Get Adobe Flash player

EM อีเอ็มคืออะไร

PDFพิมพ์อีเมล

ความเป็นมาของ EM
ศ.ดร.เท รูโอะ ฮิหงะ แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องส้ม แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาโรคระบาดในสวนส้มได้ แม้จะพยายามใช้ความรู้ความสามารถเพียงใดก็ไม่ได้ผล ในโอกาสนั้น ท่านได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะของท่านโมกิจิ โอกาดะ (เมซุซามะ) เกิดความสนใจ หนังสือเล่มหนึ่งของท่านโมกิจิ โอกาดะ เขียนไว้เกี่ยวกับการเกษตรธรรมชาติ มีข้อความที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น
· การเกษตรที่ปลอดสารเคมี

· ภัยพิบัติของมนุษย์ชาติและธรรมชาติของโลก

· ความรักของธรรมชาติต่อสรรพสิ่งในธรรมชาติของโลก

· สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

ท่าน ศ.ดร.ทารูโอะ ฮิหงะ แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มการค้นคว้า เมื่อ พ.ศ. 2510 และได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตในดินที่เรียกว่าจุลินทรีย์ เมื่อ พ.ศ.2525 เป็นการค้นพบเทคนิคการใช้ E.M. (Effective Microorganisms) กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ความสำคัญ ณ จุดนี้คือ ได้ค้นพบการทำงานของจุลินทรีย์ในธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
1. ทำงานแบบสร้างสรรค์ เรียกว่า กลุ่มจุลินทรีย์สร้างสรรค์ มีประมาณ10 %
2. ทำงานแบบเป็นกลาง เรียกว่า กลุ่มเป็นกลางคอยเกื้อหนุน 2 ฝ่ายแรกทีมีจำนวนมากถึงประมาณ 80 %
3. ทำงานแบบทำลาย หรือ กลุ่มจุลินทรีย์โรค มีประมาณ 10 %
“กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ” มีจุลินทรีย์รวมอยู่ 5 แฟมิลี่ 10 จีนัส 80 สปีชีส์ ในที่นี้จะมีทั้งจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ คือ แอโรบิค แบคทีเรีย (Aerobic Bacteria) และจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ คือ อนาโรบิค แบคทีเรีย (Anaerobic bacteria)

E M (อี เอ็ม)
เป็น การรวมกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมาบรรจุในภาชนะเดียวกัน มีจุลินทรีย์รวมอยู่ 5 แฟมิลี่10 จีนัส 80 สปีชีส์ เพื่อนำไปใช้งานแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มคือ
1. กลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosynthetic bacteria)
2. กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติก (Lactic acid bacteria)
3. กลุ่มจุลินทรีย์ตรึงไนโตเจน (Nitrogen fixing bacteria)
4. กลุ่มจุลินทรีย์แอคทิโนมัยซีทส์ (Actenomycetes)
5. กลุ่มจุลินทรีย์ยีสต์ (Yeasts)

ลักษณะทั่วไปของ EM
1. เป็นของเหลวมีสีน้ำตาลแก่ กลิ่นอมเปรี้ยว อมหวาน
2. เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิตและไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี ยาปฏิชีวนะ และยาฆ่าเชื้อต่างๆได้
3. ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืชและแมลงที่เป็นประโยชน์
4. ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
5. เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ทุกคนสามารถนำไปเพาะขยาย เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆได้ด้วยตนเอง
6. หัวเชื้อ EM สามารถเก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 6 เดือนที่อุณหภูมิปกติที่ 25-45 องศาเซลเซียส โดยปิดฝาให้สนิท อย่าให้อากาศเข้าและอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น ทุกครั้งที่นำออกมาใช้จะต้องรีบปิดฝาให้สนิท การขยาย EM ควรใช้ภาชนะและน้ำที่สะอาดและใช้ให้หมดในเวลาที่เหมาะสม
7. ในกรณีที่เก็บไว้หลายวันโดยไม่มีการเคลื่อนไหว ในภาชนะจะมีฝ้าขาวๆเหนือ
ผิวน้ำเป็นการพักตัวของเชื้อ เมื่อเขย่าทิ้งไว้ฝ้าสีขาวก็จะหายเป็นปกติ

ประโยชน์ของ EM ในด้านปศุสัตว์
1. ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปศุสัตว์ภายใน 24 ชม.
2. ช่วยบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มได้ใน 1-2 สัปดาห์
3. ช่วยป้องกันโรคระบาดต่างๆในสัตว์แทนยาปฏิชีวนะและอื่นๆได้
4. ช่วยกำจัดแมลงวันด้ายการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันไม่ให้เข้า ดักแด้เกิดเป็นแมลงวัน
5. ช่วยเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรค ให้ผลผลิตสูง และอัตราการตายต่ำ

EM สด
EM สด หมายถึง EM จากโรงงาน หรือ เอเย่นต์ หรือ ผู้จำหน่ายรายย่อย ที่ไม่ได้ทำการแปรสภาพ การใช้ EM แบบน้ำ มี 2 วิธี
1. EM สด ราคาละ 90 บาท ซื้อมาใช้ได้เลย ใช้ผสมเท่าไรก็ได้ 1: 1;100 ; 200 ; 500 ; 1,000
2. EM แบบขยาย คือ การทำให้จุลินทรีย์มีความแข็งแรง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยการจัดสภาพแวดล้อมให้ เหมาะสมและให้อาหาร ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้
EM 1 ลิตร ราคา 90 บาท
กากน้ำตาล 1 ก.ก. ราคา 5 บาท
น้ำสะอาด 20 ลิตร ราคา – บาท
รวม 22 ลิตร รวมราคา 95 บาท
ใช้ เวลาในการหมัก 7 วัน จะได้ EM ที่สูตรขยายนี้ราคา 4.31 บาท/ลิตร (95 ÷ 22) และให้ใช้ให้หมดภายใน 7 วัน ถ้าหลังจาก 14 วันไปแล้วประสิทธิภาพของอีเอ็ม จะลดน้อยถอยลง จาก 100% เหลือ 90%….80%…..70%…..60%…..ตามลำดับ

