั้งสามชีวิตมองหา เมื่อได้ที่ร่มเหมาะดีแล้ว ผู้เป็นแม่ก็วางหาบกระบุงลง และเริ่มฟันตัดกิ่งไม้ให้ได้ขนาดเท่าศอก แล้วจัดเรียงลงในกระบุง ขณะที่เด็กทั้งสองเดินหากิ่งไม้บ้าง วิ่งเล่นบ้าง หยุดดูแมลงรูปร่างแปลกๆ หรือลูกไม้สีสวยๆ รอบกายบ้าง แต่จะเล่นจนเหนื่อยอย่างไร ขากลับก็ไม่ลืมแบกคอนกิ่งไม้ขนาดย่อมๆ มาวางลงข้างๆ แม่ที่กำลังตัดฟืนอยู่จนได้
……………………………………………………………………………………..

“ปี้อ้อ เดวปี้อ้อกับน้อง ช่วยกั๋นยกโต๊ะตั๋วนั้นไปหน้าวัดเน้อ เอาไปไว้ตี้เก่าเฮาหั้นนา”

แม่ ญิงสั่งลูกสาว ขณะที่ตัวเองสาละวนอยู่กับการจัดห่อขนม และทอดปลาหมึกอยู่ในครัว กลิ่นหอมของปลาหมึกทอดลอยมากระทบจมูกน้อยๆ ของลูกชาย จนต้องมายืนจ้องหน้าแม่แล้วทำตาปริบๆ

“หยุบไปแหล่ เอาตั๋วฮิมๆ ถาดเน้อ มันเย็นลงพ่องละ ตางนี้มันฮ้อนอยู่นา”

เด็กน้อยเอื้อมมือไปหยิบปลาหมึกทอดตัวที่หมายตาไว้แต่แรก พร้อมกับวิ่งไปหาพี่สาวที่กำลังยักแย่ยักยันอยู่กับโต๊ะตัวใหญ่ใต้ถุนบ้าน

ใช่ แล้ว วันนี้มีหนังกลางแปลง เป็นหนังขายยามาฉายที่หน้าวัด และสิ่งที่ครอบครัวนี้จะทำได้ คือไปตั้งร้านขายของเคี้ยวของกิน หากำไรเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ พอเก็บหอมรอบริบเป็นค่าเล่าเรียน และค่าชุดนักเรียนใหม่แทนชุดเก่าที่เสื้อนักเรียนขาวๆ ตอนนี้กลายเป็นสีเหลืองหม่นไปทุกทีแล้ว…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:24:23 น.    
แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๕ เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

“ ปี้ศรี ปี้ศรี เจ้าเอาเลข 39 ละก่อ 93 อย่างละ 10 บาทเน้อ ”

แม่ ญิง รีบจอดรถถีบข้างๆ เจ้าของเสียงเอิ้นทักนั้น พลางหยิบสมุดลายไทยที่วางไว้ในตะกร้าหน้ารถจักรยาน เปิดหน้าที่เขียนตัวเลขตั้งแต่ 00 ไปจนถึง 99 แล้วก็เอาปากกาขีดกาเครื่องหมายตามหมายเลขดังกล่าวแล้ว ไม่ลืมหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ เขียนเลขดังกล่าวอีกครั้ง

39 = 10
93 = 10

ลงชื่อ ศรี

“ เอ้า ได้ละ ตั๋วละ 10 บาท ก่อหมดปอดีเน้อ คนอื่นจะซื้อเลขนี้บ่าได้ละ ปี้ขาย 10 บาทเต้าอั้น กลั๋วว่าขายบ่าหมด เดวต้องซ่อมแหมหลายตังค์ งวดแล้วปอยังแควนเข้าเจ้าเก่าพ่องอยู่ ”

อาชีพเสริมที่ไม่ถูกกฎหมาย นักของแม่ญิง คือการเร่ขายหวยใต้ดินตามหมู่บ้าน ซึ่งก็ต้องแย่งลูกค้ากับแม่ค้าหวยใต้ดินรายอื่นๆ ด้วย ดีนะที่แม่ญิง มีลูกค้าขาประจำที่จะจองเลขเลี้ยงไว้หลายรายทีเดียว ทุกงวดที่เริ่มเร่ขาย จึงได้เงินพอที่จะจ่ายให้กับคนซื้อที่โชคดีเล่นถูกตัว มิหนำยังพอมีเงินหลงเหลือเป็นกำไรไม่กี่ร้อยบาทก็ยังดี แต่หากงวดไหนจะได้เยอะหน่อยเป็นหลักพันบ้าง ก็ต้องรอให้หวยมันออกตัวที่ไม่มีใครซื้อนั่นแหละ แต่ก็นานๆ ที…
……………………………………………………………………………………..

