Error
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFolder::files: Path is not a folder:
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFolder::files: Path is not a folder:
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFolder::files: Path is not a folder:
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFolder::files: Path is not a folder:
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFolder::files: Path is not a folder:
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFolder::files: Path is not a folder:
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21
  • JFTP::connect: Could not connect to host "kasetsomboon.org" on port 21

นิทานชาวบ้านเรื่อง เชี่ยงเมี่ยง

PDFPrintE-mail

There are no translations available.



- เชี่ยงเมี่ยง -


นิทานเรื่องเชี่ยงเมี่ยง เป็นนิทานที่เล่าถึงความเล่ห์แสนกล ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเฉลียวฉลาดจนผู้ใหญ่ก็ตามไม่ทัน ทำให้เชี่ยงเมี่ยงได้ใจ เรื่องพูดเท็จหลอกผู้ใหญ่อยู่เสมอ นิทานเรื่องเชี่ยงเมี่ยงนี้ ได้แพร่ขยายเข้าไปในภาคเหนือ ด้วยโครงนี้เรื่องก็คล้ายๆ กับศรีธนนชัย นิทานชาวบ้านของภาคกลาง โดยจบลงด้วยคติ บทเดียวกันว่า คนเรานั้นจะฉลาดอย่างไร ถ้าแสนกล ก่อทุกข์ให้คนอื่นและสนุกกับเล่ห์เพทุบาย ในที่สุดก็จะต้องชดใช้กรรมอันนั้น
นานมาแล้ว นานเสียจนไม่รู้ว่าเมื่อไร มีเด็กชายกำพร้าพ่อแม่คนหนึ่ง ชื่อ เชี่ยงเมี่ยง เป็นเด็กที่พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ทั้งยังไม่มีญาติพี่น้องเลย ชาวบ้านจึงนำตัวเด็กน้อย ไปมอบให้สมภารองค์หนึ่ง ช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เชี่ยงเมี่ยงยังเล็กมาก