EM ขับไล่แมลง

เป็น สารหมักเพื่อป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูพืช/สัตว์ ไม่ใช่สารฆ่าแมลง เวลาใช้จึงจะเห็นผลช้า ไม่เหมือนสารเคมี ฉีดปุ๊บตายปั๊บ ดังนั้น จึงต้องรอเวลา หรือ ใช้บ่อยๆ เสมอๆ และใช้เป็นการป้องกัน มี 2 สูตร คือ
1. สุโตจู (EM 5 ) แบบธรรมดา (ใช้เวลาหมัก 15 วัน)
2. ซุปเปอร์สุโตจู (ซุปเปอร์ EM 5) (ใช้เวลาหมัก 1 วัน)
สารขับไล่แมลง /สุโตจู (EM 5) แบบธรรมดา
1. EM 1 ลิตร ราคา 90 บาท
2. กากน้ำตาล 1 ก.ก. ราคา 5 บาท
3. น้ำส้มสายชูแท้ 5% 1 ขวด ราคา 20 บาท
4. เหล้าขาว ๔๐ ดีกรี 1 ขวด ราคา 100 บาท
5. น้ำสะอาด 6 ลิตร ราคา – บาท
รวม 10 ลิตร รวมราคา 215 บาท
วิธีทำ
1. ผสมกากน้ำตาลกับน้ำจนเข้ากันดีแล้ว จึงนำเหล้า,น้ำส้ม,และ EM ผสม เขย่าหรือ คนให้เข้ากัน
2. นำบรรจุในภาชนะหมักที่มีความจุพอดี ๆ คือ ให้มีช่องอากาศบ้างเล็กน้อย ประมาณ 10 % แล้ว ปิดฝาให้สนิท
3. หมักไว้ 15 วัน ระหว่างการหมัก ให้เขย่าขวด เช้า – เย็น แล้วเปิดฝาระบายแก๊สออก แล้วปิดไว้
4. เมื่อครบกำหนด สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 3 เดือน ระยะการเก็บ ควรเปิดระบายแก๊สบ้างเป็น บางครั้ง
วิธีใช้
1. ใช้ทาแผลต่าง ๆ ทั้งแผลสด/แผลเปื่อย รวมถึงโรคผิวหนังเรื้อรังต่าง ๆ ยิ่งทาบ่อย ยิ่งหาย เร็ววัน
2.ใช้ สุโตจู 1 ลิตร ร่วมกับ EM สูตรขยาย ถ้าสูตรขยายไม่ได้ผล หรือเห็นผลช้า จะบังเกิดผลดี
แบบ ธรรมดานี้ ต้องหมักถึง 15 วัน ราคาจะตกลิตรละ 21.50 บาท (210 ÷ 10) การใช้ก็ไม่ต้องกลัวว่าเป็นสารพิษ เพราะว่าส่วนผสมเป็นของธรรมชาติทั้งนั้น ยาบางชนิดต้องใช้เวลา 1 เดือน ถึงจะนำมารับประทานได้
ซุปเปอร์สุโตจู (ซุปเปอร์ EM5)
ไม่ต้องหมักนาน และเก็บไว้ได้ 3 เดือน สูตรนี้ไม่มีน้ำผสม ราคาจะแพงกว่าสูตรธรรมดา
ทำเป็นสารไล่แมลงที่จำเป็นต้องใช้เร่งด่วน เพราะว่า ผสมไว้ 24 ชั่วโมง ก็มาสามารถ นำไปใช้ได้เลย มีส่วนผสมดังนี้
1. EM 1 ลิตร ราคา 90 บาท
2. กากน้ำตาล 1 ก.ก. ราคา 5 บาท
3. น้ำส้มสายชูแท้ 5% 1 ขวด ราคา 20 บาท
4. เหล้าขาว 40 ดีกรี 2 ขวด ราคา 200 บาท
รวม 5 ลิตร รวมราคา 315 บาท
วิธี ทำ ผสมเหมือนกับสูตรสุโตจู(EM 5) แต่ไม่มีน้ำ คือ ผสมน้ำส้มสายชูแท้5%, เหล้าขาวและ กากน้ำตาล ให้เข้ากันดีแล้ว จึงใส่ อี เอ็ม คนให้เข้ากัน บรรจุใส่ในภาชนะพลาสติก โดยให้เหลือพื้นที่ว่าง ห่างจากปากขวด 2 นิ้วปิดฝาให้สนิท หมักไว้ 24 ชั่วโมง (1 วัน) จะมีราคา 63 บาท (315 ÷ 5) นำไปใช้ได้เลย เก็บไว้ใช้ได้นาน 3 เดือน ถ้าเกินกำหนดประสิทธิภาพจะได้ผลน้อย
สารสกัดพืชหมัก (EM F.P.E.)
สารสกัด พืชหมัก EM (EM Fermented Plant Extract) เป็นสารที่มีการทดลองและนิยมใช้กันในต่างประเทศ เป็นการสกัดสารจากการหมักพืชสดด้วย EM โดยมีส่วนประกอบของกรดอินทรีย์ (Organic Acids) สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แร่ธาตุ และสารที่มีประโยชน์จากวัชพืช ซึ่งมีต้นทุนในการผลิตต่ำ เพราะได้นำเอาวัชพืชมาเป็นองค์ประกอบในการผลิต โดยเก็บรวบรวมมาในตอนเช้า ก่อนพืชถูกแสงแดด คือก่อนพืชจะสังเคราะห์แสง มีส่วนผสมดังต่อไปนี้
พืชสมุนไพรสับชิ้นเล็ก ๆ 5 ก.ก. ราคา – บาท
น้ำ (สะอาด) 10 ลิตร ราคา – บาท
กากน้ำตาล 300 ซี.ซี. ราคา 1.5 บาท
E.M. 300 ซี.ซี. ราคา 27 บาท
รวม 10.65 ลิตร รวมราคา 28.50 บาท
วิธีทำ
– สับพืชสมุนไพรให้มีขนาด 2-5 เซนติเมตร บรรจุในภาชนะสำหรับหมัก
– ผสมกากน้ำตาลและน้ำละลายดีแล้วเติม E.M.คนให้เข้ากัน เทใส่ภาชนะสมุนไพรที่หมัก
– วางไม้หรือของหนักทับบนพืชสมุนไพร(กันไม่ให้สมุนไพรลอย) ปิดฝาให้สนิท
– หมักไว้ 7 วัน เทน้ำหมักในถังใส่ขวดหรือแกลลอนไว้ใช้ โดยใช้ผ้ากรองเศษพืชสมุนไพร
– เก็บถังหมักไว้ในที่ร่มและมีลมพัดผ่าน หมักไว้ 3 วัน คนพืชสมุนไพรในถัง
EM.F.P.E (สารสกัดพืชสมุนไพรหมัก EM.) ราคาลิตรละ 2.68 บาท (28.50 ÷ 10.65) ควรเก็บรักษาไว้ในที่มืดและเย็นในที่อุณหภูมิสม่ำเสมอ อย่าเก็บไว้ในตู้เย็นหรือถูกแสงแดด ควรนำออกใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน หลังจากการสกัดหรือหมักไว้
ทดลองพืชสมุนไพร เช่น ตระไคร้หอม,สะเดา,ยูคาลิปตัส, สาบเสือ,สาบแร้งสาบกา, น้อยหน่า, ฟ้าทะลายโจน,บอระเพ็ด ฯลฯ มาสกัด
ศึกษาหา ข้อมูลการสกัดสมุนไพรแต่ละอย่าง ว่า สามารถขับไล่แมลงเป็นพยาธิภายนอก ซึ่งบั่นทอนสุขภาพสัตว์ปีก และ ใช้แล้วมีผลข้างเคียง หรือ เป็นอันตรายกับสัตว์ หรือ คนเลี้ยงอย่างไร มีมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการค้นคว้า ทางวิชาการ ต่อไป
น้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลง
จากการจัดการความรู้ (KM) ในอำเภอพระนครศรีอยุธยา เกษตรกรมีการตื่นตัวและสนใจในการทำน้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลงศัตรูพืชเป็น อย่างมาก โดยเกษตรกรมีการนำไปใช้ กับนาข้าวพืชผัก ไม้ผลและได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ
น้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลง 1 มีส่วนผสม ดังนี้
( ผู้เล่า : นายอุดมศักดิ์ ถารีพันธ์ ต.สำเภาล่ม)
1. หนอนตายหยาก 1 ส่วน
2. ข่า ขิง ตระไคร้ 1 ส่วน
3. พริก 1 ส่วน
4. กระเทียม 1 ส่วน
5. กากน้ำตาล 1 ส่วน
6. พ.ด. 7
โดยหมักไว้ในถังพลาสติก 200 ลิตร หมักทิ้งไว้ 15 วัน นำมาใส่ในแปลงนา โดยให้ตามรางน้ำที่ไหลเข้านา
น้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลง 2 มีส่วนผสม ดังนี้
( ผู้เล่า : นายชนินทร์ เอื้อราษฎร์ ต.ปากกราน)
1. สะเดา 1 ส่วน
2. หนอนตายหยาก 1 ส่วน
3. ข่า ขิง ตระไคร้ 1 ส่วน
4. พริก 1 ส่วน
5. กากน้ำตาล 1 ส่วน
6. พ.ด. 7
น้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลง 3 มีส่วนผสม ดังนี้
( ผู้เล่า : นายเล็ก ศุขศรีไพศาล ต.บ้านรุน)
1. สะเดา 1 ส่วน
2. ข่า ขิง ตระไคร้ 1 ส่วน
3. พริก 1 ส่วน
4. กากน้ำตาล 1 ส่วน
5. พ.ด. 7
น้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลง 4 มีส่วนผสม ดังนี้
(ผู้เล่า : นางสมถวิล ภาคเกษี ต.เกาะเรียน)
1. สะเดา 1 ส่วน
2. พริก 1 ส่วน
3. ยาฉุน 1 ส่วน
4. กระชาย ข่า ตะไคร้ 1 ส่วน
5. หนอนตายหยาก 1 ส่วน
6. กากน้ำตาล 1 ส่วน
7. พ.ด. 7
โดยนำมาหมักในถัง 200 ลิตร และทิ้งไว้ 20 วัน แล้วนำมาใช้ในอัตราส่วน 1 : 1,000
โดยการฉีดพ่นลงในแปลงผักสวนครัวและไม้ผล โดยจะฉีดพ่น 7วัน/ครั้ง
น้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลง 5 มีส่วนผสม ดังนี้
(ผู้เล่า : นายประยูร ยันนาคี ต.บ้านเกาะ)
1. สะเดา 1 ส่วน
2. สาบเสือ 1 ส่วน
3. ไหลแดง 1 ส่วน
4. กระชาย ข่า ตะไคร้ 1 ส่วน
5. หนอนตายหยาก 1 ส่วน
6. กากน้ำตาล 1 ส่วน
7. พ.ด. 7
โดยนำมาหมักในถัง 200 ลิตร และทิ้งไว้ 20 วัน แล้วนำมาใช้ในอัตราส่วน 1 : 1,000
โดยการฉีดพ่นลงในแปลงข้าวโพดและข้าวนาปรัง โดยจะฉีดพ่น 7วัน/ครั้ง
สรุปผลของการใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลงศัตรูพืช
1. เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
2. พืชผลไม่มีแมลงรบกวน พืชงอกงาม และให้ผลผลิตดี
3. ช่วยปรับสภาพของดินให้ดีขึ้น ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย และลดการเสื่อมสภาพของดิน
4. ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและตัวผู้ใช้
สูตรน้ำหมักชีวภาพยอดนิยม
วัสดุอุปกรณ์
1. ถังน้ำหมักที่มีฝาปิดสนิท ควรเป็นถังพลาสติก หรือกระเบื้องเคลือบ ไม่ควรใช้ถังประเภทโลหะหรือปูนซิเมต์เพราะน้ำหมักจะเข้าไปกัดกร่อนภาชนะ
2. น้ำตาล สามารถใช้น้ำตาลได้ทุกชนิด อาทิ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง กากน้ำตาล ฯลฯ โดยเฉพาะกากน้ำตาล ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำตาลชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากอุตสาหกรรมน้ำตาล นอกจากนี้อาจใช้พืชจำพวกอ้อยได้เช่นกัน
3. ส่วนผสมกับน้ำตาล
– เศษซากพืชสด อาทิ พืชอวบน้ำอวบน้ำ ผัก ผลไม้ทั้งแก่และอ่อน รวมทั้งเปลือกผลไม้ ฯลฯ
– เศษซากสัตว์สด อาทิ หอยเชอรี่ ปลา ปู ฯลฯ
– พืชสุมนไพรเพิ่มประสิทธิภาพ อาทิ สะเดา ไหลแดง หนอนตายอยาก ตะไคร้หอม ฯลฯ
โดย ทั่วไปส่วนผสมของการผลิตน้ำหมักชีวภาพ ถ้าใช้สูตรที่เป็นเป็นเศษซากพืช จะใช้ส่วนผสมระหว่างเศษซากพืชสดกับกากน้ำตาล อัตราส่วน 3 : 1
แต่หากเป็นเศษซากสัตว์ จะใช้อัตราส่วนระหว่างเศษซากสัตว์กับกากน้ำตาล อัตราส่วน 1 : 1