เดือน เมษายนมาถึงแล้ว แม่ญิง ลูกสาว และลูกชาย ต่างสาละวนกับการทำเพิงหมาแหงนริมรั้วหน้าบ้าน ใช้เวลาเกือบสองวันเต็มๆ เพิงเล็กๆ ที่มุงด้วยหญ้าคาไม่กี่ไพ เสาทำจากไม้ไผ่รวกขุดหลุมฝังให้แน่น คานต่างๆ ก็เพียงมัดด้วยตอกเหนียวที่ริ้วให้แน่นก็แล้วเสร็จ

ที่เพิง แห่งนี้ ทั้งสามแม่ลูกจะเปิดร้านขายของในช่วงสงกรานต์ นอกจากขนมขบเคี้ยว ลูกอมหลากยี่ห้อ และปืนฉีดน้ำแล้ว ที่ขายดิบขายดีมีลูกค้าละแวกใกล้ไกล มาอุดหนุนไม่ขาดระยะ ก็เห็นจะเป็นส้มตำแบบเมืองๆ ใส่ถั่ว ใส่น้ำมะขามเปียก ฝีมือเป็นที่ยอมรับ ที่สีสันน่าทานทีเดียว เพราะแม่ญิงจะใช้มะละกอที่ใกล้สุก ซึ่งยามขูดออกมาเป็นริ้วๆ แล้ว ทำเอาคนขูดน้ำลายสอไปเหมือนกัน

ยิ่งถ้ายกเสริฟพร้อมยอดผักบุ้งนา ที่สองพี่น้อง เพิ่งจะชวนกันไปเก็บมาจากท้องทุ่งเมื่อเย็นวานยิ่งได้รสชาติใหญ่ หากรายไหนจะขอเป็นใส่ถุง ฝีมือรัดปากถุงให้แน่นหนาของลูกสาวคนโตที่คอยเป็นลูกมืออยู่ใกล้ๆ ก็ยังได้รับคำชม ส่วนไอ้ตัวเล็กขอทำหน้าที่ล้างจานอยู่ไม่ไกลออกไป

ยิ่ง ใกล้วันปี๋ใหม่เมือง หน้าร้านยิ่งคึกคัก เหตุเพราะอยู่ใกล้วัดนั่นเอง แขกไปใครมา ไม่ว่าจะมาติดต่อเรื่องกิจนิมนต์กับตุ๊เจ้าเพื่อไปเทศน์สืบชะตาอายุ และเรือนที่อยู่อาศัย หรือทั้งมาทานขันข้าวให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว หรือที่เดินทางมาจากต่างหมู่บ้าน เพื่อมารดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ และคนที่นับถือ หากได้ผ่านร้านแล้ว ไม่เอิ้นทักตามประสาคนชนบทแล้ว ก็เป็นอันต้องมานั่งลิ้มชิมรสส้มตำครกนี้กันจนได้
………………………………………………………………………….

วิถี แห่งสามชีวิตก็ดำเนินต่อไปเยี่ยงนี้ ผ่านพ้นวัน เดือน และปี ด้วยมีเสาหลักที่เปี่ยมล้นไปด้วยหัวใจกล้าแกร่งของผู้เป็นแม่ พร้อมกับลูกๆ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระ แม้จะไม่มาก แต่ก็อยู่ในโอวาทอันดี…

……………………………………..

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:24:50 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๖ วิถีที่เป็นไป

“ ปี้อ้อ จบป.6 แล้ว แม่บ่มีสตางค์ส่งหื้อเฮียนแล้วนาลูก บ่าเป๋นหยังเนาะ เปื้อนๆ หลายคนเขาก่อบ่ได้เฮียนต่อเหมือนกั๋นนา”

แม่ ญิงอู้กับลูกสาวจบ แต่รู้สึกได้ถึงก้อนน้ำลายเหนียวที่กลืนลงคอไป เธอพูดทั้งๆ ที่แทบไม่อยากสบสายตาของลูกสาว และทนเก็บอาการร้าวไว้เสียแต่ข้างใน จนผิวกายร้อนผ่าว

“เจ้า บ่ได้เฮียนก่อบ่เป๋นหยัง อั้นเจ้าจะช่วยแม่ยะก๋าร เซาะสตางค์เนาะ”

เด็ก สาวตอบผู้เป็นแม่ให้ได้ใจชื้นขึ้นบ้าง เพราะรู้ดีว่า ความเป็นไปได้ในการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาของเธอนั้น คงมีน้อยนัก จากฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวในตอนนี้

…………………………………………………………………

“แม่ แม่ ผมจะไปเป๋นขะโยมละ ผมอยู่ป.5 แล้ว พระเปิ้นบอกว่า อยู่ป.5 เป๋นขะโยมได้”

เด็กชายวัยซนบอกกับผู้เป็นแม่ด้วยท่าทางลิงโลด ขณะผู้เป็นแม่ได้แต่พยักหน้า และยิ้มรับอาการดีใจนั้น

แม่ ญิงรู้ดีว่า ทุกๆ ปี เด็กผู้ชายในหมู่บ้านกว่าครึ่งจะบวชเป็นเณร และศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกทางธรรม คนไหนขยันก็ไปศึกษาต่อที่อื่น แล้วลาสิกขาออกมามีหน้าที่การงานที่ดีก็มีแบบอย่างให้เห็นอยู่บ้าง นับว่าการบวชเรียนนี้ เป็นโอกาสของคนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ด้วยขัดสนเงินทองได้ทางหนึ่งทีเดียว

