ผิดพลาด

กว่าง : นักสู้แห่งขุนเขา หรือ ศึกชิงนาง

พิมพ์

khawng1

การชนกว่าง : เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวล้านนา ที่นิยมเล่นกันมาเป็นเวลานานแล้วจนกลายเป็นประเพณี แต่จะเริ่มเล่นกันมาตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฎ ปัจจุบันยัมกเล่นกันอยู่แต่อาจจะไม่มากเท่ากับในอดีต การเล่นชนกว่างของชาวล้านนานิยมเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เฉพาะในฤดูฝนคือประมาณเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พอออกพรรษาแล้วก็ค่อยๆเลิกรา ปล่อยกว่างกลับสู่ธรรมชาติให้สืบลูกสืบหลานเพื่อการเกิดใหม่ในปีหน้าตามวัฏจักรของมัน  
khawng2

กว่าง : กว่างเป็นชื่อเรียกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มี ๖ ขา กว่างบางชนิดมีเขา บางชนิดไม่มีเขา กว่างจะชอบกินน้ำหวานจากอ้อย กว่างบางชนิดไม่นิยมนำมาเลี้ยง บางชนิดนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น เช่น กว่างซาง กว่างงวง กว่างกิ กว่างกิอุ และกว่างอี้หลุ้มวงจรชีวิตของกว่าง   กว่างมีวงจรชีวิตประมาณ 1 ปี คือ ช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม กว่างทั้งตัวผู้และตัวเมียจะขึ้นมาจากใต้ดิน เพื่อมาผสมพันธุ์และวางไข่ ซึ่งใช้วงจรชีวิตช่วนีประมาณ 4 เดือน พอเข้าในฤดูหนาว กว่างตัวเมียหลังจากผสมพันธุ์ก็จะขุดดินแล้ววางไข่ ส่วนตัวเองก็จะตาย ไข่ก็ฟักเป็นตัวหนอน เป็นดักแด้อาศัยอยู่ใต้ผิวดินจนถึงต้นฤดูฝนก็จะขุดินขึ้นมาผสมพันธุ์ดำรงชีวิตสืบลูกหลานต่อไปการจับกว่าง   ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม เป็นเวลาที่ชาวบ้านในสมัยก่อนมีเวลาว่าง เพราะข้าวที่ปลูกไว้กำลังตั้งท้อง เมื่อว่างจากการงาน ผู้ชายจะสนุกกับการเล่นชนกว่างกันทั้งเและผู้ใหญ่ การหากว่างหาได้จากตามสุมทุมพุ่มไม้หรือป่าในเขตของหมู่บ้านที่มีต้นไม้เครือเถาขึ้นปกคลุม โดยเฉพาะในเวลาเช้าจะหาได้ง่ายกว่า เพราะกว่างยังไม่เข้าไปหลบอยู่ใต้   อีกวิธีหนึ่งคือก ารตั้งกว่างหรือใช้กว่างล่อ โดยใช้กว่างที่มีขนาดเล็ก เช่น กว่างกิ กว่างแซม หรือจะใช้กว่างตัวเมียที่เรียกว่า กว่างแม่อีหลุ้มก็ได้ ผูกกว่างด้วยเชือกเส้นเล็กฟั่นจฝ้ายโยงกับอ้อยที่ปอกครึ่งท่อน ใช้ไม้ขอเสียบส่วนบนหรือใช้กล้วยน้ำหว้าใส่ในตะกร้าเล็ก ๆ หรือในกะลา ผูกกว่างขนาดเล็กไว้เป็นกว่างล่ออยู่ข้างใน