สูตรที่ 1 สำหรับพืชกินใบ

วัสดุประกอบด้วย
1) พืชสด และ 2) กากน้ำตาล อัตราส่วน 3 : 1
วิธีทำ
ใช้พืชที่มีลักษณะสด ใหม่ สมบูรณ์ อวบน้ำ โตเร็ว ไม่มีโรค (เน่า) ทุกส่วนๆ ละไม่มากนัก จากพืชหลายๆ ชนิด ทั้งพืชที่กินได้และวัชพืช
นำ มาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดละเอียดให้ได้ปริมาณ 3 ก.ก. แล้วบรรจุเศษพืชที่ได้ลงในภาชนะ และเติมกากน้ำตาลลงไป 1 ลิตร คนหรือเขย่าให้เข้ากัน
ให้เศษพืชจมอยู่ในกากน้ำตาลตลอดเวลา ปิดฝาภาชนะ เก็บไว้ในที่มืด อุณหภูมิห้องนาน 7 วัน สามารถนำไปใช้ได้

การ ปฏิบัติระหว่างการหมัก เขย่าภาชนะที่หมักพร้อมกับเปิดฝา วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เมื่อครบ 7 วัน ให้ดมกลิ่น ถ้าหอมหวานแสดงว่า “ดี”
สามารถ นำไปได้ ถ้าบูดเปรี้ยวแสดงว่า “ไม่ดี” ให้แก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาล หรือของที่ใส่ครั้งแรกแล้วหมักต่ออีก 3 วัน ถ้ามีกลิ่นหอมหวานก็แสดงว่า “ดี” ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวอีกให้เติมน้ำตาลอีกแล้วหมักต่อไปจนกว่าจะมีกลิ่นหอม หวาน เมื่อได้น้ำหมักที่ดีแล้วให้เก็บไว้ในที่มืดภายใต้อุณหภูมิห้อง
เก็บได้นาน 6 เดือน – 1 ปี ระหว่างเก็บหากมีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกากน้ำตาลลงไป

อัตราและวิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพ
1) พืชผักสวนครัว พืชไร่ ไม้ผลยืนต้น ให้ทางใบ อัตราส่วน 15-20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 5-7 วัน ควบคู่กับให้ทางราก 30-50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 15-20 วัน
2) เตรียมดินแปลกปลูก หรือหลุมปลูกไม้ผล อัตราส่วน 30-50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
3) ใช้แทนสารเร่งปุ๋ยหมัก อัตราส่วน 75-100 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร พรมลงบนวัสดุทำปุ๋ยหมัก
4) กำจัดน้ำเสียโดย อัตราส่วน 75-100 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วบริเวณน้ำเสียหรือในคอกปศุสัตว์
5) เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดพันธุ์ อัตราส่วน 15-20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์พอท่วมก่อนเพราะเป็นเวลา 12 ชั่วโมง

การ ต่อเชื้อน้ำหมักชีวภาพ ใช้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 10 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี ปิดฝาภาชนะเก็บไว้ในที่มืด ภายใต้อุณหภูมิห้อง นาน 3 วัน ตรวจสอบกลิ่นตามครั้งแรก