เธอดีใจ และแอบปลื้มใจไม่น้อยที่ลูกชายของเธอสนใจ และกระตือรือร้นที่จะไปเป็นเด็กวัด และอยากบวชเป็นเณรเหมือนกับรุ่นพี่ๆ นั่นอาจเป็นเพราะบ้านที่อยู่นี้ อยู่ติดกับวัด ดังนั้น
ทุกเช้า-เย็น จะได้ยินเสียงระฆัง และกลองเพลดังสม่ำเสมอ จนจับเวลาได้โดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาเลย ทั้งเสียงสวดมนต์ ทำวัตรของพระเณรก็ยังลอยมาให้กระทบโสตเป็นอาจิณอีกด้วย…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:25:15 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๗ ชีวิตใหม่ให้เริ่มต้น

“นี่ป้อใหม่เน้อพระ” แม่ญิงแนะนำผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้กับสามเณรน้อยผู้เป็นลูกได้รู้จักไว้ ในฐานะสามีคนใหม่ของเธอ

“อืม ดีละ” สามเณรน้อยตอบ พร้อมอมยิ้มน้อยๆ พอไม่ให้เสียกิริยา

แม่ ญิงนั้น เมื่อลูกสาวไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก เลี้ยงลูกให้ผู้พิพากษาในตัวจังหวัด และกินนอนอยู่ที่นั่น ส่วนลูกชายซึ่งบวชเป็นสามเณรอยู่ในตอนนี้ ก็เดินทางไปเรียนบาลี ที่วัดหลวงประจำจังหวัดในตัวเมืองหลายปีแล้ว เธอต้องกลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกคราครั้ง เมื่อความเหงามาเยือน บวกกับความรับผิดชอบในตัวลูกๆ ผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาได้ด้วยเพียงลำพังแล้ว

ยาม นี้ ความเหงา ควรได้รับการผ่อนคลาย ความทุกข์ระทม ควรมีคนร่วมแบ่งปัน ความลำบาก ควรได้เวลาเบาบางลง และความข่มขื่นกับชีวิตที่ต้องตรากตรำ สมควรได้รับการเยียวยา เธอจึงตัดสินใจมีคู่ชีวิตอีกครั้ง กับชายหนุ่มต่างหมู่บ้านที่ครอบครัวหย่าร้างมาเหมือนกัน ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจกันและกันพอสมควร และระวังไม่ให้ซ้ำรอยอดีตได้…

ชีวิต คู่ ชีวิตใหม่ดำเนินไปได้ดีพอควร ไม่ต้องทนข้นแค้นกับชีวิตเดิมๆ อีกแล้ว เพลานี้หลายปีล่วงเลย ให้แม่ญิงได้อิ่มสุขบ้างแล้ว ได้มีเวลาพัก มีเวลาเริงรื่น มีช่วงชีวิตที่เก็บงำแต่ความสุขบ้างแล้ว ไม่ต้องพะวงชักหน้าไม่ถึงหลัง และอย่างน้อยได้สูดกลิ่นไอความสุขได้เต็มปอดไม่ต้องหายใจหอบถี่กับทุกข์ระคน ข่มขื่นอีกต่อไป…

ทั้งในวัยอันเหมาะสมลูกสาวก็ได้ออกเรือนไปอยู่ กับครอบครัวของสามียังหมู่ บ้านอื่นให้หมดห่วงไป ฝ่ายลูกชายก็เรียนจบเป็นสามเณรเปรียญ ได้เป็นครูสอนสามเณรรุ่นน้องๆ ให้พอมีนิตยภัตเป็นค่าตอบแทน เผื่อเหลือเผื่อขาดมาฝากโยมแม่อีกเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำ…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:26:14 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๘ จุดหักเหแห่งชีวิต

“เปิ้นหยังมาเป๋นคนขี้เล่นแท้ก่อบ่ารู้ ปิ๊กมาก่อปอเดิกปอดื่น”

แม่ ญิงคุยให้ลูกสาวฟัง ถึงพฤติกรรมของสามีคนใหม่ที่อยู่ร่วมกันมาสิบกว่าปีแล้ว ที่พักหลังติดการพนันงอมแงม แม้ไม่กระทบกับรายได้ของครอบครัวมากนัก แต่ก็ทำให้เธอเป็นกังวลไม่น้อย ถึงอย่างไรก็คงต้องทนแล้วล่ะ เพราะไม่น่าจะสร้างปัญหาที่ใหญ่ไปกว่านี้ได้

