ผิดพลาด

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

พิมพ์


โดย... รัตติกร รัตนเจริญ

มีโอกาสหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน เรื่อง "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา มองจากชื่อหนังสือ ตอนแรกก็คิดว่า "ไอน์สไตน์" กับ "พระพุทธเจ้า" จะไปกันได้อย่างไร เพราะเอ่ยชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สิ่งที่ส่วนใหญ่รู้จักอย่างดีเลยคือ เรื่องที่เขาคิดทฤษฎีสัมพันธภาพสะท้านโลก E=mc 2 แล้วมีผู้นำไปคิดต่อยอดสร้างระเบิดปรมาณูมาถล่มที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ สองเมืองในประเทศญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วอย่างนี้เรื่องของเขาจะไปเชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

แต่พอได้เปิดอ่าน ความรู้สึกแรกเลยที่ปรากฏขึ้นมาคือ "อืม! จริงแฮะ" โดยเฉพาะเรื่องราวของแสง ซึ่งผู้เขียนชอบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากไอน์สไตน์ถึงกับเคยประกาศว่า "ผมอยากรู้ว่า แสงคืออะไรมาตลอดชีวิต" แล้วเมื่อลองอ่านลองคิดตามไปกับตัวหนังสือที่ถ่ายทอดออกมา ทำให้คิดว่า "แสง" นี่วิเศษสุด มนุษย์สามารถสร้างเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง ได้ แต่ไม่สามารถสร้างเครื่องบินที่ความเร็วเหนือแสงได้ เพราะแสงเดินทางเร็วมาก เช่น ระยะทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกเราเท่ากับ 93 ล้านไมล์ แต่แสงใช้เวลาเพียง 8 นาที ซึ่งเท่ากับว่า เราก็คงสร้างเครื่องบินที่บินด้วยระยะทาง 93 ล้านไมล์ ภายใน 8 นาที ไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าทำได้จริง นักบินที่อยู่บนเครื่องบินนั้นเพียงหนึ่งวัน เวลาในโลกก็ผ่านไปห้าหมื่นปี คิดดูสิ! ถ้านักบินคนนั้นกลับมาถึงยังโลกแล้ว เขาจะพบกับอะไร

เรื่องราวข้างบนเปรียบเทียบว่า คนที่อยู่ในเครื่องบิน อยู่คนละภพภูมิกับคนบนโลก ทีนี้ก็นึกถึงเรื่องราวที่เคยศึกษาในพระไตรปิฎก ในเรื่องเวลาของแต่ละภพภูมิ ทั้ง 31 ภพภูมินั้นไม่เท่ากัน ก็เลยโยงความคิดเรื่องแสงเข้าด้วยกัน เพราะแสงเป็นพื้นฐานของเวลาในจักรวาล เมื่อใดที่แสงสามารถเดินทางได้ช้าลง โดยสาเหตุอาจจะผ่านแรงดึงดูดของดาวดวงหนึ่ง (แสงมีความเร็วคงที่เสมอ) แสงก็จะดึงเวลาให้ช้าลงด้วย อย่างที่เคยได้ยินเรื่องเล่าว่า เทพธิดาหมดบุญลงมาเกิดเป็นมนุษย์จนสิ้นอายุขัย 100 ปี ก็กลับไปเกิดเป็นเทพธิดาใหม่ โดยเวลาบนสวรรค์ผ่านไปเพียงเดี๋ยวเดียว จนเพื่อนเทพธิดายังไม่ทันสังเกตได้ว่า เทพธิดาองค์นั้นหายไปด้วยซ้ำ

อย่างเรื่องเวลาของพรหม จะเดินช้ามาก หนึ่งหมื่นปีของมนุษย์อาจเท่ากับหนึ่งวันบนพรหมโลก ในความรู้สึกของมนุษย์จึงคิดว่า เวลาบนพรหมโลกนี้ผ่านไปช้ามาก แต่ในความรู้สึกของพรหมก็เป็นเวลาปรกติ เพราะความเร็วแสงก็ถูกดึงให้ช้าลงไปด้วย ตรงกันข้าม ในภพภูมิของสัตว์นรกจะดิ้นทุรนทุราย จนในความรู้สึกของมนุษย์จะมองว่า เวลาผ่านไปรวดเร็ว แต่สำหรับพวกอสุรกาย สัตว์นรกจะรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างช้าเสียเหลือเกิน เพราะเวลากับแสงสัมพัทธ์กัน

ความอัศจรรย์ของแสงนี้ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบมานานแล้ว แต่ไม่นำมาใช้ต่อยอดเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทันสมัย เพราะพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า คุณสมบัติของแสงเป็นส่วนหนึ่งของนิมิต อภิญญา อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ที่เป็นอุปสรรคต่อการหลุดพ้น ปัญญาเท่านั้นที่จะพาให้เข้าสู่นิพพาน และเลิกตกอยู่ใต้อิทธิพลของแสงได้

ทางด้านไอน์สไตน์ค้นพบได้ทีหลังพระพุทธเจ้า แต่ก็นำคุณสมบัติแสงไปสร้างเทคโนโลยีทันสมัย อย่างเช่น เครื่องถ่ายเอกสาร แสงเลเซอร์ โทรทัศน์ ฯลฯ สร้างความสะดวกสบายทางโลก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการหลุดพ้นอยู่ดี

พระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนว่า การเข้าสู่นิพพานเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากอิทธิพลของกาลเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบันขณะ การเข้าสู่นิพพานจะพบกับความจริงแท้ที่ว่า เมื่อการเกิด-ดับหายไป เวลาก็หายไปด้วย ตัวตนก็หาย รูปนามไม่มีจริง มีแต่ความว่างเปล่า สิ่งนั้นก็คือ อนัตตา ซึ่งเป็นความว่างอย่างยิ่ง

ไอน์สไตน์เชื่อเป็น อย่างมากว่า แสงจะเปิดเผยความจริงของจักรวาล แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบเรื่องของแสง และความเป็นมายาของเวลานานแล้ว แต่พระพุทธองค์ก็ทรงพบว่า ปัญญาเท่านั้นที่จะค้นพบความจริงแห่งจักรวาล โดยมีพุทธสุภาษิตว่า "นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา" หรือ แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี จึงไม่แปลกใจเลยที่พระพุทธเจ้ามีพระนามที่ใช้แทนพระองค์อีกพระนามหนึ่งว่า "สัพพัญญู" ผู้รู้ทุกสรรพสิ่ง ไม่แปลกใจเลยที่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเรียกว่า "ธรรมะ" เพราะนำมาจากความเป็นธรรมดาของโลก และไม่แปลกใจเลยที่ไอน์สไตน์ยกพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาแห่งจักรวาล เพราะเป็นศาสนาที่สามารถตอบปัญหาของจักรวาลได้ทั้งหมด