เชี่ยงเมี่ยงจึงเติบโตในวัด อาศัยอยู่กับหลวงพ่อกินข้าวก้นบาตรพระ และคอยปฏบัติหลวงพ่อทุกอย่าง เด็กลูกศิษย์วัดมีหลายคนด้วยกัน ต่างก็มีงานที่ต้องช่วยกันทำแบบทั้งวัน เช่น ทำความสะอาดลานวัด ตัดต้นไม้ ดายหญ้า รดน้ำ ทำความสะอาดกุฏิ ฯลฯ แต่พระต่างก็สังเกตเห็นว่า เด็กชายเชี่ยงเมี่ยงจะพยายามทำงานน้อย และเบากว่าเพื่อนๆ ทุกทีไป เมื่อไต่ถามเพื่อจะดุ หลวงพ่อก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเชี่ยงเมี่ยงสักที แม้จะเป็นคนเลี่ยงงานและกินแรงเพื่อนฝูง แต่ก็ประจบและปฏบัติหลวงพ่อเป็นที่ถูกใจ และทันอกทันใจกว่าลูกศิษย์คนอื่น ด้วยเหตุนี้เชี่ยงเมี่ยงจึงได้เป็นเด็กก้นกุฏิของหลวงพ่อ
เชี่ยงเมี่ยงมักจะก่อเรื่องให้กับหลวงพ่อเสมอๆ วันหนึ่งหลวงพ่อให้เชี่ยงเมี่ยงไปเก็บพริก แล้วสั่งให้รีบไปรีบมา เชี่ยงเมี่ยงก็ย้อนถามหลวงพ่อว่า
"ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้คนอื่นบ้างละครับ"
หลวงพ่อได้ยินจึงโกรธ ย้ำสั่งว่า
"อ้ายขี้เกียจ เอ็งเก็บพริกไม่หมดต้น ไม่ต้องมาให้กูเห็นหน้าเทียวนา"
เชี่ยงเมี่ยงจึงรีบไปเก็บพริกตามหลวงพ่อสั่ง ออกจากกุฏิไปแต่เช้า จนตะวันตกดินเชี่ยงเมี่ยงก็ยังไม่กลับวัด หลวงพ่อเป็นห่วงจึงใช้ให้เพื่อนไปตาม ปรากฏว่าเชี่ยงเมี่ยงใช้ผ้าขาวม้าปูนอน อยู่ใต้ต้นพริก และข้างๆ ตัว มีพริกสุกวางไว้ 5-6 เม็ด
เมื่อกลับมาถึงวัดหลวงพ่อโกรธมาก เตรียมไม้เรียวจะทำโทษ แต่ก็ต้องไต่สวนเสียก่อน เชี่ยงเมี่ยงก็แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ว่า
"ก็หลวงพ่อให้ผมไปเก็บพริกให้หมดต้น เมื่อผมไปถึงมีพริกสุกอยู่แค่ 5-6 เม็ด เท่านั้น นอกนั้นมีแต่พริกอ่อน ผมจึงต้องนอนคอยที่จะเก็บให้หมดต้น ผมจึงไม่กล้ากลับวัด"
เชี่ยงเมี่ยงจึงรอดตัวไปอีกครั้งหนึ่ง สาภารไม่อาจจะลงโทษได้ จึงสั่งว่า "พรุ่งนี้เอ็งจะต้องอยู่เฝ้ากุฏิ อย่าให้ไก่ขึ้นมาขี้ได้โดยเด็ดขาด ถ้ามีขี้ไก่ให้ข้าเห็นละก็ ข้าจะให้เอ็งเลียเสียจนเกลี้ยงทีเดียว"
รุ่งเช้าสมภารก็ออกจากวัดไปตามนิมนต์ เชี่ยงเมี่ยงก็นั่งเล่นนอนเล่นคอยไล่ไก่ ไม่ให้ขึ้นมาขี้ใส่บนกุฏิ รู้สึกเคืองสมภารอยู่ในใจ ที่จะลงไปเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้ ก็คิดกลวิธีจะแกล้งหลวงพ่อ โดยเอาน้ำตาลอ้อยไปเคี่ยวจนมีสี และลักษณะเหมือนขี้ไก่ คือ อุจจาระไก่ท้องเสีย แล้วก็เอาน้ำตาลเคี่ยวนั้น มาหยดไว้เรียงรายเต็มกุฏิไปหมด
พอหลวงพ่อกลับมาจากสวดมนต์ เห็นขี้ไก่เต็มกุฏิก็ไมโห
"เอ็งต้องเลียขี้ไก่ให้หมดนา ไม่ยังงั้นข้าจะเฆี่ยนเอ็งให้หลังขาดทีเดียว" ว่าแล้วหลวงพ่อ ก็ฉวยไม้เรียวมายืนคุม
ฝ่ายเชี่ยงเมี่ยงไม่ได้รอช้า จัดแจงเลียขี้ไก่ปลอมจนเกือบหมด เหลือไม่กี่กองด้วยความเอร็ดอร่อย หลวงพ่อจึงเกิดความสงสัยยิ่งนัก จึงถามเชี่ยงเมี่ยงว่า