บัดนี้ลูกสาวได้กำเนิด ทายาทแล้ว เป็นหลานชายวัยกำลังน่ารักน่าชัง ให้แม่ญิงได้เป็นยายเต็มตัว เธอมักสอนให้ลูกสาวดูแล เลี้ยงดู อมรมลูกชายให้เป็นคนดีให้ได้ ให้คอยประคับประคองชีวิตคู่ให้สมบูรณ์ อย่าให้มีปัญหาเกิดขึ้น อย่าให้หลานต้องมีปมด้อยเหมือนกับที่แม่ของเขามี แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ลูกสาวของเธอจะมีปมด้อย แต่เธอก็เลี้ยงดูอบรมมาด้วยตัวเธอเองจนผ่านพ้นมาได้โดยไม่เคยต้องให้น้อย หน้าใครๆ ว่า ไม่มีพ่อ แต่ก็ไม่ปรารถนาให้ทุกอย่างมันซ้ำรอยเดิมอีก

ฝ่าย ลูกชายนั้นเล่า หลังจากสอนบาลีให้กับสามเณรที่วัดหลวงในตัวจังหวัดไม่กี่ปี แต่เพื่อค้นหาเป้าหมายให้กับชีวิต จึงได้ตัดสินใจเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไปศึกษาต่อทางโลกที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ จนจบปริญญาตรี และตอนนี้ก็ลาสิกขาออกมาเป็นครูอัตราจ้างสอนอยู่ที่โรงเรียนระดับมัธยมปลาย ไม่ไกลที่พักมากนัก จากเด็กจนๆ ข้นแค้นในวิถีชีวิต ก็ยังสู้อดทนฟันฝ่า และพากเพียรจนมีวันนี้ได้ เหมือนกับที่เธอคอยพร่ำสอนมาตั้งแต่เล็กๆ นานครั้ง นานทีก็กลับมาเยี่ยมบ้านให้แม่ได้ชื่นใจ ปลื้มใจ และภาคภูมิใจสักครั้ง…

และทุกชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไปในวิถีของแต่ ละคน แม่ญิงกับสามีที่ติดการพนันงอมแงม และบางคืนไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน / ลูกสาว หลานชายวัยซน และครอบครัวสามี / ลูกชายกับชีวิตในเมืองใหญ่ ซึ่งบัดนี้ ได้หมดสัญญาจ้างในการเป็นครูแล้ว และไปทำงานเบื้องหลังรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งแทน…

“หนาน แม่บ่สบาย อยู่โรงยาเน้อ แต่ยังบ่รู้ว่าเป๋นอะหยัง”

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:27:06 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๙ ก้อนเนื้อที่ตับอ่อน

“แม่พักฟื้นอยู่ในห้อง เพิ่งออกมาจากห้องผ่าตัด คุณหมอเปิ้นว่า ปะก้อนเนื้อที่ตับอ่อนต้องเอาไปตรวจผ่อก่อน ยังสรุปบ่ได้”

พี่ อ้อลูกสาวคนเดียวของแม่ญิง เล่าบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้กับน้องชายที่เพิ่งเดินทาง จากกรุงเทพฯ มาถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด

“แม่นอนซมอยู่ตั้งหลายวัน กว่าทุกคนจะตัดสินใจปาแม่มาโรงยา แม่เองก็คอยแต่บอกว่า บ่เป็นหยัง บ่เป็นหยัง แม่บ่อยากนอนโรงยา”

พี่สาวพูดกับน้องชาย ขณะเปิดประตูห้องพักฟื้นเพื่อให้น้องชายได้เข้าไปดูแม่

บน เตียงคนไข้ แม่ญิงวัยกลางคนนอนหลับไม่ได้สติ ปากของเธอเปิดอ้าเล็กน้อย คล้ายว่าแบ่งเบาการหายใจเข้า-ออก เนื่องเพราะที่จมูกของเธอมีหลอดสายยางเสียบอยู่มีน้ำเหนียวข้นวิ่งขึ้นลง เป็นระยะตามจังหวะการหายใจ ขณะที่บริเวณแขนที่วางแนบลำตัวมีสายให้น้ำเกลือทอดโยงกับราวแขวนกระปุกน้ำ เกลือ แต่ที่ผิดสังเกตมากเห็นจะเป็นร่างกายที่ซูบผอม และผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง ทั้งหลุดร่วงบริเวณหมอนหนุนมากจนน่าแปลกใจ

“หมอเปิ้นว่า จะสรุปได้เมื่อใดน่ะปี้” น้องชายเอ่ยปากถามไถ่พี่สาวที่กำลังจัดแจงผ้าห่มที่คลุมกายผู้เป็นแม่

“แหม สักสองสามวัน เปิ้นว่า” พี่สาวตอบโดยไม่ได้หันหน้ามองน้องชาย “หันเปิ้นเปรยๆ ว่า เป็นที่ตับ ซ้ำเป็นตับอ่อนแหม ท่าจะบ่ค่อยดี บ่รู้ว่า มันเป็นกรรมเป็นเวรอันใดหนอ เรื่องจะอี้ถึงได้เกิดกับแม่เฮาได้”

ขณะ พี่สาวงกงกเงิ่นเงิ่นกับการจัดแจงอิริยาบถให้ผู้เป็นแม่ที่นอนไม่ได้สติ อยู่ พร้อมหยิบเก็บเส้นผมที่ร่วงบนหมอนหนุนและบ่นไหล่ของผู้เป็นแม่อยู่นั้น น้องชายก็เดินไปนั่งข้างๆ เตียง บีบมือผู้เป็นแม่ และจ้องมองหน้าผู้เป็นแม่อยู่อย่างนั้นนานเนิ่น หากไม่มีถ้อยคำใดใดเอิ้นเอ่ยต่อกันระหว่างสองพี่น้องอีกเลย…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:27:42 น.
แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๑๐ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