เคล็ด ลับ เรื่องน้ำหมักชีวภาพ หลังการหมัก 3 วันแรก เปิดฝาออกดูถ้ามีแก๊สพุ่งออกมาแสดงว่า มีส่วนผสมดีพยายามเปิดฝาระบายแก๊สบ่อยๆ ถ้าไม่เปิดภาชนะที่หมักอาจระเบิดได้ กรณีถ้าไม่มีกากน้ำตาลสามารถใช้น้ำตาลทรายแดงได้ โดยเพิ่มปริมาณน้ำตาลแดงเป็น 1 ส่วน : เศษพืช 1 ส่วน การใช้น้ำหมักชีวภาพทางราก ควรใช้ควบคู่ไปกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเสมอ โดยการใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก 6 เดือน/ครั้ง
สูตร 1 เหมาะสำหรับพืชกินใบ ตัวอย่างพืชสดสูตร 1 ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักขม ผักเสี้ยน หน่อไม้ฝรั่ง ยอดชะอม ยอดกระถิน ยอดมันเทศยอดมะม่วง ยอดมะยม ผักตำลึงและผล เถาขี้กาและผล เงาะป่าและผล ใบยอและผล ฯลฯ
สูตรที่ 2 สำหรับพืชสำหรับพืชผักกินดอกผล
วัสดุประกอบด้วย
1) ผลไม้สุก (ฟักทองแก่, มะละกอทั้งเนื้อและเมล็ด กล้วยน้ำว้า บวบเหลี่ยม มะเขือเทศ) 2) พืชสด (ช่วงใบแก่อ้วนเอาทั้งปลายยอดและปลายราก) และ 3) กากน้ำตาล อัตราส่วน 2 : 1 : 1
วิธีทำและการปฏิบัติ
กระทำเช่นเดียวกับสูตรที่ 1 แต่ให้ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนด
อัตราและวิธีการใช้
1) สูตร 2 เหมาะสำหรับพืชผักที่ใช้กินดอกผล เช่น กะหล่ำดอก แตงโม แตงกวา แตงเทศ แคนตาลูป ถั่วฝักยาว ถั่วแปบ ถั่วพี ถั่วเหลือง มะรุม น้ำเต้า กุ๋ยช่าย บวบต่างๆ มะเขือต่างๆ ฟักทอง ฟักเขียว พริกต่างๆ
2) ใช้อัตราส่วน 0.5 – 20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบทุก 5 – 7 วันต่อครั้ง
3) ใช้อัตราส่วน 30 – 50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ราดทางดินสลับการฉีดทางใบ 5 – 7 วันต่อครั้ง จะทำให้ดินร่วนซุย
4) สูตร 2 นี้ ใช้จนถึงระยะออกดอกติดผลก็ได้

สูตร 2 เหมาะสำหรับพืชผักกินดอก กินผล ตัวอย่างผลไม้สุก สูตร 2 สับปะรด แตงโม กล้วย ละมุด มะเขือเทศ บวบ ขนุน มะม่วง ฝรั่ง มะละกอดิบและสุก มะระดิบและสุก มะเฟือง มะกรูดผ่าซีก ฯลฯ
สูตรที่ 3 สำหรับพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ นาข้าว
วัสดุ
ประกอบ ด้วย 1) พืชสด (สูตร 1) 2) พืชสดและผลไม้สุก (สูตร 2) 3) ปลาเป็นๆ หอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ กระดูกป่น 4) ตัวเสริม (ขี้เด็กทารก ขี้ไก่ค้างคอน ขี้นกปากห่าง ขี้เป็ดกินหอย ยาคูลท์ โยเกิร์ต กระทิงแดง ระลำเอียด) และ 5) กากน้ำตาล ผสมในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : เล็กน้อย : พอท่วม
วิธีทำ
เตรียม วัสดุในการทำนำหมักสูตร 1 และ สูตร 2 ตามอัตราส่วนที่กำหนด นำปลาสด (ทั้งตัว) หอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ มาบด โขลก สับให้ละเอียด เพื่อง่ายในการย่อยสลาย บรรจุเศษพืช เศษปลา เศษหอยที่บด โขลก สับละเอียดแล้วลงภาชนะ (ควรเป็นโอ่งหรือภาชนะพลาสติกไม่แนะนำให้ใช้โลหะ) แล้วเติมกากน้ำตาลลงไป คลุกเคล้าพอคลุกคลิก เติมนำมะพร้าวอ่อน คลุกเคล้าลงไปอีกเพื่อให้มีน้ำมากขึ้นพอท่วมเศษวัสดุ คนหรือเขย่าให้เข้ากัน ให้เศษพืชจม อยู่ในกากน้ำตาลตลอดเวลา ปิดฝาภาชนะเก็บไว้ที่มืดอุณหภูมิห้องนาน 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้
การปฏิบัติต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพระหว่างการหมัก ปฏิบัติตามสูตร 2 จนถึงขั้นตอนสุดท้าย

สูตรที่ 4 สำหรับไม้ผล
วัสดุ/อัตราส่วน ประกอบด้วย
1) พืชสด 5 ส่วน 2) ผลไม้ผล 1 ส่วน 3) ผลไม้สุก 1 ส่วน 4) ปลาน้ำจืด 1 ส่วน 5) ไข่หอยเชอรี่ 1 ส่วน และ 6) เหง้ากล้วย 1 ส่วน
วิธีทำ
เติมกากน้ำตาลพอท่วม เติมขี้ไก่ค้างคอน 2 ส่วน เติมน้ำมะพร้าวอ่อน/รำละเอียด/อุจจาระเด็กทารกในปริมาณเล็กน้อย โดยห้ามนำไปฉีดผัก เพราะจะทำให้ผักกระด้าง
สูตรทำจุลินทรีย์ใช้เองจากเหง้ากล้วย
น้ำ เปล่า 10 ลิตร, เหงากล้วยสดๆ สับ 2 เหง้า, กากน้ำตาล 1-2 ลิตร, น้ำผักดอง(เปรี้ยว) 1 ลิตร, นมสด (เริ่มเปรี้ยว) 1 ลิตร, น้ำซาวข้าว 1 ลิตร, จุลินทรีย์เสริม 1 ซอง

การทำยาฆ่าแมลงจากสมุนไพร
ส่วนผสม
1. สะเดา 1 กก.
2. ฟ้าทะลายโจร 1 กก.
3. ข่า 1 กก.
4. สาบเสือ 1 กก.
5. ยาสูบ 1 กก.
6. ตะไคร้หอม 1 กก.
7. ขมิ้น 1 กก.
8. ใบยอ 1 กก.
9. ฝักคูณ 1 กก.
11. ใบยูคา 1 กก.
12. กระเทียม 1 กก.
13. น้ำ 20 ลิตร
วิธีทำ
 นำเอาสมุนไพรทั้งหมดมาสับให้ละเอียดเทใส่ปี๊บ นำกะละมังเติมน้ำแล้วต้มไฟอ่อนจนเดือดแล้วยกลงกรองเอาแต่น้ำ แล้วใช้น้ำยาล้างจานหรือเอ็น 70 (สารทำฟอง) เทลงไปในถังน้ำยาสมุนไพรคนให้เข้ากันเก็บไว้ใช้
วิธีใช้
 30-40 ซีซี/20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 5-7 วัน