แล้วนำอ้อยหรือตะกร้าไปแวไว้กับกิ่งไม้ในตอนหัวค่ำ โดยหาทำเลที่เป็นชายป่าหรือในบริเวณที่ใกล้กับเนินดิน การแขวนไม่ให้สูงมาก ในตอนกลางคืน กว่างตัวล่อ จะบินมีเสียงดัง ดึงดูดให้กว่างที่บินเวลากลางคืนให้เข้ามาหาเพื่อติดกับโดยมีอ้อยที่เป็น อาหารที่ชอบหลอกล่ออยู่ ถ้าเป็นกว่างโซ้งก็นำไปเลี้ยงไว้เพื่อชนต่อไป ถ้าเป็นกว่างแซมก็เก็บไว้เป็นกว่างล่อ ถ้าเป็นกว่างตัวเมียที่เรียว่ากว่างแม่อีหลุ้มก็เก็บใส่กระป๋องและใส่อ้อย ข้างในเลี้ยงไว้เพื่อใช้ล่อให้กว่างตัวผู้ชนกันชนิดของกว่างกว่างมีหลายชนิดเช่น   กว่างก่อ กว่างชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามต้นไม้ก่อ ลักษณะเด่นชัดของกว่างชนิดนี้คือตามตัวมีขน มีความแข็งแรงและอดทนมากกว่ากว่างที่ใช้กันโดยทั่วไป ทำให้บางคนใช้กรดทรายมาขัดกว่างชนิดนี้แล้วนำไปชนกับกว่างชนซึ่งมักจะชนะ ทุกครั้ง โดยปกติแล้วกว่างก่อนี้ถือว่าเป็นกว่างป่าชนิดหนึ่งที่ไม่แพร่หลาย จึงไม่นิยมนำมาชนแข่งกัน   กว่างกิ หมายถึงกว่างตัวผู้ที่มีเขาข้างบนสั้น(กิแปลว่าสั้น) เขาบนจะออกจากหัวออกมานิดเดียวกว่างกิจะต่อสู้หรือชนกันโดยใช้เขาล่างงัดกัน แต่ไม่สามารถใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้ได้จึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นกว่างชน กว่างกิมี 2 ชนิดคือ กว่างกิขี้หมู และ กว่างกิทุ   กว่างงวง : กว่างหน่อ กว่างงวงหรือกว่างหน่อคือด้วงงวงของภาคกลาง กว่างชนิดนี้ชอบกินหน่อไม้หรือยอดอ่อนมะพร้าวมีขนาดเล็ก สีดำ ตรงปากจะมีส่วนยื่นเป็นงวงและไมมเขกว่างชนิดนี้ไม่มีการนำมาเลี้ยงเพื่อชนกัน   กว่างซาง : เป็นกว่างขนาดใหญ่ สีของปีกออกไปทางสีครีมหรือสีหม่นมีเขา 5 เขา ข้างบนมี 4 เขา เรียงกันจากซ้ายไปขวาข้างล่างมี 1 เขา ไม่นิยมนำมาชนกันเพราะอือไแคล่วคล่องว่องไว ชนไม่สนุก   กว่างโซ้ง : กว่างโซ้ง ตัวผู้มีเขายาวและหนาทั้งข้างล่างข้างบน ลำตัวสีน้ำตาลแดงกว่า กว่างชนิดนี้มักจะส่งเสียง “ซี่ ๆ” ตลอดเวลา นิยมใช้ชนกัน   กว่างแซม : มีลักษณะคล้ายกับกว่างโซ้ง แต่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เขาก็สั้นและเรียวเล็ก กว่างชนิดนี้เลี้ยงไว้เป็นคู่ซ้อมหรือให้เด็กๆเล่นกัน   กว่างฮักหรือกว่างรัก : กว่างฮักนี้ตัวมีสีดำเหมือนสีของน้ำรัก รูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับกว่างแซม กว่างชนิดนี้ไม่ค่อยใช้ชนกัน เพราะกล่าวกันว่าน้ำอดน้ำทนสู้ กว่างโซ้งไม่ไดังที่ว่า “กว่างฮักน้ำใส ไว้ใจ๋บ่ได้”   กว่างดอยหล่อ : ดอยหล่อเป็นชื่อหมู่บ้านหนึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ กว่างดอยหล่อมีชื่อเสียงในด้านความอดทนแข็งแกร่ง พูดกันว่าเป็นกว่างที่ผ่ควลำบากในการขุดหินขุดทรายขึ้นมา จึงมีความอดทนเป็นเลิศ เมื่อใครได้กว่างดอยหล่อมาเลี้ยงไว้ชน จึงมั่นใจได้ว่ามีกว่างที่ดีและอดทน เมื่อถึงฤดูเล่นกว่างมาถึง นักเล่นกว่างจึแสวงหากว่างดอยหล่อมาเลี้ยง บางคนถึงกับเดินทางไปที่หมู่บ้านดอยหล่อเพื่อหากว่างชนดอยหล่อก็มี   กว่างแม่อีหลุ้ม : คือกว่างตัวเมียซึ่งไม่มีเขา กว่างชนิดนี้บางแห่งเรียก กว่างแม่อู้ด,กว่างแม่มูดหรือ กว่างแม่อีดุ้ม กว่างตัวเมียนี้จะมีทั้งชนิดตัวเล็กและตัวใหญ่ มีทั้งสีน้ำตาลแลสดำ กินจุกว่ากว่างตัวผู้ ริมปากมีลักษณะเป็นฝาสำหรับขุด ซึ่งจะขุดอ้อยให้เห็นแอ่งเป็นขุยเห็นได้ชัด ปกติจะใช้กว่างแม่อีหลุ้มนี้เป็นตัวล่อให้กว่างตัวผู้ชนกัน กว่างตัวเมียนี้เมื่อผสพันธุ์แล้วจะขุดรูลงดินเพื่อวางไข่แล้วจึงตาย  
khawng3

กว่างหนวดขาว : ลักษณะเหมือนกับกว่างโซ้ง แต่ต่างกันที่ตรงหนวดจะมีสีขาว เชื่อกันว่าเป็นพญากว่าง กว่างหนวดขาวนี้จะชนจะสู้กับกว่างทุกขนาด กว่างหนวดดำจะเป็นฝ่าพ่ายแพ้เพราะเกรงกลัวอำนาจของพญา บางครั้งกำลังชนกันพอรู้ว่าเป็นพญากว่าง กว่างหนวดดำหรือกว่างธรรมดาก็จะถอดหนี คือไม่ยอมเข้าหนีบด้วย มีนักเล่นกว่างบางคนหัวใเมื่ได้กว่งหนวดขาวมาก็พยายามยอมหนวดของกว่างให้เป็นสีดำเหมือนกับกว่าง ทั่วไป โดยใช้ยางไม้กับมินหม้อผสมกัน แต้มหนวดขาวให้เป็นดำเมื่อนำไปชนบางครั้งสีที่ย้อมหนวหลุดออกอีกฝ่ายจับได้ ว่าใช้กว่างหนวดขาวปลอมมาชน เกิดทะเลาะกันก็มี   กว่างหาง : มีลักษณะคล้ายกับกว่างโซ่ง แต่ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงหรือสีของน้ำครั่งกว่างชนิดนี้ใช้ชนได้เหมือนกันแต่ โดยทั่วไปแล้วคนมักจะกล่ากันว่ากว่างหางจะไม่เก่งเท่กวโซ้งการเลี้ยงกว่าง   เมื่อได้กว่างโซ้งที่ถูกใจมาแล้ว นักนิยมกว่างจะเลี้ยงดูกว่างอย่างดีโดยหาอ้อยที่หวานจัดมาปอกเปลือกให้ ส่วนที่ตัวกว่างก็ใช้ด้ายสีแดงมาฟั่นยาวประมาณหนึ่งคืบมาผูกที่ปลาเขาด้าน บนเพื่อกันกว่างบินหนี ที่โคนลำอ้อยมีตะขอกันไม่ให้จิ้งจกเลียตีนกว่าง เพราะถ้าจิ้งจกเลียตีนกว่างแล้ว กว่างจะเกาะคอนได้ไม่มั่นคง นอกจากนี้ก็จะต้องหมั่นฝึกซ้อม