“ใคร เป็นญาติคนไข้ หมอขอเชิญทางนี้หน่อยครับ ก่อนที่ผลของชิ้นเนื้อที่หมอได้นำไปตรวจจะทราบผล ทางโรงพยาบาลได้แจ้งผลการตรวจเลือดของคนไข้ให้หมอทราบก่อน มีใครรู้เรื่องการใช้ชีวิตในภาวะเสี่ยงบ้างหรือไม่ เพราะผลเลือดออกมาพบว่า คนไข้มีภาวะเลือดบวก คำอธิบายก็คือ ทำให้คนไข้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโรคแทรกซ้อนได้ง่าย และต่อไปนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนไข้แล้วนะครับ ”

คำอธิบาย ของคุณหมอยังไม่ทันจางหาย เสียงเล่าเอิ้นเล่าบอก ก็แพร่สะพัด บ้างว่าอย่างนั้น บ้างว่าอย่างนี้ ปากต่อปาก ทุกวงสนทนาย่อมไม่อาจเลี่ยงถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทั้งคุ้งบ้านเหนือ คุ้งบ้านใต้ ไกลไปถึงต่างหมู่บ้าน ต่างตำบล

“หั้นละ สูบ่ารู้หยัง ก่อผัวมันนะก่า ไปเล่นแม่ญิงที่ไหนตางใดพ่องบ่ารู้ หันก่อ เอามาติดใส่เมียมันหั้นแล้ว เป็นดีน่าเอ็นดูนัก”

“เออ เออ เขาว่าบ่าเด่วนี้ ผัวมันอาการหนักขนาด ลุกเดินบ่ได้ ผอมลง ดำลงชุวัน”

“ก่อ หันว่า ตั้งกะมันรู้ว่า ผัวมันเป็นคนเอามาติดมัน มันก่อไล่ผัวมันไปที่อื่นตั้งเมินแล้ว คนเฮานี้ มันคงมีกรรมมีเวรแต่ชาติเก่าก่อนเมินมา อโหสิเทอะ”

“แล้วนี่มันอยู่ในหมู่บ้านเรา มันจะปามาติดหมู่เฮาก่อ ฮึ๊ยยย..ข้ากลั๋วนัก”

“เฮ้ย..สู นี่ก่ออู้ไปเร่ย มันบ่ติดกันง่ายๆ ดอก เปิ้นว่ามันเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ท่าสูบ่ไปกินข้าวกินน้ำร่วมกับคนที่เป็นนา ก่อบ่เป็นหยังดอก”

“บ่ บ่ บ่แม่น ข้าเคยผ่อในโทรทัศน์ แค่กินข้าวกินน้ำร่วมกันบ่ยะหื้อติดโรคนี้หรอก โน่น ต้องมีอะหยังกัน กับใช้เข็มร่วมกันถึงจะมีโอกาสเสี่ยง”

“อ้าว ใช้เข็มเย็บผ้าร่วมกันก่อบ่ได้กา แต่เฮาว่า อย่างใด เฮาก่อกลั๋ว คงบ่เตวใกล้มันแล้ว”

“อี่ นี่ อู้ไปเร่ย ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันโว้ย บ่แม่นเข็มเย็บผ้า แล้วแหมอย่าง มึงจะแปงใจได้กา มันเป็นเพื่อนมึงมาตั้งเมินนานแล้วนะ จะไดก่อ รักษาน้ำใจกันพ่อง”

หากคำวิจารณ์ใดใด ก็หาให้เจ็บเหน็บลึกเท่า ความเศร้าของสองพี่น้อง ที่เฝ้าปรนนิบัติผู้เป็นแม่ ซึ่งบัดนี้ นอนก็ไม่เต็มอิ่ม ตื่นก็ไม่เต็มตา ทั้งกินข้าวหมากปลาก็หาได้รู้รสชาติไม่ อีกแผลผ่าตัดก็ไม่ยอมสมาน เจ็บปวดทุกครั้งที่พลิกร่างพลิกตัว ผื่นตุ่มคันตามผิวเนื้อก็ระคายคันรำคาญใจ ทั้งผมเผ้าก็ร่วงได้ทุกวัน

อาการ เหล่านี้แม้ไม่ได้เกิดกับตัว แต่สองพี่น้องก็อดรันทดใจไม่ได้ ยิ่งยินเสียงผู้เป็นแม่โอดครวญแต่วันยันรุ่ง มีหรือจะไม่ขอเวลาหลีกเว้นออกมาอยู่กับตัวเองสักพักเพื่อสะอื้นไห้เงียบๆ โดยลำพัง ในยามพร้อมหน้า สิ่งหนึ่งที่ทุกผู้ปรารถนาคือ มอบกำลังใจแสนวิเศษให้กันและกัน ละทิ้งตัวตน ยื่นความสุขให้คนรอบข้าง กักเก็บความเศร้าจ่อมจมไว้เสียภายใน ประโยชน์อันใดที่จะแสดงสีหน้าหม่นเศร้ากังวลให้ผู้เป็นแม่ได้เห็น…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:28:20 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๑๑ รักร้อย..รอยอาลัย