การ ทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ใช้เอง สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ความรู้ประสบการณ์และอาจผลิตขายหรือนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกจำหน่ายเป็นรายได้อย่างดี โดยวิธีการแบบชาวบ้าน ที่ทุกคนสามารถทำได้ ลงทุนน้อย
วัสดุอุปกรณ์ในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดแห้ง
1. ดินที่เก็บจากป่าลึก หรือดินที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรือหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้ง 0.5-1 ก.ก.
2. แกลบดิบใหม่ 1 ปี๊บ
3. ใบไผ่แห้ง 1 ปี๊บ
4. น้ำสะอาด 1 บัวรดน้ำ
5. รำละเอียดใหม่ๆ 1 ปี๊บ
6. กะละมังพลาสติก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ฟุต หรือรองปูน(ปิดด้านล่าง และมีรูระบายน้ำ) 1 ใบ 7. กระโด้ง (ถ้าใช้รองปูน อาจใช้กระเบื้องมุงหลังคา 2 แผ่น ปิดแทนกระโด้ง) 1 ใบ
หมายเหตุ
1. ถ้าใช้น้ำประปา ต้องนำมาพักไว้ 1 คืน เพื่อให้คลอรีนระเหย
2. ถ้าหารำละเอียดใหม่ๆ ไม่ได้ต้องนำรำละเอียดเก่ามาบี้ให้ละเอียดและตากแดดให้
แห้งเพื่อฆ่าจุลินทรีย์เน่าเปื่อย (หรืออาจนึ่งฆ่าจุลินทรีย์เน่าเปื่อยก่อน แล้วตากแดด
ให้แห้ง- ผู้เขียน)
3. วิธีเก็บดินที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เลือกป่าลึกที่เขียวขจี หาต้นไม้ตายซาก กวาด
ใบไม้ออก กวาดหน้าดินลึก 5 ซม. หยิบดินขึ้นมาดม ถ้าดินมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
จะมีกลิ่น ดินแห้งมีกลิ่นคล้ายยาเขียว ดินเปียกมีกลิ่นคล้ายเห็ดโคน เก็บดิน 0.5-1
กิโลกรัม ใส่ถุงปุ๋ยที่สะอาด (ควรล้างและตากถุงปุ๋ยก่อน) หรืออาจเก็บดินจากที่ใดก็ตามที่
น้ำไม่ท่วม หมาไม่ขี้ ไก่ไม่คุ้ย ปลอดสารเคมีมา 30 ปี วางถุงดินที่เก็บมาไว้ในที่ร่มเก็บไว้
ใช้ทำหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งได้นานชั่วชีวิต
4. วิธีตรวจดินว่ามีจุลินทรีย์หรือไม่
– ใส่น้ำในขวดน้ำดื่มสูง 1 นิ้ว
– ใส่กากน้ำตาล 1 ช้อน เขย่าให้กากน้ำตาลละลาย
– ใส่ดิน 1 ช้อนแกง ปิดฝาแล้วเขย่า
– ภายใน 3 วัน ถ้ามีจุลินทรีย์ ขวดจะบวมมีเส้นใยของเชื้อรา
ดมกลิ่นจุลินทรีย์
4. ถ้าไม่มีใบไผ่ อาจใช้ใบไม้ชนิดอื่นแทน ควรใช้ใบไผ่แห้งที่ยังใหม่ๆ ถ้าเก็บจากบนต้น
เลยยิ่งดี ทั้งนี้เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์เน่าเปื่อยซึ่งเราไม่ต้องการ เรา
ต้องการแต่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งอาจเรียกว่าจุลินทรีย์ย่อยสลาย ถ้าใบไผ่มี
ขนาดใหญ่ควรฉีกให้เล็กลง
ขั้นตอน/วิธีการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดแห้ง
1. นำแกลบดิบใหม่ 1 ปี๊บ ใส่ลงในกะละมังพลาสติก (อาจทำในรองปูนหรือวงคอนกรีตที่ใช้ทำถัง
ส้วม ปิดด้านล่าง เจาะรูระบายน้ำ แต่วิธีการดูแลจะต่างไปจากการทำในกะละมังบ้าง)
ใส่แกลบดิบใหม่ๆ
2. ใส่ใบไม้แห้ง (ควรใช้ใบไผ่แห้งใหม่ๆ)
3. นำน้ำสะอาด 1 บัวรดน้ำ ค่อยๆรดให้ทั่วและคลุกเคล้า ให้ส่วนผสมมีความชื้นร้อยละ 50 แล้ว
คลุกเคล้าให้เข้ากันทั่วกะละมัง หยิบส่วนผสมแล้วกระเดาะขึ้นบนอากาศ แล้วบีบด้วยมือให้
แน่น ถ้าน้ำไหลออกทางง่ามมือ แสดงว่าความชื้นเกินร้อยละ 50 ต้องปรับให้ได้ความชื้น
ประมาณร้อยละ 50 ไม่แห้งเกินไป ไม่เปียกเกินไป เมื่อกระเดาะและบีบ ไม่มีน้ำไหลออกมา
ทางง่ามมือ และเมื่อคลายมือออกส่วนผสมที่บีบจะจับกันเป็นก้อน ถ้าไม่จับกันเป็นก้อนแสดง
ว่าความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 50
บีบดูเพื่อวัดความชื้นของส่วนผสม
4. ใส่ดินที่เก็บมา 1 จาน แล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว (ในกรณีที่ไม่มีดิน แต่มีหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้ง ใช้หัว
เชื้อจุลินทรีย์ชนิดแห้งแทนดินได้ วิธีการนี้จะสามารถเพิ่มปริมาณและต่ออายุของหัวเชื้อจุลินทรีย์
แห้งไปได้เรื่อย ๆ)
ใส่ดินที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ (จุลินทรีย์ย่อยสลาย)
5. ใส่รำละเอียดใหม่ๆ 2 จานพูน (ประมาณ 1 กิโลกรัม) คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรับความชื้นให้เหลือ
ร้อยละ 30
6. เกลี่ยแล้วทำให้เป็นหลุมตรงกลางเพื่อระบายความร้อน
7. ปิดด้วยกระโด้ง วางกะละมังไว้ในที่ร่ม ถ้าอากาศหนาวใช้ฟิวเจอร์บอร์ดหรือถุงดำคลุมเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ ถ้าทำในรองปูน ให้ใช้กระเบื้องมุงหลังคา (2 แผ่น) ปิด
วางไว้ในที่ร่ม
8. เปิดกระโด้ง ใช้มือกลับส่วนผสม คลุกเคล้าเบาๆ ในวันที่ 2 วันที่ 3 และวันที่ 4 ของการทำ หลัง
การคลุกเคล้าให้เกลี่ยเบาๆ แล้วทำหลุมตรงกลางใหม่ จะเกิดความร้อนจากการหมัก วัด
อุณหภูมิโดยวิธีง่ายๆ คือใช้มือสัมผัส อุณหภูมิ ประมาณ 37-40 องศาเซลเซียส แล้วอุณหภูมิจะ
ลดลงเป็นปกติภายใน 4 วัน
วัดอุณหภูมิด้วยการสัมผัส
9. วางกะละมังไว้ในที่ร่ม จนถึงวันที่ 15 ของการทำหัวเชื้อ จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดแห้ง อาจนำ
ไปใช้ใส่ดิน บ่อน้ำได้ แต่มีปริมาณน้อย จึงควรนำไปทำหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งเพิ่มหรือนำไปทำ
หัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำก่อน
จุลินทรีย์เริ่มเจริญ
หัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งที่ทำเสร็จแล้ว
หมายเหตุ 1.กรณีที่ทำในรองปูน ให้ปิดด้วยกระเบื้องมุงหลังคา
2. หัวเชื้อจุลินทรีย์แห้ง เมื่อเลี้ยงจุลินทรีย์ไป 1 เดือน จุลินทรีย์จะกินอาหารหมด ถ้าต้องการเลี้ยงต่อหรือเพิ่มปริมาณของหัวเชื้อ ให้นำหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้ง (เก่า) ไปทำหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้ง (ใหม่) โดยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น แต่แทนที่จะใช้ดินที่มีจุลินทรีย์ซึ่งเก็บ ให้ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์แห้ง (เก่า) แทน ทั้งนี้อาจไม่ต้องรอให้อาหารหมดก่อนก็สามารถขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งได้ เรื่อย ๆ ด้วยวิธีการนี้ เราสามารถเก็บรักษาและเพิ่มหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งได้ตลอดไป โดยไม่ต้องเริ่มจากดินที่มีจุลินทรีย์ และถ้าเราใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งหรือฉีดพ่นจุลินทรีย์น้ำลงดินแล้ว จะเป็นการทำให้ดินมีจุลินทรีย์ (ที่มีประโยชน์ในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นอาหารพืช) ต่อไปที่ดินของเราก็จะอุดมสมบูรณ์และสามารถเก็บดินผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ได้
วัสดุอุปกรณ์ในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำ
1. ถังพลาสติกขนาด 200 ลิตรมีฝาปิด 1 ใบ
2. น้ำสะอาด 185 ลิตร
3. กากน้ำตาล 15 ลิตร
4. ถุงไนล่อน (ขนาด 8″X12″ เย็บเหมือนปลอกหมอนมีหูรูด) 1 ใบ
ขั้นตอน/วิธีทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำ
1. นำน้ำสะอาดจำนวน 185 ลิตร ใส่ในถัง 200 ลิตร
ใส่กากน้ำตาล 15 ลิตร
ใช้ไม้คนไปทางเดียวกันเพื่อให้กากน้ำตาลแตกตัว (หรืออาจจะละลายกากน้ำตาลในน้ำจำนวนหนึ่งก่อนนำมาใส่ในถัง 200 ลิตร แล้วเติมน้ำลงไปให้ได้ปริมาตรประมาณ 200 ลิตร ระดับน้ำกากน้ำตาลจะต่ำกว่าปากถัง 1 ฝ่ามือ)
2. เย็บถุงไนล่อนขนาด 8 คูณ 12 นิ้ว เย็บปากเป็นหูรูดคล้ายปลอกหมอน
เย็บถุงไนล่อนสำหรับใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดแห้ง
ถุงไนล่อน 8X12 นิ้ว ปากเป็นหูรูดคล้ายปลอกหมอนสำหรับใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์
บรรจุหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดแห้งลงในถุงไนล่อน มัดปากถุง
แล้วนำลงลอยในน้ำผสมกากน้ำตาลในถังพลาสติก 200 ลิตร
ปิดด้วยพลาสติกให้มิด แล้วปิดฝาถังให้สนิทเพื่อป้องกันแมลงมาวางไข่
จะเกิดแก๊สผุดขึ้นมา แต่ไม่ระเบิด ปล่อยให้ถุงไนล่อนลอยตามธรรมชาติ ไม่ต้องกดหรือเอาอะไรถ่วง
3. วันที่ 2 ของการทำ เปิดฝาถัง ยกถุงขึ้นมาแกว่งในอากาศบนปากถัง 200 ลิตร แกว่งในศทาง
ใดก็ได้ เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์กระจายทั่วถัง
4. วันที่ 3 ของการทำจะมีฝ้าขาว ชมพู ส้ม และน้ำตาล ขึ้นในถัง สีขาวเป็นเชื้อรา สีส้ม สีชมพู
และสีน้ำตาลเป็นจุลินทรีย์ที่ดี มีแก๊สผุดขึ้นมา ให้ยกถุงไนล่อนขึ้นแกว่งเหนือปากถุงทุกวัน
จนถึงวันที่ 8 ของการทำ ถ้าไม่มีเวลาว่างก็ไม่จำเป็นต้องแกว่งครบทุกวันตามที่กำหนด ถ้ามีสี
น้ำตาลเกิดก่อนถือว่าดินดีกว่าสีอื่นเกิดก่อน เมื่อถึงวันที่15 ของการทำ สามารถนำจุลินทรีย์ไป
ใช้ได้ แต่ยังไม่สามารถบรรจุภาชนะเพื่อเก็บไว้เป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำเพื่อเก็บไว้ใช้หรือ
เพื่อขายได้ ต้องรออีก 15 วัน
ถังหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำเมื่้อมีจุลินทรีย์ขึ้นแล้ว
ถ่ายภาพจากจากหนังสือ องค์ความรู้และภูมิปัญญาของศูนย์การเรียนรู้
ปราชญ์ชาวบ้าน ของกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและ
เกษตรกรรมยังยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณณ์ ตุลาคม 2551 หน้าที่115
5. วันที่ 30 ของการทำ ตักหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำ บรรจุในภาชนะ ปิดฝาเก็บไว้ใช้หรือขาย
หัวเชื้อจุลินทรีย์กู้ชาติ TM (หัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำ TM ทองเหมาะ)
หมายเหตุ
1. หัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำในถังจะอยู่ได้ตลอดชีวิตแต่หัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำที่แบ่งบรรจุไว้ใช้
หรือขายจะเก็บได้ประมาณ 60 วัน ถ้าหัวเชื้อจุลินทรีย์ในถัง 200 ลิตรเสีย ไม่มีฝ้า มีกลิ่น
เหม็น ให้เติมกากน้ำตาล 1 ลิตร เปลี่ยนถุงหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดแห้ง
2. ให้สังเกตหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เหลืออยู่ในกะละมังหรือรองปูน ถ้าแกลบ ใบไผ่แห้งหรือใบไม้แห้ง
ที่ใช้ผุ นำใบไผ่แห้งหรือใบไม้แห้ง (ควรใช้ใบไผ่) 1 ส่วน คลุกน้ำร้อยละ 50 เติมรำ คลุกเคล้า
ทำเช่นนี้ทุกเดือนจะสามารถเพิ่มหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งได้ และสามารถเก็บหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้ง
ได้ตลอดไป
3. หากนำหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งไปหว่านบนที่ดิน ดินจะร่วนชุย อุดมสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องทำปุ๋ย
หมักอินทรีย์ชีวภาพ หรือใส่ปุ๋ยอื่นใดอีก และจะทำให้ดินมีจุลินทรีย์แบบยั่งยืนต่อไป ถ้านำ
จุลินทรีย์ใส่บ่อน้ำ บ่อน้ำบาดาล แม่น้ำ น้ำจะดีมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ TM ทองเหมาะ ราคาลิตรละ 60 บาท ถ้าทำเองลิตรละประมาณ 1.50 บาท
5. อาจใช้ฝักคูนแทนกากน้ำตาลได้ (ลองทดลองดู)
วิธีทำจุลินทรีย์ขยาย
วิธีที่ 1 หัว เชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำปริมาตร 1 ลิตร สามารถนำมาขยายได้ 20 ลิตร โดยนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำ จำนวน 1 ลิตร กากน้ำตาลจำนวน 1 ลิตร ผสมในน้ำ 18 ลิตรกวนให้เข้ากัน ปิดฝาภาชนะ
วิธีที่ 2 วิธีทำจุลินทรีย์ชยายด้วยน้ำซาวข้าว
น้ำซาวข้าว 1 ลิตร
กากน้ำตาล 4 ช้อน
หัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดน้ำ 4 ช้อน
หมายเหตุ
1.ไม่ควรขยายต่อจากจุลินทรีย์ขยายเพราะจะจางลงและอาจมีจุลินทรีย์เน่าเปื่อยปนเปื้อน
2. ใช้น้ำมะพร้าวแก่ (อาจขอได้ฟรีจากร้านขูดมะพร้าว) หรือฝักคูน (1 ก.ก.) แทนกากน้ำตาล (1 ลิตร) ได้
3. จุลินทรีย์ทีเอ็ม 1 ลิตรอาจขยายได้ถึง 400 ลิตรโดยใช้น้ำซาวข้าว
4. อาจขยายจุลินทรีย์ทีเอ็มด้วยน้ำสะอาดหรือด้วยน้ำซาวข้าวหรือด้วยขยะ
ปุ๋ย อีเอ็ม (EM) ที่ถามมา คือปุ๋ยที่หมักจากหัวเชื้อ EM (Effective Microorganisms) อีเอ็มเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 80 ชนิด เป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ มีกลิ่นอมเปรี้ยวอมหวาน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งคน สัตว์ พืชและแมลงที่เป็นประโยชน์ ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิต สามารถนำไปเพาะขยายเองได้ แต่ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี หรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่างๆ
วิธี การทำหัวเชื้ออีเอ็มเตรียมวัสดุดังนี้ กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม (อาจใช้น้ำตาลทรายแดงแทนได้) น้ำมะพร้าว 4-5 ลูก สับปะรด 2 ลูก และถังพลาสติกที่มีฝาปิด 1 ใบ วิธีทำ 1.หั่นสับปะรดแก่จัดทั้งลูก (ทั้งเปลือกและ
เนื้อ) เป็นชิ้นเล็กๆ 2.ปอกมะพร้าวอ่อนเอาแต่น้ำ 3.นำสับปะรด น้ำมะพร้าว และกากน้ำตาล มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ถังพลาสติกปิดฝาทิ้งไว้ในที่ร่ม ควรคลุกเคล้ากลับไปกลับมาในถังทุก 2 วัน ประมาณ 1 -2 เดือน จะได้หัวเชื้ออีเอ็มที่มีสีน้ำตาล กลิ่นหอม ไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป
การเพาะขยายเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม ทำได้โดยใช้หัวเชื้ออีเอ็ม 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 20 ส่วน หมักไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดอย่าให้อากาศเข้าได้เป็นเวลา 7 วัน แล้วใช้ให้หมดภายใน 7 วัน
สูตรการนำมาทำปุ๋ยน้ำ ผสมอีเอ็ม 1 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ 10 ลิตร ใช้ฉีด พ่น รด ราด พืชต่างๆ ให้ทั่วจากดิน ลำต้น กิ่ง ใบและนอกทรงพุ่ม โดยฉีดราดทุก 3 วันถ้าเป็นพืชผัก ถ้าเป็นไม้ดอก
ไม้ประดับ ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง
การทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง วัสดุได้แก่ มูลสัตว์ 3 ส่วน รำอ่อน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน อีเอ็ม 2 ช้อน
กากน้ำตาล 2 ช้อน และน้ำ 10 ลิตร
วิธีทำ 1.นำมูลสัตว์ผสมกับรำอ่อนคลุกให้เข้ากัน
2.นำอีเอ็ม กากน้ำตาล น้ำใส่ถังคนให้เข้ากัน
3.นำแกลบแช่น้ำในถังอีเอ็มนาน 10 นาที
4.นำแกลบที่แช่อีเอ็มแล้วมาคลุกให้เข้ากันกับกองมูลสัตว์ที่ผสมกับรำอ่อนแล้ว
5.รดน้ำให้มีความชื้น 40%
6.นำปุ๋ยหมักที่ผสมแล้วใส่ถุงอาหารสัตว์ที่มีการระบายอากาศดีจำนวน 3/4 ของถุง
7.นำไปวางไว้ในที่ร่มแต่อย่าวางซ้อนทับกัน แล้วกลับทุกวัน 7 วัน ก็นำไปใช้ได้
สำหรับ สูตรป้องกันและกำจัดแมลงด้วยหัวเชื้ออีเอ็ม มีวิธีทำดังนี้ 1.ใบยูคาลิปตัสครึ่งปี๊บ ใบและเมล็ดสะเดาครึ่งปี๊บใส่ถัง 2.เติมน้ำใส่ไป 1 ปี๊บ ต้มให้เหลือครึ่งปี๊บ 3.ทิ้งไว้ให้เย็น กรองใส่ถังหมัก เติมอีเอ็ม 1 แก้ว เหล้าขาว 1 แก้ว และน้ำส้มสายชู 1 แก้ว กวนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 10-15 วัน จึงนำมาใช้ได้ วิธีใช้สมุนไพรอีเอ็ม 5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำสะอาด 10 ลิตร ฉีดพ่นพืชผัก ผลไม้ ทุกๆ 7-10 วัน
สำหรับหัวเชื้ออีเอ็ม ต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 20-45 องศาเซลเซียส ปิดฝาให้สนิทอย่าให้อากาศเข้า เปิดใช้แล้วต้องรีบปิดทันที เก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 6-8 เดือน หากเก็บอีเอ็มไว้นานเมื่อเปิดฝาพบว่าเปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่าแสดงว่าอีเอ็มตายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ให้นำอีเอ็มที่เสียไปผสมน้ำ ใช้รดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการ

อี เอ็ม คืออะไร? อีเอ็ม ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Dr. Teruo Higa ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวนมหาวิทยาลัยริวคิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ค้นพบ อีเอ็ม เมื่อ พ.ศ. 2526 และทำการวิจัยผลกลุ่มจุลินทรีย์ ชนิดนี้ใช้ได้ผลจริง ศาสนาจารย์วาคุกามิ เป็นผู้้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย
ลักษณะของ อีเอ็ม
อีเอ็ม มีลักษณะเป็นของเหลว สีน้ำตาลดำ มีกลิ่นอมเปรี้ยว อมหวาน ค่าพีเอชจะอยู่ที่ประมาณ 3.5 ประกอบด้วยจุลินทรีย์จำนวนมากมายกว่า 80 ชนิด เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี หรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ อีเอ็ม ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืช และแมลงที่เป็น ประโยชน์ อีเอ็มช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เป็นจุลินทรีย์ที่เราสามารถไปเพาะขยายได้เอง จุลินทรีย์ที่มีขายทั่วไปไม่ใช่อีเอ็ม ตามคำนิยาม ของ ผู้ค้นพบ เพราะกรรมวิธีการผลิต การควบคุมคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนสายพันธุ์และความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เป็นส่วนผสมอยู่ แตกต่างกัน และสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญคือ การบริสุทธิ์ของเชื้อจุลินทรีย์ ต้องไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรคเจือปนอยู่
ธรรมชาติของจุลินทรีย์ คือ จุลินทรีย์มี 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีประมาณ 10 %
2. กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10 %
3. กลุ่มเป็นกลาง มีประมาณ 80 % Dr. Teruo Higa พบว่า จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใด มีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย
การนำ อีเอ็ม มาใช้ คือ การเพิ่มกลุ่มสร้างสรรค์ ให้มีจำนวนมาก ๆ เพื่อควบคุมกลุ่มทำลายไม่ให้สามารถทำงานได้จากการค้นคว้าดังกล่าว ได้มีการนำเอาจุลินทรีย์
ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม (Families) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies)
มาใส่ไว้ในอีเอ็ม จุลินทรีย์กลุ่มต่าง ๆ ได้แก่
กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติ ต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน (N2)
กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins) ฮอร์โมน (Hormones) และอื่น ๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน
กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic or Fermented microorganisms) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น ให้ดินต้านทานโรค
(Diseases resistant) ฯลฯ เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการ พังทลายของดิน ป้องกันโรคและ แมลงศัตรูพืชบางชนิด ของพืชและสัตว์
สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้
กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรีย (Bacteria)
ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศเพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็น ประโยชน์ต่อการ เจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน
(Fatty acids) แป้ง (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) ฯลฯ
กลุ่มที่ 5 เป็น กลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรีย ที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์
ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เป็นดิน ที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสน
หรือให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลาย เปลือกเมล็ดพันธุ์พืชช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย
ลักษณะเฉพาะของ อีเอ็ม
อี เอ็ม เป็นจุลินทรีย์ กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์ หรือ เรียกว่ากลุ่มธรรมะ ดังนั้น เวลาจะใช้ อีเอ็ม ต้องคิดอยู่เสมอว่า อีเอ็ม เป็นสิ่งมีชีวิตต้องการที่อยู่
ที่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป อยู่ในอุณหภูมิปกติ ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตราย
ต่อสิ่งมีชีวิตเป็นจุลินทรีย์ จากธรรมชาติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและ ยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ เป็นตัวเอื้อประโยชน์แก่พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล อีเอ็ม จะทำงาน
ในที่มืดได้ดี ดังนั้นควรใช้ช่วงเย็นของวัน เป็นตัวทำลายความสกปรกทั้งหลาย
หัวเชื้อ อีเอ็ม สามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือนในอุณหภูมิปกติ 25 – 45 องศาเซลเซียส ปิดให้สนิท อย่าให้อากาศเข้า อย่าเก็บไว้ในตู้ และอย่าทิ้ง อีเอ็ม
ไว้กลางแดด ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศ ที่เป็นโทษ เข้าไปปะปน การนำ อีเอ็ม ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด
และใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสม
เมื่อ ใดที่เก็บอีเอ็มไว้นาน ๆ แล้ว เมื่อเปิดฝาพบว่า อีเอ็ม เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า อีเอ็ม ตาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก ให้นำ อีเอ็ม ที่เสียผสมน้ำ
ใช้รดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการได้
กรณีเก็บไว้นาน ๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่า อีเอ็ม พักตัว เมื่อเขย่าภาชนะ ฝ้าสีขาวจะสลายตัว กลับไปอยู่ในน้ำ เหมือนเดิมนำไปใช้ได้ เมื่อนำไปขยายเชื้อ
ในน้ำและกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอมและ เป็นฟองขาว ๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟอง น้ำนิ่งสนิทแสดงว่าการหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล
อีเอ็ม ขยาย ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพที่เกิดจากความไม่สะอาดของน้ำ ภาชนะ และสิ่งแปลกปลอมจากอากาศ เพราะจุลินทรีย์
ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ ต้องปิดฝาให้สนิทหรือปิดด้วยผ้าพลาสติก เพื่อไม่ให้อากาศเข้า ก่อนใช้ทุกครั้งต้องตรวจดูก่อนว่า ยังมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวานหรือไม่
ถ้ามีแสดงว่ายังใช้ได้ครับ
วิธีทำ อีเอ็ม แบบขยาย
เพื่อความประหยัด ควรทำ อีเอ็ม แบบขยาย ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ให้แข็งแรงและเพิ่มจำนวน โดยการใช้อาหาร ประเภทกากน้ำตาล หรืออื่น ๆ
ที่ใช้แทนกันได้ เช่น น้ำซาวข้าว น้ำตาลทรายแดง โดยมีส่วนผสม ดังนี้
สูตรที่ 1 อีเอ็ม 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 20 ส่วน
สูตรที่ 2 อีเอ็ม 1 ส่วน น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน น้ำสะอาด 10 ส่วน
เมื่อผสมสัดส่วนดังกล่าวแล้ว ใช้เวลาหมักไว้ 7 วัน ในขวดหรือภาชนะที่ปิดฝาได้สนิท (ขวดน้ำอัดลมที่เป็นพลาสติก)
ระหว่าง นี้จะเกิดฟองแก๊สขาวๆ ขึ้นมา มีกลิ่นหอม หากมีกลิ่นเหม็นแสดงว่า การขยายไม่สำเร็จ เมื่อทำการหมักไว้ครบ 7 วันแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่ง อีเอ็ม แบบขยายนี้
ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน (รวม 14 วัน)