"เอ็งทำไม่กินขี้ไก่หน้าตาเฉย" เชี่ยงเมี่ยงตอบว่า "หลวงพ่อไม่รู้อะไร ขี้ไก่โม่นี้อร่อยหวานมันที่สุด ไม่เชื่อหลวงพ่อลองชิมดูซิ" เมื่อหลวงพ่อลองชิมดู ก็เห็นว่าเป็นจริงอย่างที่เชี่ยงเมี่ยงบอก จึงกินขี้ไก่ที่เหลือจนหมด และสั่งเชี่ยงเมี่ยงว่า
"พรุ่งนี้ข้าจะไม่อยู่ เอ็งไม่ต้องเฝ้ากุฏินะ ปล่อยให้มันขึ้นมาขี้ แล้วอย่ามากินขี้ไก่ของข้าเสียด้วย"
เช้าวันรุ่งขึ้นหลวงพ่อก็ออกจากวัด เชี่ยงเมี่ยงก็ได้เล่นสนุกสนานกับเพื่อนๆ ปล่อยให้ไก่ขึ้นมาขี้บนกุฏิเต็มไปหมด ครั้นตกเย็นเมื่อหลวงพ่อกลับมา เห็นขี้ไก่เต็มกุฏิก็ดีใจ นึกชมเชี่ยงเมี่ยงในใจว่าทำตามคำสั่งดี รีบไล่เชี่ยงเมี่ยงให้ไปวิ่งเล่น เพื่อจะได้จัดการกินขี้ไก่
แล้วสมภารก็รู้ว่าขี้ไก่วันหลังกับวันแรกนั้นไม่เหมือนกันเลย วันหลังเหม็นและไม่มีรส ทำให้อาเจียนและหมดแรง และอาพาธไปหลายวัน
ครั้นหายจากอาพาธแล้ว สมภารก็ออกบิณฑบาตรตามปกติ สั่งให้เชี่ยงเมี่ยงถือปิ่นโตตามหลัง มีหญิงคนหนึ่งนำเอาตับย่างมาใส่บาตร หลวงพ่อก็ให้เชี่ยงเมี่ยง หยิบชิ้นตับออกจากบาตรมาใส่ปิ่นโตไว้ ครั้นเดินรับบาตรจนสาย หลวงพ่อจึงบ่ายหน้ากลับวัด ขณะที่เดินไปตามคันนา หลวงพ่อหันกลับมาดูเชี่ยงเมี่ยง กลัวจะเดินตามไม่ทันเพราะยังเด็กอยู่ ก็เห็นเชี่ยงเมี่ยงเคี้ยวอะไรหมุบหมับอยู่ในปาก จึงถามว่า
"นั่นเอ็งเคี้ยวอะไรอยู่ในปากของเอ็งวะ ไม่มีอะไรหรอกขโมยตับควายของข้ากินน่ะ เอ็งไม่ต้องกินอีกแล้ว เอ็งนี่ตะกละแท้ๆ"
เชี่ยงเมี่ยงจึงตอบสมภารว่า "ผมก็เลิกกินแล้วละครับ ตับอะไรก็ไม่รู้ ไม่อร่อยเลย คนทำไม่เข้าใจทำ ทำไม่เป็น"
สมภารได้ยินดังนั้นก็นึกขำ จึงพูดว่า
"อ้ายสู่รู้ แล้วเอ็งน่ะทำเป็นหรือ"
"หลวงพ่อครับ จะกินตับย่างให้อร่อย จะต้องล้วงออกมาจากท้องควายสิครับ ล้วงไปทางก้นมันนั่นแหละ ถึงจะอร่อย" หลวงพ่อฟังแล้วก็เฉยเสีย
บังเอิญชาวบ้านเอาควายมาปล่อย ให้กินหญ้าแถวนั้นตัวหนึ่ง ควายกำลังอุจจาระอยู่พอดี เชี่ยงเมี่ยงจึงบอกสมภาร
"ได้การละครับ จะกินตับย่างให้อร่อย ต้องล้วงทวารควาย ตอนมันขี้นี่แหละ"
สมภารก็เชื่อ วางบาตรเดินตรงไปที่ควาย แล้วเอามือล้วงเข้าไปในทวารควาย เกือบจะถึงข้อศอก เพื่อจะล้วงเอาตับ
ฝ่ายควายเมื่อมีคนล้วงก็ตกใจ จึงวิ่งเตลิดสุดแรง หลวงตาเอามือออกไม่ได้ ถูกควายดึงถูลู่ถูกัง เหนื่อยจนขาดใจถึงแก่มรณภาพ
ส่วนเชี่ยงเมี่ยง แทนที่จะหาทางช่วยเหลือหลวงพ่อของตน หรือตกใจ หลับยืนหัวเราะด้วยความขบขัน ที่ตนสามารถแกล้งหลวงพ่อได้ แก้แค้นที่ถูกขัดคอ ตอนขโมยตับควายย่างกิน หัวเราะหลวงพ่อซึ่งนอนมรณภาพ เสียจนขากรรไกรค้าง หุบปากไม่ได้ ต้องเสียชีวิตตามหลวงพ่อไปอีกคน ..