“หนาน ป้อจายฝั่งปู้นเปิ้นเสียแล้วเน้อ น้าบัวหลั่นเอิ้นบอกมา”

พี่ สาวบอกกับน้องชายให้รับรู้ถึงการเสียชีวิตของฝ่ายชายที่ครั้งหนึ่งทั้ง คู่เคยเรียกว่า “พ่อ” ในฐานะพ่อน้า เพราะ “พ่อ” ที่แท้จริงนั้นทิ้งแม่ไปนานแล้ว ทิ้งไปตั้งแต่ทั้งคู่ยังไม่เดียงสา

“อย่าง ที่เปิ้นเล่ากันแท้ หนานเหย ว่าป้อจายที่ติดโรคนี้ จะเสียก่อนแม่ญิง” พี่สาวออกความเห็นขณะเหลือบไปมองแม่ที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ พร้อมเปรยแทบจะกระซิบว่า “แล้วเฮาต้องบอกแม่โตยก่อ”

“บอกเทอะปี้เหย ถ้าปี้บ่กล้าบอก เดวผมจะเป็นคนบอกแม่หื้อเน้อ”

น้อง ชายซึ่งดูเหมือนจะใจแข็ง และเข้าใจธรรมชาติของการใช้ชีวิต เข้าใจสัจธรรมได้ดีกว่า เหตุเพราะร่ำเรียนมามาก ครั้งบวชเป็นพระอยู่หลายพรรษา เอ่ยกับพี่สาว พร้อมกับเดินไปนั่งข้างเตียง จับมือผู้เป็นแม่มาวางไว้ที่ศีรษะของตัว

หนึ่งนั้นเพื่อดูว่าแม่ตื่น อยู่หรือไม่ สองเพื่อจะบอกเป็นนัยว่า ลูกเทิดทูนแม่ไว้เหนือเกล้าเสมอมา สามอานิสงส์แห่งการถือบวช ปฏิบัติกิจพระศาสนาที่แม่ได้เห็นลูกเณร ลูกพระ ได้เห็นชายผ้าเหลืองโบกสะบัดหลายปีผ่านพ้นนั้น ลูกปรารถนาให้เป็นปัตติทานมัยยกบุญกุศลให้แม่จนหมดสิ้น ให้ทุกข์แม่ผ่อนคลาย ให้เจ็บกายแม่ผ่อนเสี้ยงเน้อ…แม่เน้อ

“เออหนาน หันป้อบอกว่า จะมาเยี่ยมแม่วันพูกนี้นา เปิ้นโทรมาบอกปี้ตะเจ๊า ปี้ก่อลืมบอกหนานไป ก่อดีเหมือนกันเนาะ อย่างน้อยเปิ้นก่อท่าจะกึ๊ดเติงหากันอยู่พ่อง ปี้ว่า”

“พ่อ” ที่พี่สาวเอ่ยถึง หมายถึงพ่อที่แท้จริงของทั้งคู่ ซึ่งเมื่อทราบข่าวว่าแม่ได้รับโรคร้าย ก็ดูเหมือนจะโกรธมาก ไม่รู้ว่าโกรธผู้ชายคนนั้น หรือโกรธตัวเองที่ก็น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ และนั่นคงไม่มีใครจะรู้ได้ดีไปกว่าตัวของพ่อเอง

“ป้อ ! ฮือ ฮือ” เสียงตะโกนเรียกพ่อ และเสียงร่ำไห้ของพี่สาว ที่โผเข้ากอดพ่อด้วยความยินดี บวกกับความรู้สึกอัดอั้นที่ต้องการระบาย ขณะพ่อเดินมาถึงหน้าห้องคนไข้ ทำเอาผู้คนรอบข้างเบือนหน้า ด้วยไม่อาจสกัดกั้นก้อนสะอื้นที่จุกลำคอ ขณะน้องชายยังท่าทีเรียบเฉย แต่น้ำตาคลอหน่วย “หื้อป้อได้เข้าไปหาแม่ก่อน แม่อยู่ข้างในแม่นก่อ” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้น ขณะเคลื่อนกายตามพี่สาวไป โดยมีน้องชายเดินตามไปข้างหลังไม่ห่าง

