พระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา


Written by Dan
Tuesday, 29 September 2009 09:25
There are no translations available.
ดินแดนล้านนา มีร่องรอยแห่งอารยธรรมที่สืบเนื่องมาจากพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก
ศาสนาพุทธได้เผยแพร่เข้ามาตามกุศโลบายของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาจวบจนสิ้นอาณาจักรล้านนา...
ก่อนพุทธศาสนาเผยแพร่เข้าสู่ล้านนา -
ย้อนไปในอดีต เมื่อประมาณ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว เจ้าชายสิทธัตถราชกุมาร ประสูติแต่ศากยสกุลแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ในชมพูทวีป หรือประเทศอินเดีย เมื่อพระองค์ทรงเกิดความเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย จึงเสด็จออกผนวชบำเพ็ญพรตอยู่ตามราวป่า เพื่อแสวงหาทางแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์ ครั้งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ด้วยการเสด็จจาริกไปประกาศศาสนา เป็นเวลานานถึง ๔๕ พรรษา พระทรงสถาปนาพระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่าย และชาวชมพูทวีปให้ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์ จวบจนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน
หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ในระยะแรกๆ การบริหารหมู่สงฆ์ก็ดำเนินไปด้วยดี เพราะยึดถือพระธรรมวินัยและระบบอาวุโสเป็นหลักในการบริหารหมู่คณะ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป และภิกษุมีจำนวนมากขึ้นก็มีเหตุการณ์ที่ต้องสังคายนาพระไตรปิฎกใหม่อีกหลายครั้ง กล่าวคือ
๑. การสังคายนาครั้งแรก หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้เพียง ๓ เดือน มีพระภิกษุรูปหนึ่ง แสดงความคิดเห็นที่ผิดเพี้ยนไปจากพระธรรมวินัย จนต้องจัดประชุมสงฆ์กระทำสังคายนาประกาศเพิกถอน ความเห็นผิดนั้น
๒. ครั้นเวลาล่วงเลยไปได้หนึ่งศตวรรษ ก็มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก แต่เป็นเรื่อง เกี่ยวกับพระวินัยโดยตรง คือมีพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี กลุ่มหนึ่งเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อควรอนุโลม ๑๐ ประการ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงพระวินัยบางข้อที่ไม่เหมาะสมกับกาลสมัย เช่น
- ควรจะเก็บเกลือไว้ในเขาสัตว์ได้
- ควรจะฉันอาหารได้แม้ตะวันจะบ่ายคล้อยไป ๒ นิ้วแล้ว
- ควรจะรับเงินที่เขาถวายได้ ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจัดทำสังคายนาครั้งที่ ๒ เพื่อเพิกถอนความคิดเห็นเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม การสังคายนาครั้งนี้ไม่ได้ทำให้คณะสงฆ์ที่มีความเห็นต่างออกไปยอมละทิ้งความคิดเดิม ในช่วงนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มจุดแตกแยกในศาสนา เกิดเป็นคณะสงฆ์ ๒ กลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันทางพระวินัย แม้จะยังไม่ประกาศตัวเองเป็นนิกายหนึ่งอย่างเด่นชัดก็ตาม
๓. ครั้นย่างเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ ๓ ได้มีมหาราชผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า อโศก ซึ่งเดิมพระองค์ทรงเลื่อมใสในศาสนาพราหมณ์ ภายหลัง ทรงหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา โดยทรงสร้างมหาวิหาร ๘๕,๐๐๐ แห่งทั่วชมพูทวีป
นอกจากนี้ ยังได้พระราชทรัพย์เป็นทานแก่พระสงฆ์วันละหลายแสน กหาปณะ ซึ่งทำให้พวกเดียรถีย์เป็นจำนวนมากเข้ามาบวชใน พระพุทธศาสนาเพื่อเห็นแก่ลาภสักการะ แล้วประพฤติผิดพระธรรมวินัยจนเป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม จนต้องจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ.๒๓๔ ในการทำสังคายนาคราวนี้ ได้กำจัด พระอลัชชีออกไปจากวงการศาสนาจำนวนหลายหมื่นรูป
เมื่อเสร็จการสังคายนาครั้งนี้แล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ส่งสมณฑูตออกไปประกาศศาสนายังดินแดนต่างๆ รวมทั้งหมด ๙ สายด้วยกัน ในจำนวนสมณฑูตทั้งหมดนั้น สายที่ถือว่าสำคัญต่อวิวัฒนาการทางพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีเพียง ๒ สายเท่านั้น คือ