- นายสุกกับนายดิบ -


กาลครั้งหนึ่ง ยังมีตายายสองคนผัวเมีย บุตรสาวของตายาย กำลังเติบโดเป็นสาวหน้าตาหมดจด พ่อกับแม่จึงรีบปรึกษาหารือกัน เพื่อจะจัดการให้มีเหย้ามีเรือน เป็นหลักฐานเสีย วันหนึ่งตาบอกกับยายว่า
"ลูกสาวคนโตของเรานั้น ถ้ามีใครมาสู่ขอ จะยากเย็นเข็ญใจอย่างไรข้าก็จะยกให้ ขออย่างเดียว ต้องเป็นคนเคยบวชเรียนมาแล้วเท่านั้น"
"เอาล่ะๆ" ยายพูดต่อ "เจ้าคนเด็กของข้านั้น คนที่มาขอจะเคยบวชเรียนหรือไม่ข้าจะไม่ถือ ขออย่างเดียวให้ข้าชอบ ข้าเป็นยกให้ทั้งนั้น"
ขณะที่ตากับยายปรึกษากันอยู่นี้ บังเอิญมีชายหนุ่ม 2 คน ติดฝนเข้ามาและพักอยู่ที่ใต้ถุนเรือน ได้ยินความโดยตลอด หนุ่มคนหนึ่งบวชเรียนแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งยังไม่เคย ต่างฝ่ายก็จัดเฒ่าแก่ไปสู่ขอลูกสาวของตายาย คนที่บวชแล้ว และได้แต่งงานกับลูกสาวคนโต ชื่อ นายสุก คนที่ไม่เคยบวชและได้ลูกคนเล็ก ชื่อ นายดิบ ต่างก็เข้ามาอยู่ในบ้านพ่อตาแม่ยายทั้งสองคน
นายดิบนั้นพ่อตาเกียดมาก คอยจับผิดอยู่เสมอ แต่กลับเป็นคนโปรดของแม่ยาย อยู่มาวันหนึ่ง ตาจะไปนาของแกที่อยู่ในตำบลห่างไกล จึงให้ยายตระเตรียมข้าวของ และอาหารลงไปในเรือ 2 แจว แล้วให้นายสุกแจวหัว นายดิบแจวท้าย ส่วนพ่อนั่งกลาง
ในระหว่างทางที่แจวเรือไปนั้น ทั้ง 3 คน แลเห็นนกกระทุงกำลังเล่นน้ำอยู่ พ่อตาจึงถามนายสุกว่า ทำไมนกกระทุงจึงลอยอยู่ในน้ำได้ นายสุกตอบว่า
"เพราะขนของมันมากจ้ะพ่อ"
ครั้นพ่อตาหันไปถามนายดิบ ก็ได้ยินคำตอบว่า "เป็นธรรมดาของมันพ่อ"
แล้วก็แจวเรือกันต่อไป ไปพบคราวนี้ไปเจอนกกระสา กำลังส่งเสียงร้อง พ่อตาจึงถามนายสุกอีกว่า
"เป็นไงวะสุก นกกระสามันจึงร้องดัง"
"ก็เพราะคอมันยาวนั่นสิพ่อ" นายสุกตอบ ส่วนคำตอบของนายดิบนั้นก็คงเดิมคือ "เป็นธรรมดาของมันพ่อ"
เดินทางต่อไปอีกหน่อย เรือแจวผ่านกอไผ่กอหนึ่ง ข้างนอกใบสีแดง ด้านในของใบสีเขียว พ่อตาก็ถามนายสุกอีก
"เป็นไงสุก อ้ายไผ่นี่ใบแปลก ทำไมข้างนอกใบมันจึงแดง แล้วก็ด้านในของใบทำไมจึงเขียว
นายสุกก็ตอบได้อีก "ข้างนอกใบมันถูกแดด ใบมันจึงแดง ข้างในใบมันลับแดด ใบมันจึงเขียว"
พอนายสุกตอบเสร็จ พ่อตาก็หันไปถามเขยเล็ก นายดิบก็ตอบอย่างเดิมว่า "เป็นธรรมดาของมันพ่อ"
ครั้นแล้วก็พากันพายเรือต่อไป จนไปถึงที่นาซึ่งมีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่งโล่งเตียน ไม่มีพืชพันธุ์หรือต้นไม้ขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว ส่วนอีกแปลงหนึ่งมีพืชพันธุ์ และต้นไม้ขึ้นอยู่ครึ้ม แลดูเขียวชอุ่ม พ่อตาจึงถามเขยคนรักอีกว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น
นายสุกอธิบายว่า "ที่นา 2 ผืนผิดกันก็เพราะว่า ที่โล่งเตียนนั้นมีทางน้ำเค็มไหลผ่าน พืชพันธุ์แม้แต่ต้นข้าวจึงไม่มีทางจะงอกขึ้นได้ ส่วนแปลงที่เขียวชอุ่มนั้นก็เพราะ ไม่มีทางน้ำเค็มไหลผ่าน อะไรต่ออะไรก็งอกขึ้นได้"