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ www.kasetsomboon.org
ข้อตกลงก่อนชมเว็ปไซต์
บทความบันทึกการเดินทางของเว็ปมาสเตอร์ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
คลิ๊กอ่านได้เลยครับ มีทั้งหมดตอนนี้ 14 ตอน
  ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 1 11. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 11
2. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 2 12. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 12
3. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 3 13. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 13
4. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 4 14. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 14
5. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 5 15. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
6. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 6 16. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
7. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 7 17. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
8. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 8 18. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
9. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 9 19. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
10. บันทึกการเดินทางของ นายตัวดี ตอนที่ 10 20. ภาพบันทึกการเดินทางของ นายตัวดี Face Book
21. นิยายรักน้ำเน่า เรื่องล่าสุด
22. บันทึกรักน่าอ่าน
23. รักเดียวใจเดียว
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1
บทนำ
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 ตอนที่ 2
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3 6. เสียงน้อยๆที่คอยติดตามอ่างเก็บน้ำญวน จากผู้เขียน
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) โดยคลิ๊กอ่านที่นี่ได้ครับ
ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
3. ตำนานพระสนธนมโนราห์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
4. ตำนานนกหัสดิลงค์ ตำนาน 10. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
5. ยอดวิวดอยผาขาม ภาพประกอบ 11. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
6. ถ้ำน้ำดั้น บ้านห้วยปุ้ม บทความภาพ 12. บ้านปางถ้ำ – ถ้ำผาแดง – ถ้ำน้ำลอด ภาพ
ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความ ท่านสามารถร่วมเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลานะครับ
 ท่านสามารถคลิ๊กอ่านเรื่องราวต่างๆได้ในแต่ละหัวข้อเลยครับ