การฝึนี้จะใช้ไม้สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ปลายแหลมเรียกกันว่า “ไม้ผั่นกว่าง” เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ตื่นนอนตอนเช้าก็จะนำกว่างไปออกกำลังคือให้บินโดยใช้เชือกผูกจากเขากว่าง กว่างก็จะบิวไปวนมา เมื่อเห็นว่าออกกำลังพอสมควรแล้ว จะนำกว่างไป “ชายน้ำเหมย” คือนำกว่างไปราดใบข้าวที่เปียกน้ำค้างในตอนเช้า หรือบ้างก็เคี้ยวอ้อยแล้วพ่นน้ำหวานใส่กว่าง ทำอย่านี้ทุกวันกว่างจะแข็งแรงการชนกว่าง : อุกรณ์การชนกว่าง   1.ไม้คอน คือ ท่อนไม้กลมที่เป็นสำหรับให้กว่างชนกันทำด้วยต้นปอหรือท่อนไม้ฉำฉา ยาวประมาณ 80–100 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตรตรงกลางเรสำหรับใส่กว่างตัวเมียจากด้านล่างให้โผล่เฉพาะส่วน หลังพอให้มี “กลิ่น” ส่วนด้านล่างใช้เศษผ้าอุดแล้วปิดด้วยฝาไม้ที่ทำเป็นสลักเลื่อนเข้าอีกที เพื่อกันไม่ให้กว่างตัวเมียถอยตัออก คอนชนิดนี้มีไว้สำหรับฝึกซ้อมให้กว่างชำนาญในการชน   ไม้คอนอีกรูปร่างหนึ่งทำด้วยแกนปอ หรือไม้ชนิดอื่นก็ได้ที่เนื้อไม้ไม่แข็งมาก เส้นผ่าศูนย์กลบางประมาณ 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนหัวและท้ายทำเป็เดือย บางแห่งเดือยยาว 3 เซนติเมตร บางแห่ง 6 เซนติเมตร ตรงกลางด้านบนเจาะรูขนาด 2 เซนติเมตร ด้านล่างตัดเป็นปาก ยาวประมาณ 9 เซนติเมตร ตัดลึกเข้าไปประมณคหนึ่งของไม้คอน มีสลักทำให้ถอดออกได้เป็นฝาปิด ส่วนที่เหลืออีกครึ่งเจาะเป็นโพรงเข้าไปหารูเล็กเพื่อเป็นช่องนำกว่างตัวเมียใส่ ให้หลังของกว่างตัวเมียโผล่ออกรูคอนด้านบนด้ล่างอุดด้วยเศษผ้าแล้วใช้ฝาปิดไว้ แบ่งระยะจากรูตรงกลางออกไปข้างละเท่า ๆ กัน ทำรอยเครื่องหมายกั้นไว้ ไม้คอนจะใช้เป็นที่ฝึกกว่างหรือให้กว่างนี้ชนกัน   2.ไม้ผั่น : ไม้ผั่นกว่าง : ไม้ผัด: ไม้แหล็ดหรือไม้ริ้ว ไม้ผัดนี้จะทำด้วยไม้จิงหรือไม้ไผ่ก็ได้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่ง เซนติเมตร ยาวประมาณ 8 เซนติเมตรลักษณะเป็สเหลี่ยมปลายบัวหรือปลายแหลม ส่วนโคนเหลาให้เล็กเป็นที่สำหรับจับถือตรงใกล้ที่จับนั้นจะบากลงและเหลาให้ กลมแล้วเอาโลหะมาคล้องไว้อย่างหลวม ๆ เวลา “ผั่น” หรือปั่นใผั่นให้หมุนกับคอนนั้น จะมีเสียง“กลิ้ง ๆ”ตลอดเวลาไม้ผั่นนี้ใช้ผั่นหน้ากว่างให้วิ่งไปข้างหน้าเขี่ยข้างกว่างให้ กลับหลังเขี่ยแก้มกว่างให้หันซ้ายหันขวา ถ้ากว่างไม่ยอมสู้ก็จะใช้เจีแก้มกว่างให้ร้อนจะได้สู้ต่อไป