พ่อตาหันมาถามนายดิบ คำตอบก็มีเพียงประโยคเดิมประโยคเดียวเท่านั้นคือ "เป็นธรรมดาของมันเองอีกแหละพ่อ"
พอดูแลที่นาเสร็จแล้ว พ่อตาและลูกเขยทั้งสองก็แจวเรือกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็เข้าใต้เข้าไฟแล้ว กระนั้นพ่อตาก็ตรงไปต่อว่าต่อขานภรรยาเป็นการใหญ่ ในเรื่องที่เอาคนโง่อย่างนายดิบมาเป็นเขย กล่าวหาต่อไปว่า นายดิบเป็นคนปัญญาทึบ ไม่เฉลียวฉลาดเอาเสียเลย สู้นายสุกเขยใหญ่ก็ไม่ได้ ต่อว่าเสร็จแล้วพ่อตาก็เข้าไปอาบน้ำ เพื่อรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเลยเวลาไปมากกว่าทุกวันแล้ว
แม่ยายกับลูกสาวจึงช่วยกันรีบจัดสำรับอาหารเย็น เมื่อทุกคนออกมาพร้อมหน้ากันแล้ว แม่ยายจึงถามนายดิบต่อหน้าทุกคน ไปทำผิดพลาดอะไรมา พ่อตาเขาจึงโกรธเคืองมากมาย นายดิบจึงเล่าให้แม่ยายฟังว่า
"ก็ไม่มีอะไรหรอกแม่ ตอนเข้าไปดูนา แจวเรือไปเจอะนกกระทุงกำลังว่ายน้ำอยู่ พ่อเขาถามพี่สุกว่า ทำไปนกกระทุงจึงลอยน้ำได้ พี่สุกเขาตอบพ่อว่า เพราะขนมันมาก พอพ่อหันมาถามฉัน ฉันก็ตอบว่า เป็นธรรมดาของมัน"
แม่ยายถามแทรกขึ้นว่า "อ้ายธรรมดาของเอ็งนั้นเป็นอย่างไง"
"ก็ทำไมล่ะแม่ ทีมะพร้าวมันมีขนมากเมื่อไร ทำไมมันจึงลอยได้ จริงไหมแม่"
"ไม่ใช่เรื่องเดียวล่ะมั้ง" แม่ยายถามต่อ
"พอแจวต่อไปอีกหน่อยนะแม่ เราก็ไปเจอนกกระสามันร้องเสียงดังก้องทุ่ง พ่อก็ถามพี่สุกเขาอีกว่า ทำไมนกกระสาร้องเสียงมันจะดังกว่านกอื่น พี่เขาก็ตอบว่า เพราะคอมันยาว พอพ่อถามฉัน ฉันก็ว่าธรรดาของมัน ก็แม่ดูสิกบ อึ่งอ่าง คางคก คอมันแสนจะสั้น มันยังส่งเสียงร้องขรมท้องทุ่งทั้งวันทั้งคืน คอมันยาวเสียเมื่อไรล่ะแม่"
แม่ยายหัวเราะด้วยความถูกใจ นายดิบก็เล่าต่อไปอีก "แจวต่อไปอีกหน่อย เจอกอไผ่ข้างนอกใบแดง ข้างในใบเขียว พ่อเขาก็ถามพี่สุกอีก พี่สุกเขาตอบพ่อว่า ข้างนอกใบมันถูกแดด ใบมันจึงแดง ข้างในใบมันไม่ถูกแดด ใบมันจึงเขียว พอพ่อหันมาถามฉัน ฉันก็ต้องตอบว่าเป็นธรรมดาของมัน แม่ลองคิดดูซิ แตงโมเห็นไหม เปลือกนอกมันตากแดดอยู่เท่าไรๆ ทำไมมันจึงเขียวปร๋อ ส่วนเนื้อในมันเคยถูกแดดเมื่อไร มันยังแดงแจ๋ได้" "ก็จริงของเอ็ง" แม่ยายหนุน
"แล้วพี่สุกกับฉันก็ช่วยกันแจวเรือให้พ่อแกนั่งต่อไปอีกสักครู่ใหญ่ จึงถึงนา แม่ก็คงจำได้มีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่งเตียนโล่ง ส่วนอีกแปลงหนึ่งนั้นต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม พอพ่อถามพี่สุกๆ เขาก็ว่า แปลงที่เตียนนั้นเป็นเพราะทางน้ำเค็มไหลผ่าน ส่วนอีกแปลงน้ำทะเลไม่ไหลผ่าน ต้นไม้จึงขึ้น แล้วนายดิบก็หยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยความเกรงใจพ่อตาผู้ผมน้อย
"อย่างคนหัวล้าน เห็นไหมแม่ มันถูกทางน้ำเค็มไหลผ่านที่ไหนกัน ผมยังไม่ยอมขึ้น"
ตั้งแต่วันนั้นต่อมา พ่อตาก็หายเคืองแค้นเขยคนเล็ก เพราะคิดขึ้นมาได้ว่า แม้ไม่บวชนายดิบก็ไม่โง่อะไร..