ที่ ขื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง ที่ ชื่อเรื่อง
1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ 26. ตำนานดอยผาขาม 1 51. ในหลวงเสด็จเชียงคำ
2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ 27. ตำนานดอยผาขาม 2 52. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ
3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน 28. ตำนานดอยผาขาม 3 53. พระยาดัสกรปลาส
4. วัดเวียงพระแก้ว 29. ตำนานดอยผาขาม 4 54. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ
5. พญาคำฟูกับเชียงคำ 30. ตำนานดอยผาขาม 5 55. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง
6. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด 31. ตำนานดอยผาขาม 6 56. รวมข้อมูลหมู่บ้านต่างๆในเชียงคำ
7. ตำนานเมืองคุ้ม 32. ตำนานดอยผาขาม 7 57.  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
8. ตำนานดงเปื๋อยเปียง 33. ตำนานดอยผาขาม 8 58.
9. ตำนานดงป่าแดง 34. ตำนานดอยผาขาม 9 59.
10. ตำนานกู่ผาแดง 35. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา 60.
11. ตำนานขุนหาญดงโก้ง 36. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ 61.
12. ตำนานทุ่งทัพ 37. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน 62.
13. ตำนานดอยปู่ง่าว 38. ภาพบรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ 63.
14. ตำนานเจ้าหมวกคำ 39. สาวงามไทลื้อ 64.
15. ตำนานพระธาตุดอยคำ 40. ภาพวิวยอดดอยผาขาม 65.
16. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน 41. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ 66.
17. พระเจ้าแสนแซ่ 42. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 67.
18. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ 43. สถานีวิทยุปวงผญา 68.
19. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ 44. โรงหนังประสพสุขรามา 69.
20. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล 45. สืบชะตาแม่น้ำญวน 70.
21. ผางลาง 46. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ ทุ่งมอก 71.
22. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น 47. พาเที่ยวบ้านฮวกชายแดนไทยลาว 72.
23. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ 48. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา 73.
24. งานไทยลื้อเจียงคำ แข่งขันไก่ตั้ง 49. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา 74.
25. เสน่ห์บ้านเฮาธรรมชาติโอบล้อม 50. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง 75.
รวมภาพต่างๆ (1)
รวมรูปภาพต่างๆ (3)
รวมภาพต่างๆ (5)