ในขณะที่ต้องการให้กว่างคึกคะนองหรือเร่งเร้าให้กว่างต่อสู้กันนั้นก็จะใช้ ไม้ผั่นนี้ การผั่นใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางหมุนไปมากับคอนให้เกิเสีดัลักษณะของกว่าที่จะนำมาชน   ลักษณะกว่างโซ่งที่ดีนั้นต้องมีหน้ากว้าง กางเขาออกได้เต็มที่เขาล่างจะยาวกว่าเขาบนนิดหน่อยถ้าเขาล่างยาวกว่าเขาบนก็ จะเรียกว่า “กว่างเขาหวิด” ถือว่าหนีบไม่แรงไแน่นกว่างชนที่ดีนั้นส่วนหัวต้องสูง ท้ายทอยลาดลงเป็นสง่า แต่ถ้าท้ายทอยตรงโคนเขาบนเป็นปมไม่เรียบ ถือว่าเป็นกว่างไม่ดี กว่างที่ดีต้องเป็นกว่างที่ฉลาดสอนง่าย   ก่อนที่จะนำกว่างมาชนกันนั้น จะต้องนำกว่างมาเทียบขนาดและสัดส่วนที่เรียกว่า เปรียบคู่ กันเสียก่อน เมื่อตกลงจะให้กว่างของตนชนกันจริง ๆ แล้ว เจ้าของกว่างจะต้องขอกว่ของฝ่ายตรงกันข้ามมาตรวจดูเสียก่อนว่าไม่มีกลโกง   ในการชนกว่างแต่ละครั้งมักจะมีการวางเดิมพันกันเพื่อความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น กว่างที่ชนะก็ทำให้เจ้าของมีหน้ามีตา แต่ถ้ากว่างแพ้แล้วอยู่ที่เจ้าของว่าจะเลี้ยงต่อหรือปล่อไตามธรรมชาติปล่อยกว่างคืนสู่ธรรมชาติ   กว่างเมื่อได้เกิดออกจากดินมาเป็นเวลาประมาณ 3 เดือนแล้ว ก็ใกล้จะหมดอายุขัยแล้ว ตามธรรมเนียมที่เคยทำกันมา เมื่อออกพรรษาแล้วจะนำกว่างตัวเมียมาให้ตัวผู้ผสมพันธมกว่างตัวเมียอยู่กี่ตัวก็จะเอามาให้ตัวผู้ผสมพันธุ์ทุกตัว แล้วนำทั้งกว่างตัวผู้และตัวเมียไปใส่ไว้ในตะกร้าที่มีกล้วยอ้อย นำไปแขวนไว้ตามชายคาบ้านหรือใต้ต้นไม้ ตกกลางคืนกว่างทั้หลายก็จะผสมพันธุ์กันตามวิสัย แล้วกว่างตัวเมียจะบินไปสู่บริเวณที่เป็นเนินดินแล้วขุดลงไปไข่ไว้ในดิน หลังจากไข่แล้วกว่างตัวเมียก็จะฝังตัวตายอยู่ในที่นั้น ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัหนอนและเป็นกว่างในปีต่อไปกีฬา พื้นบ้านมีแทบจะทุกภาค และวัตถุประสงค์ของการเล่นตั้งแต่ดั้งเดิมก็คือ การว่างจากงานที่ทำอยู่ และเพื่อเป็นการผ่อนคลายหลังจากทำงานมาอย่างหนักในแต่ละวัน ซึ่งถือไว่เป็นการพักผ่อนโดยนำสภาพแวดแวดล้อม และความเป็นธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมกับวิถีชีวิตของแต่ละอาชีพ เช่น ประเพณีการวิ่งควายของจังหวัดชลบุรี และทางภาคเหนืกเช่นกันที่มีกีฬาพื้นบ้านเพื่อใช้เป็นกิจกรรมเพื่อการผ่อน คลาย และในช่วงนี้เป็นฤดูฝน รายการรักษ์ล้านนาขอเสนอกีฬาพื้นบ้านที่ยังเหลือให้ได้ศึกษาค้นคว้าอยู่โดย เฉพาะในหน้ฝอย่างนี้กีฬาที่นิยมกันคือการชนกว่าง     
