Last Updated on Friday, 01 October 2010 23:46 Written by นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา Friday, 07 August 2009 14:02
เสียง ท่องบ่น "เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ......." ดังมาจากม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ เคล้ากับเสียงแหลมเล็กอีกเสียงดังมาจากภายในกุฏิ "เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา" นั่นบ่งบอกฤดูกาลงานปอยใกล้เข้ามาแล้ว
งานปอย (ภาษาถิ่น) = งานบรรพชา-งานอุปสมบท กว่าจะเป็น....เณรน้อย (ภาคต่อ)
ด้วย อาณาจักรล้านนา เคยรุ่งเรืองมาแต่ในอดีต มีสิ่งบ่งชี้มากมายทั้งด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ นอกจากนี้ยังมีภาษาพูด และภาษาเขียนเป็นของตัวเองด้วย ที่เรียกว่า “อักขระพื้นเมือง หรือ ตัวเมือง” หลักศิลาจารึก ตำราเรียน ตำรายาพื้นบ้าน คาถาอาคม รวมไปถึงคัมภีร์หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาล้วนถูกจาร หรือ จารึกด้วยอักขระพื้นเมืองทั้งสิ้น เหตุนี้ การจะช่วยกันสืบทอด เรียนรู้อักขระดังกล่าว ก็คงต้องเป็นหน้าที่หลักของพระเณรโดยไม่ต้องสงสัย วิชา หนึ่งที่เด็กวัดต้องพร่ำบ่น และเรียนรู้ก็คือ อักขระตัวเมือง เรียนท่องกันถึงขนาดที่ว่า ต้องให้ช่ำชอง อ่านออก เขียนได้ ทีเดียว จึงจะได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อให้เข้าพิธีบรรพชาได้ ด้วยในวันสำคัญ ที่ผ่านพิธีบรรพชาเป็นสามเณร ท่องคำกล่าวรับพระรัตนตรัยเป็นสรณะ รับศีล 10 เป็นข้อปฏิบัติ ปลงผม นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์โดยเรียบร้อย สามเณรน้อยทุกรูปต้องแสดงธรรมอานิสงส์บวช (อ่านธรรมใบลาน ซึ่งจารเป็นอักขระตัวเมือง) ให้กับบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ ญาติโยมทั้งหลายที่มาร่วมในงานบุญ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอ่านธรรมอานิสงส์บวชนี้ให้ได้ตั้งแต่เป็นเด็กวัดแล้ว เพื่อวันสำคัญวันนี้จักได้แสดงธรรมได้คล่องทำนอง ญาติโยมทั้งหลายจะได้ซาบซึ้ง ปิติยินดี และที่สำคัญหลวงพ่อที่นั่งเป็นประธานฝ่ายสงฆ์อยู่นั้นจะได้ยิ้มปลื้มในผลงาน สร้างสรรค์ชิ้นน้อยๆ นี้ ที่สู้อุตส่าห์บ่มเพาะมาแรมปี หากปีไหน ฤดูกาลงานปอยใด เกิดจับพลัดจับพลูมีสามเณรใหม่ ท่องอ่านธรรมใบลานอักขระตัวเมืองไม่ลื่นไหลไต่ทำนองได้คล่องปาก เมื่องานบุญนั้นผ่านพ้น แต่รอยย่นบนใบหน้าของหลวงพ่อกลับเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า เหตุเป็นที่รู้กันว่า คงได้ปากเปียกปากแฉะ สอนสั่งสามเณรรูปนั้นไปอีกหลายพรรษาฝน... เด็กวัดวัยประถมในชนบท จึงเป็นเด็กอีกกลุ่มที่วิถีนั้นแตกต่าง ระเบียบ ข้อบังคับ กฎเกณฑ์ ข้อห้าม และวัตรปฏิบัติถูกเกลาเกลี้ยงขัดสี โดยมีเมตตาธรรมของหลวงพ่อคอยประคับประคอง เป็นเด็กวัดที่มีแรงจูงใจ คือการได้บวชเรียน การได้รับคำชื่นชมจากใครต่อใครถึงการเป็นลูกกตัญญู ที่มุ่งมั่นฝึกฝน ทนกว่าใครอื่นเพื่อจะได้บวชทดแทนค่าน้ำนมมารดานั้นประการหนึ่ง และสืบทอดอายุพระศาสนาโดยไม่รู้ตัวเป็นประการสอง วันนั้น เด็กชายท่าทางลุกลี้ลุกลนที่โกนผมเกลี้ยงขี้กลากเกรอะ ในชุดขาวห่มเนื้อ ก้าวข้ามธรณีประตูโบสถ์ลับหาย ยินเสียงท่องขานรับต่อเนื่องเป็นภาษาบาลีผิวแผ่ว เวลาผ่านพ้นไปนานเนิ่น ปรากฏเป็นเด็กน้อยในชุดเหลืองสว่างใส ท่าทีสงบนิ่ง สองมือน้อยประสานไว้เบื้องหน้า แววตาหลบต่ำ กำลังก้าวข้ามธรณีประตูโบสถ์ออกมา สาธุ "สามเณรน้อย" ...
|
Comments