ข้อมูลจาก www.baanjomyut.com


ขอบคุณนะครับ ที่ติดตามอ่านบทความของผม นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็ปไซต์ของเราก่อนนะครับ คลิ๊กอ่านได้เลย


ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างอ่างเก็บน้ำญวนได้
โดยคลิ๊กที่หัวข้อแต่ละตอนได้ครับ

ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 1 4. ติดตามโครงสร้างอ่างฯ สำนักข่าว
2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 2 5. ความเป็นมาของโครงการฯ บทนำ
3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน ตอนที่ 3




ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวความเป็นมาของดอยผาขาม (ดอยผาข่าม) ตำนานสอนใจ ได้ โดยคลิ๊กที่หัวข้อแต่ละตอนได้ครับ

ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่ ที่ ชื่อเรื่อง ตอนที่
1. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 1 6. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 2
2. ดอยผาขามตำนานสอนใจ ตอนที่ 2 7. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 3
3. ตำนานพระสุธนมโนราห์ ตำนาน 8. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 4
4. ตำนานนกหัสดีลิงค์ ตำนาน 9. เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 5
5 เบื้องหลังความงดงามดอยผาขาม ตอนที่ 1




หากท่านมีเวลาว่าง ท่านก็สามารถอ่านบทความของเว็ปมาสเตอร์ได้ที่นี่ครับ มีหลายเรื่องหลายตอนให้ท่านได้เลือกอ่าน ก็อ่านเพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจ มีสาระบ้าง ไม่มีบ้างก็อย่าได้ว่ากันนะครับ ไม่มีเจตนาใดใดแอบแฝง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็ขออนุโมทนาด้วยนะครับ หรืออยากพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิด หรืออะไรที่เป็นประโยชน์ มีสาระสร้างสรรค์ ก็ขอเชิญท่านแอดผมไปเป็นเพื่อนได้หลายช่องทางครับ ติดต่อผมได้ โดยคลิ๊กที่ชื่อที่ใช้ได้เลยครับ