khwang4
ก่อนอื่นมารู้จักกว่างกันนะครับ กว่างตามความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้อธิบายว่า เป็นด้วงปีกแข็งมีเขายาวยื่นเป็นจะงอยเรียวไปข้างหน้าและโค้งลงตรปลายเป็นสองแฉก  หรือแมลงปากคีบ  มีชีวิตอยู่ได้ 2  เดือนคือในช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น  หลังจากนั้นจะเป็นช่วงผสมพันธุ์  วางไข่  และตายไปตามวงจรชีวิตของกว่าง  กว่างมมากกว่า 1200 ชนิด  แล้วแต่จะเรียกกันไป  เช่น กว่างพร้าว กว่างพระเจ้า กว่างห้าเขา กว่างโซ้ง กว่างกิดง กว่างอี่ลุ้ม เป็นต้น  กว่างที่มีบทบาทต่อชีวิตชาว   ล้านนาในแง่ขความบันเทิง  พนันขันต่อและเป็นอาหาร   คือ กว่างโซ้ง กว่างกิ และกว่างอี่ลุ้ม กว่างโซ้งเป็นกว่างที่มีขนาดใหญ่  เพศผู้  มีเขายาวยื่นเป็นจะงอยเรียวไปทางด้านหน้า เขาโง้งขึ้นลง 2 เขา  เป็นอาวุธประจำตัวที่ใช้หนีบศัตรูหรือคู่ต่อสู้  มีสีแดงปนน้ำตาลคล้คล้ายสีเปลือกมังคุด  บางตัวมีสีหนักไปทางสีแดง  บางตัวมีสีหนักไปทางสีคล้ำ  ถ้าเป็นกว่างโซ้งตัวใหญ่  เขาเรียวยาวแข็งแรง  มีสีดำ  เรียกว่า กว่างฮัก หรือกว่างปู้ฮัก  กว่าชนิดนี้เป็นที่ชื่นชอบมากสำหรับผู้ชอบกีฬาการชนกว่าง  เพราะจะนำกว่างชนิดนี้ไว้เป็นกว่างชน  ถ้าตัวไหนแข็งแรง ชนเก่ง มีค่าตัวสูงถึงหลักร้อยหลักพัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับควาพใของผู้ซื้อ  กว่างกิ  เป็นกว่างเพศผู้  เช่นเดียวกับกว่างโซ้ง  แต่มีขนาดเล็ก  เขาสั้นสมชื่อ ซึ่งคำว่ากิแปลว่า สั้น กว่างกิมีสีเหมือนกว่างโซ้ง  ใช้เป็นกว่างตั้งหรือกว่างต่อ  หรือใช้เป็นคู่ซ้ใหกว่างโซ้งเป็นกว่างชนที่แข็งแรงดุร้ายมากยิ่งขึ้น  กว่างโซ้ง กว่างอี่ลุ้ม  เป็นกว่างเพศเมีย  ไม่มีเขา  สีเหมือนกว่างโซ้งและกว่างกิ  ลักษณะคล้ายแมงกุดจี่  หรือที่ภาคเหนือเรียกว่าจู้จี้ขี้ควาย  แต่ขนาดใหญ่กว่า  ประมาณนิ้วหัวแม่มือ  ใเแม่พันธุ์  ซึ่งมีกลิ่น พิเศษที่เมื่อใดที่ กว่างโซ้ง หรือ กว่างกิได้ดม จะเกิดกำลังฮึกเหิมทุกครั้ง       กว่างซาง        ดังนั้นในการชนกว่าง  ต้องมี      กว่างอี่ลุ้มเป็นส่วนสำคัญเสมอ  ไม่เช่นนั้นจะไม่มีตัวล่อให้กับกว่างชน เหมือนกับเป็นการทำให้เกิดศึกชิงนาง  ในการชนกว่างจึงมีกว่างอีลุ้มอยู่ใบริเวณใกล้ ๆ เวทีชนกว่างตลอดเวลาที่มีการต่อสู้ ในช่วงเข้าพรรษาซึ่งเป็นฤดูฝน ชาว