“แม่ ป้อมาหา” พี่สาวเอ่ยกับแม่ที่นอนอยู่บนเตียง เมื่อแม่เห็นหน้าพ่อ ไม่มีคำพูดจาใด มีแต่น้ำตาที่พรั่งพรูออกมาจากแววตาที่น้อยเนื้อต่ำใจ ทั้งรักทั้งเกลียด ทั้งโกรธขึ้ง พ่อรีบจ้ำอ้าวไปกุมมือแม่ และน้ำตาจากแววตากร้านกรำงานมาค่อนชีวิตของผู้ชายร่างกำยำเส้นเอ็นปูดโปนก็ ไหลหลั่ง ยินเสียงสะอื้นอั่กคล้ายปวดรวดร้าวทั้งหัวใจ มือกร้านหยาบที่กุมมือคนที่เคยเป็นภรรยาสั่นเทาประหนึ่งเจตนาสื่อให้รู้ว่า สำนึก และยินดีขอโทษเธอทั้งชีวิตที่เหลืออยู่…

ในภาวะนิ่งงัน ระคนเสียงร่ำไห้ นาทีนั้น เป็นนาทีของความเป็นครอบครัว เป็นนาทีแห่งการได้อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูกสาว และลูกชายเป็นครั้งแรกภายหลังต้องพรากจากกันเป็นเวลากว่า 20 ปี และที่สำคัญมันคงเป็นครั้งสุดท้ายด้วยปราศจากถ้อยคำใดใด ทั้งสี่ชีวิตอยู่ในอาการโศกสลด ทั้งตื้นตันตีบแน่นในอก ช่างเป็นละครแห่งชีวิตที่สวรรค์ขีดเส้นเกณฑ์ชะตาให้เป็นไปอย่างน่ารันทดยิ่ง เถอะแม้กระนั้น ถึงจะเป็นช่วงท้ายของชีวิตใครบางคน และแม้ทุกอย่างจะยังคงต้องเป็นไปก็ตาม อย่างน้อยสิ่งที่เบื้องลึกแห่งหัวใจปรารถนาก็ยังได้กรุ่นสัมผัส ในลมหายใจสุดท้าย หากสิ่งที่เพรียกหามาตลอดชีวิตยังเติมเต็มหัวใจได้ แม้ไร้ร่างแต่ความรักความอบอุ่นก็ยังกรุ่นอยู่อย่างนั้นตลอดไป…

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:28:47 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๑๒ พรากไป..ไม่หวนคืน
“กุ สลาธมฺมา อกุสลาธมฺมา อพฺยากตาธมฺมา กตเมธมฺมา……” เสียงสวดคาถาภาษาบาลีที่คุ้นหูคุ้นปากผู้เป็นลูกชายดังผ่านเครื่องขยายเสียง ผสานเสียงอื้ออึงของทุกวงสนทนาในงานสวดอภิธรรมศพของผู้เป็นแม่ ปราสาทศพตั้งกลางข่วงบ้าน ที่กระถางธูปควันจางๆ ลอยอ้อยอิ่งไหววูบตามแรงลม เพื่อนบ้านในชุดขาว ชุดดำ บ้างนั่ง บ้างเดินระรานตา ขณะตุ๊เจ้า 4 รูป หลับตาพริ้มท่องบทสวดพระอภิธรรมไปตามจังหวะท่วงทำนองคุ้นเคย…ผ่านพ้นคืน วันตามกำหนด

“วี๊ดดดดด ปุ พรึ่บบบบ” ณ ป่าช้าประจำหมู่บ้าน ประกายไฟลุกโชติช่วงติดฟืนราดด้วยน้ำมันเบนซินลามไปทุกท่อน ภายหลังผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนกดสวิทย์ส่งบอกไฟลูกหนูพุ่งออกไปตามสายลวดขึง ปะทะเสาปราสาท จุดติดสายชนวนพุ่งพรืด พรืด ไปลุกติดท่อนฟืนราดน้ำมันชุ่มโชกนั้น พร้อมๆ กับเสียงสวดวาระสุดท้ายจากตุ๊เจ้า 9 รูปกระหึ่มขึ้นอย่างพร้อมเพรียง “โฮ โฮ ฮือ …” เสียงร้องไห้หลุดจากปากลูกสาวในทันใด ช่วงเวลาเยี่ยงนั้น คล้ายๆ ตอกย้ำความโศกสลด ญาติๆ กรูเข้าไปปลอบโยนกอดเกาะจนเวลาล่วงผ่านสักระยะจึงสงบลงได้ ไฟที่ทำหน้าที่หลอมสังขารยังโหมกระพือไหลลาม หลังคาปราสาททิ้งตัวทีละข้างด้วยเสาที่ถูกเปลวไฟโหมไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ เสียงกรอบแกรบ ตุบตับของทุกอณูเนื้อที่ถูกแผดเผาผสานเสียงท่อนฟืนดังเป็นระยะ แต่ผู้คนบางตาด้วยพิธีกรรมเสร็จสิ้นไปก่อนหน้าแล้ว ตุ๊เจ้าพระเณรปีนขึ้นหลังรถกระบะ เคลื่อนตัวออกจากป่าช้ากลับวัด เหลือไว้แต่สัปเหร่อผู้ทำหน้าที่ให้สังขารหมดเสี้ยงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แม่ไปดีละ ปี้เหย นับแต่นี้ ก็เหลือแต่เฮา กรรมเสี้ยงสุดแล้ว” น้องชายเอ่ยกับพี่สาวขณะก้มลงไปวักน้ำส้มป่อยจากคุที่วางไว้หน้าประตูรั้วมา แตะที่ศีรษะพอชุ่ม พี่สาวมองหน้าน้องชายด้วยแววตาเข้าใจแต่ขอบตายังแดงก่ำ พยักหน้ารับรู้ และวักน้ำส้มป่อยมาลูบศีรษะตัวเองด้วยเช่นกัน “วันพูกเมื่อเช้า เฮาจะไปเก็บกระดูกแม่ ปี้ไปเกียมของก่อนเน้อ หนานไปนิมนต์ท่านพระครูหื้อกำ…”