๑. สายที่มายังสุวรรณภูมิ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐม และ
๒. สายที่ไปลังกาทวีปอันได้แก่ ประเทศศรีลังกาปัจจุบัน
ประเทศไทยเราและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ รับพระพุทธศาสนาที่เป็นมรดกตกทอดผ่านมาทาง ๒ สายนี้ และชุมชนในดินแดนล้านนาก็มีส่วนได้รับพระพุทธศาสนาที่ตกทอดมาแต่คราวนั้นเช่นกัน
--------------------------------------------------------------------------------
พุทธศาสนาในดินแดนล้านนา - นับแต่ศาสนาพุทธเข้ามามีอิทธิพลกับชาวล้านนา เจ้าผู้ครองนครในดินแดนแห่งนี้ล้วนเอาใจใส่ทำนุบำรุงศาสนา ยังผลให้ดินแดนล้านนามีศาสนวัตถุ และศาสนสถานสำคัญให้ศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก
อาณาจักรล้านนาในอดีต เป็นที่อยู่ของ กลุ่มชนพื้นเมืองที่เรียกว่า ลวะ มาก่อน ชนกลุ่มนี้ยังมีผู้เรียกว่า "ลัวะ,ละว้า" อีกด้วย ซึ่งผู้สืบค้นประวัติล้านนาได้กล่าวถึงความเกี่ยวพันระหว่างการปกครองอาณาจักรล้านนากับศาสนาพุทธจากตำนานต่างๆ ดังเช่น
ในตำนานเชียงแสน กล่าวถึงการที่เจ้าชายสิงหนวัติอพยพคนจากทางเหนือลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ อาศัยและเรียกชื่อเมืองดังกล่าวว่า "สิงหนวัตินาคพันธุนคร" ซึ่งตำนานระบุว่าอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๕
ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงลาวจกซึ่งเริ่มการเป็นเจ้านับตั้งแต่ จ.ศ.๑ หรือ พ.ศ.๑๑๘๑ และในชนเผ่ามอญได้เข้ามาตั้งอาณาจักรหริภุญชัยที่ลำพูน โดยพระนางจามเทวีได้ขึ้นมาครองเมืองนี้ในราว พ.ศ.๑๓๑๐-๑๓๑๑
หลังจากนั้น ลำพูนก็ได้เจริญขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะความเจริญทางพุทธศาสนา ต่อมา ก็ได้ขยายไปตั้งเขลางคนคร คือเมืองลำปางเพิ่มขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๔๐๐ กษัตริย์ในเมืองลำพูนต่อจากพระนางจามเทวีก็ได้อุปถัมภ์พุทธศาสนา โดยเฉพาะในช่วง พ.ศ.๑๗๐๐-๑๘๓๕ ที่กล่าวถึงพระญาอาทิตตราชสร้างพระเจดีย์หริภุญชัยกลางเวียงลำพูน พระญาสววาธิสิทธิได้ออกผนวชในขณะที่ครองราชย์ ทำให้ลำพูนกลายเป็นแหล่งสำคัญทางพุทธศาสนานิกายเถรวาทสืบมาช้านาน จนกระทั่งเสียเมืองลำพูนในสมัยพระญายีบาเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๓๕
เมื่อพระญามังรายยึดเมืองลำพูนได้แล้ว จึงได้เริ่มต้นราชวงศ์มังรายและเริ่มกิจกรรมทางพุทธศาสนา อาณาเขตของอาณาจักรล้านนาในสมัยนั้น ครอบคลุมถึง ๘ จังหวัดในภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอนปัจจุบัน
ตามตำนานเมืองเชียงใหม่ระบุว่า ด้านทิศใต้จรดเมืองระแหงตัดไปตะวันตกตะวันออกเป็นแดน ด้านตะวันออกจรดแม่น้ำโขง ด้านตะวันตกจรดแม่น้ำคง ด้านทิศเหนือมีเมืองแสนน้อยแสนหลวงเป็นแดน
ในยุคทองของอาณาจักรล้านนานั้น นครเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หากไม่รวมศรีลังกา ซึ่งถือเป็นแหล่งฟักตัวสำคัญของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน พระชาวล้านนาเองก็ได้ไปศึกษาภาษาบาลีมาจากลังกาทวีปโดยตรงจีงมีความเชี่ยวชาญในภาษาบาลี สามารถจารคัมภีร์เป็นภาษาบาลีจำนวนหลายสิบเรื่อง
อาณาจักรล้านนาอันมีนครเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง มีกษัตริย์ในราชวงศ์มังรายปกครองเรื่อยมาถึง ๒๐ พระองค์ ฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักรได้เจริญคู่ขนานกับไปตามลำดับเป็นเวลาติดต่อ กันนานถึง ๓๐๖ ปี ก่อนจะเสียเอกราชให้แก่พม่า ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ อารยธรรมทางพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมได้เจริญสุดขีด เฉพาะภาพในกำแพงเมืองในวัดมีถึง ๑๐๐ วัด และในกำแพงชั้นนอกอีก ๕๐ วัด ทั้งนี้ พุทธศาสนาได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ในหลายรัชสมัย นับตั้งแต่สมัยพระญามังรายจวบจนก่อนถูกพม่าปกครอง
(เรียบเรียงจาก อุดม รุ่งเรืองศรี)
Comments