ล้านนามีการละเล่นที่ถือว่าเป็นความบันเทิงมากกว่าที่จะตั้งใจให้เป็นการ พนันขันต่อ คือ การชนกว่างซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้านที่ไม่ต้องใช้เงินลทมาก  เพราะกว่างเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย  และเป็นนักสู้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว  ถ้าต้องการเป็นเจ้าของกว่าง  นอกจากหาซื้อแล้ว  ยังสามารถหาได้ตามต้นไม้ เช่น ไม้ไผ่ ไม้ซาง ไม้คาไม้ดู่ ไม้เปา และไม้ฉำฉา  เป็นต้น  หรือจะใช้อีกวิธีหนึ่งคือ  การตั้งกว่าง การตั้งกว่าง คือ การต่อกว่าง  เป็นการดักจับกว่าง โดยเอากว่างชนิดใดก็ได้ ส่วนใหญ่นิยมกว่างอี่ลุ้มเพราะมีกลิ่นดึงดูดกว่างตัวอื่น  มัดไว้กับท่อนอ้อยแล้วห้อยไว้ที่ชายคาบ้าไมควรห้อยไว้  นอกชายคาบ้าน เพราะสัตว์อื่น  อาจมาทำร้าย  ไม่ควรใช้กว่างตัวผู้ โดยเฉพาะกว่างที่แข็งแรง  เพราะอาจเกิดการต่อสู้แย่งชิงอาหาร  และควรใช้อ้อยที่เก่า           เล็กน้อย  คือ  ผ่านการสัมผัสจากกว่างอื่นมาแล้ว  เพราะจะเพิ่มกลิ่นในการดึงดูดกว่างตัว อื่นให้เข้ามาติดได้ง่ายขึ้น  ยิ่งใช้กล้วยสุกยิ่งมีกลิ่นแรง  ที่ตั้งกว่างควรมีแคร่รำไร ความสูงจากพื้นไม่เกิน 3 เมตร  นิยมแขวนไว้ที่ความสูง 2 เมตร  ควรตั้งกว่างตอนหัวค่ำ  ช่วงกลางคืนจะมีกว่างตัวอื่นมาเกาะ  ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาดูว่ามีกว่างตัวอื่นมติดกว่างตั้ง     หรือไม่     ไม่เช่นนั้นกว่างจะบินหนีไปเสียก่อน บางคนมาดูกว่างตั้งแต่ตี 1 ตี 2 เพราะกลัวว่าจะมีคนอื่นแอบมาขโมยกว่างของตัวเอง อย่างไรก็ตามนักชนกว่างไม่นิยมใช้กว่างโซ้งเป็นกว่างตั้ง  เพราะเกรงว่าถ้ามีกว่างอี่ลุ้ม  ซึ่งเป็นกว่างตัวเมียมาติดกว่างตั้งแล้ว  กว่างโซ้งจะผสมพันธุ์ก่อนที่จะนำไปชน  ทำให้เแรง  นอกจากนี้สามารถตั้งกว่างโดยใช้กอนตั้งกว่าง  เป็นเครื่งมือดักกว่างชนิดหนึ่ง  ทำจากกะลามะพร้าวผ่าครึ่ง  แล้วหงายขึ้น  เจาะรูตรงกลาง ใช้ไม้ไผ่เรียวเล็กแทงทะลุรู ตัดอ้หรือกล้วยเป็นชิ้นเล็ก ๆ  ขนาด 2-3 นิ้ว ใส่ไว้เป็นอาหารล่อกว่างให้มากิน เมื่อเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำกอนที่เตรียมไว้ไปแขวนตามชายคาบ้าน  กว่างเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย  ชอบพืชรสหวาน เช่น อ้อยที่แก่จัด กล้วยน้ำว้า หน่อหวายหน่อไม้เป็นต้น โดยเฉพาะกว่างอี่ลุ้ม ชอบกล้วยน้ำว้ามาก  เมื่อมีกว่างแล้ว