“ครับ…”

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:29:21 น.              
0 comment

แม่จ๋า…อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๑๓ แม่สถิตที่ในหัวใจฉัน (จบ)
เถ้า กระดูกของแม่ญิงถูกห่อด้วยผ้าขาว วางไว้บนหิ้ง เพื่อให้ลูกได้กราบไหว้ รำลึกถึงบุญคุณนานัปการแต่ครั้งแม่อุ้มท้อง จวบเติบใหญ่เป็นผู้เป็นคน ขณะอีกส่วนหนึ่งได้นำไปสร้างกู่ไว้ที่ป่าช้า เมื่อถึงคราวปีใหม่เมืองในเดือนเมษายน ธรรมเนียมการทานขันข้าว รดน้ำกู่กระดูกจึงค่อยยึดค่อยปฏิบัติตามแบบเบ้าโบราณของลูกหลานของผู้ล่วง ลับดับหาย บ้านที่เคยมีเด็กสองคนวิ่งเล่น ที่เคยยินเสียงตะโกนดุมาจากหลังบ้าน ที่เคยมีกิจกรรมทำกับข้าวปลา บัดนี้ว่างเปล่า นอกชานที่เคยมีสามแม่ลูกนั่งดูเดือนดาวพร้อมเสียงพูดคุยเบาแผ่ว ราวร้าง กระบุงที่แม่เคยหาบยามเข้าป่าหาฟืน ผุกร่อนไปนานแล้ว โต๊ะที่เคยวางขายปลาหมึกทอดวันมีหนังกลางแปลงหน้าวัดไม่รู้หายไปไหน ใต้ต้นมะขามข้างรั้วที่เคยคึกคักด้วยลูกค้าส้มตำ ดูหมองหม่น แม่ญิงแกร่งจากไปในวัยเพียง 46 ปี แต่วิถีแห่งการตรากตรำสู้ชีวิตช่างยาวนาน ข้นแค้น โอดโอย แม้บางช่วงจังหวะชีวิตจะสุขสม ทั้งได้เห็นลูกสาวมีเหย้าเรือน มีหลานให้กอดเกยจูบชื่น อีกลูกชายเล่าก็แทบไม่ทำให้แม่หมองหน้า ได้แต่เชิดหน้าชูตากับใครเขา ด้วยเป็นทั้งเณรเปรียญธรรม เป็นทั้งพระมหา เป็นครูบาอาจารย์ยินแต่เสียงเล่าชื่น บอกชมถึงบุญญาบารมีที่มีลูกเป็นมหาเปรียญ ด้วยเหตุในชนบทบ้านป่า น้อยผู้นักจะมีจะเป็นได้ ในความเป็นจริงแม้อายุของแม่ญิงจะดูเหมือนสั้น แต่บนความอับโชคก็ยังพอมีเรื่องราวดีดีให้ได้ปลาบปลื้ม นั่นน่าจะดีกว่ามีชีวิตอยู่โดยมีทุกข์รายล้อม มีกรรมซ้ำตามซัดไม่หยุดหย่อน ลางทีการละจากโลกไปของเธออาจเพราะถึงคราวจริงๆ ก็เป็นได้ “แม่ครับ..บ่ว่าจะมีชีวิตไปตางหน้าอย่างใด ผมจะเอิ้นบอกแม่หื้อรับรู้ตลอดเน้อแม่เน้อ” ชายหนุ่มหยิบรูปผู้เป็นแม่ออกมาจากกระเป๋าสตางค์ จ้องมองใบหน้าของผู้เป็นแม่นานเนิ่น จากนั้นค่อยปิดเปลือกตาหวนรำลึกทุกอิริยาบถของแม่เท่าที่จะฟื้นขึ้นมาได้จาก ความทรงจำลึกสุด “ป้อ ป้อ ป้อกำลังดู รูปของไผกาครับ” เสียงเล็กแหลมดังขึ้นข้างกายชายหนุ่ม พร้อมกับยื่นมือน้อยๆ มาจับที่ข้อมือของชายหนุ่มและยื้อแย่งดูรูปในมือ ”อ๋อ รูปคุณย่า ป้อกึ๊ดเติงหาย่ากา ปีใหม่เมืองปีนี้ ผมจะบอกแม่หื้อแปงน้ำส้มป่อยไปดำหัวกู่ของคุณย่า…เนาะป้อเนาะ”

จบบริบูรณ์ ..28 มีนาคม 2551

Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 21 ตุลาคม 2551 13:32:00 น.

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)