ที่ ช่องทางการติดต่อ ชื่อที่ใช้ ที่ ช่องทางการติดต่อ ชื่อที่ใช้
1. ทาง Face Book ส่วนตัว นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา 5. อีเมลล์ ส่วนตัว This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
2. ทาง Face Book หมู่บ้าน รวมพลคนเกษตรสมบูรณ์ 6. อีเมลล์ หมู่บ้าน This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
3. ทาง Face Book เพื่อนๆ
Kasetsomboon City 7. Skype kasetsomboon999
4. ทาง MSN This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it 8. Line Dan


ท่านสามารถอ่านบทความและเนื้อหาต่างๆของเว็ปไซต์นี้ ผ่านหัวข้อต่างๆดังนี้

ที่ หัวข้อ ที่ หัวข้อ ที่ หัวข้อ
1. บทนำ 8. บทความสำนึกรักบ้านเกิด 15. รวมลิงค์ต่างๆ
2. ข้อตกลงก่อนชม 9. บทความคติธรรมคำคม 16. เว็ปบอร์ด
3. ประวัติบ้านเกษตรสมบูรณ์ 10. บทความวัฒนธรรมประเพณี 17. ติดต่อเรา
4. ประวัติวัดเกษตรสมบูรณ์ 11. รวมรูปภาพ 18. ฟังเพลงคำเมืองบ้านเฮา
5. บทความทั่วไป 12. ฟังวิทยุออนไลน์ 19. อ่านข่าวย้อนหลัง
6. บทความให้ความรู้ 13. ราคายางพาราวันนี้ 20. บันทึกการเดินทาง
7. บทความเกี่ยวกับศาสนา 14. แผนที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ 21. เกี่ยวกับผู้จัดทำ


ท่านสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านี้ เพื่ออ่านเป็นไฟล์ pdf คลิ๊กตรงหัวข้อได้เลยครับ
1. รวมประวัติอำเภอเชียงคำ ดาวน์โหลด 4. ประวัติบ้านเกษตรสมบูรณ์ ดาวน์โหลด
2. หน้าปกหนังสือ ดาวน์โหลด 5. ประวัติวัดเกษตรสมบูรณ์ ดาวน์โหลด
3. คำนำสารบัญ ดาวน์โหลด 6. คำสอนสุภาษิตล้านนา ดาวน์โหลด

อย่า เพิ่งเบื่อกันก่อนนะครับ นี่แค่เป็นการเกริ่นเริ่มต้นของบทความ ยังมีต่ออีกเยอะ จะหาเวลามาพิมพ์ พร้อมอัพเดทภาพประกอบให้น่าสนใจ มีข้อแนะนำติชม หรือ ช่วยกันตรวจปรุ๊พ แล้วส่งไปที่ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it จักขอบพระคุณยิ่ง


เพื่อ การพัฒนาปรับปรุงเว็ปไซต์ให้ดียิ่งๆขึ้นไป ขอร้องให้ทุกท่านที่เข้ามารับชมเว็ปไซต์ของเรา ทำตามกฏระเบียบข้อตกลงของเว็ปเราด้วยนะครับ ใครที่ไม่เข้าใจกฎของเรา คลิ๊กไปอ่านที่นี่ได้นะครับ ข้อตกลงในการรับชมเว็ปไซต์ของเรา หรือ อ่านบทนำและวัตถุประสงค์ของการจัดทำเว็ปไซต์ ก่อนนะครับ


จากใจ นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา



* หมายเหตุ

วัน เวลาเปลี่ยนแปลงไป เหตุการณ์ต่าง ๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ขอร้องคนบ้านเฮาใส่ใจ๋ ช่วยกั๋นดูแลฮักษาไว้ หื้อลูกหื้อหลาน ได้สืบสานตำนานฮีตฮอยบะเก่ามะเกื้อ (ใครมีข้อมูลที่ดีกว่านี้ ช่วยส่งเมล์ ไปบอกกันหน่อยนะครับ ที่ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it หรือที่ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ยินดีตอบ และให้คำปรึกษาครับ ....ท.ทิวเทือกเขา


001birdsnow001
linethai

Copyright © 2009 www.kasetsomboon.org และ www.kasetsomboon.com All rights reserved.
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

Pictures

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
Online (20 minutes ago): 18
Your IP: 54.227.97.219
,
Now is: 2021-12-01 09:59
We have 192 guests online