เจ้าของจะนำมาลอชนกัน  เรียก ว่าจามกว่าง การชนกว่างแต่เดิมนั้นใช้เป็นกีฬาเพื่อความบันเทิง การพักผ่อนและนอกจากนั้นหนุ่ม ๆ ยังใช้เป็นเหตุนำไปเพื่อเป็นการจีบสาว โดยการนำกว่างของตไเพื่อการชน แต่เมื่อไม่ได้ชนกว่างก็จะถือโอกาสนี้จีบหญิงสาวที่หมายปอง ณ บริเวณบ้านที่ใช้เพื่อการชนกว่างนั้นเอง ปัจจุบันการชนกว่างกว่างมีการพนันขันต่อเข้ามาเกี่ยวข้องใวเงินสูงพอ ประมาณ  การเปรียบกว่างจะดูที่ขนาดและความพอใจของเจ้าของที่เลือกคู่ชนกันเอง อาจารย์สนั่น  ธรรมธิ นักวิชาการผู้รอบรู้ในวัฒนธรรมล้านนา  ได้บอกเล่าถึงวิธีการเลือกกว่างมาชนไว้ว่า“ กว่างที่จะนำมาชนต้องดูที่เขา  ทั้งเขาบนและเขาล่าง จะต้องสั้นยาวเสมอกัน  ช่วงหน้าของกว่างเรียกว่า  ต่อง   ต่วงจะต้องกว้าง ถ้าต่องแคบเกินไปจะทำให้เสียเปรียบคู่ต่อสู้ไสามารถที่จะหนีบคู่ต่อสู้ได้ถนัด  แก้มกว่างจะต้องหนาเพราะจะมีแรงเยอะ  ช่วงคอจะต้องชิดกับลำตัวจะมีความแข็งแรงมาก  ให้พลิกที่ท้องกว่างเพื่อดูความแข็งแรงและความหนของขา  ถ้าขาเล็กบางก็ไม่เป็นที่ต้องการ  ส่วนก้นจะต้องอวบอ้วน  สีเข้มไม่ซีดจาง”“การเปรียบกว่างหรือการนำกว่างมาชนกัน  ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของกว่างทั้งสองฝ่าย  อาจยอมเสียเปรียบกันบ้างถ้าคิดว่ากว่างของตนเองแน่จริง  แต่ที่สำคัญคือ  ห้ปล่อยกว่างออกมาชนกัน  ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังไม่พร้อม  ระหว่างการชนจะปั่นไม้หลิ้งและ ส่งเสียงเชียร์เพื่อสร้างบรรยากาศให้คึกคัก  ส่วนกว่างตัวเมียจะถูกยัดใส่ไว่ในหลุมที่ขขึกลางคอนกว่าง  ให้โผล่มาเฉพาะส่วนหลัง  เพื่อให้ตัวผู้ดมกลิ่น  และเกิดความฮึกเหิม  ในระหว่างชนกว่าง  ห้ามพลิกคอนกว่างเด็ดขาด  เพื่อป้องกันกลโกง  จึงต้องจับคอนกว่างไทั้งสองด้าน  ถ้ากว่างตกจากคอน  สามารถนำกลับมาสู้ได้อีก  แต่ไม่เกิน 3 ครั้ง”  กว่างชนกัน คอนกว่างหรือเวทีชนกว่าง  นิยมใช้ท่อนไม้นุ่น หรือท่อนอ้อย บางครั้งใช้หมอนเป็นคอนกว่าง  ทั้งนี้  แล้วแต่ความสะดวกและข้อตกลงของผู้ชน  ตามหลักสากลใช้คอนกว่างไม้นุ่นไม้หลิ้ง หรือ ไม้ปั่น หรือไม้เหล็ด เป็นอุปกรณ์ในการชนกว่างอีกอย่างหนึ่ง  ทำจากไม้เนื้อแข็ง ยาวประมาณ 4-5 นิ้ว   มีปลายแหลม มีสังกะสี หรือแผ่นโลหะเบาแผ่นเล็ก ๆ ติไไช่วงกลาง  เมื่อปั่นไม้  จะเกิดเสียงดัง หลิ้ง ๆ  เมื่อกว่างได้ยินเสียงจะเกิดปฏิกิริยาเคลื่อนไหว  การใช้ไม้ปั่นต้องมีทักษะ  ถ้าสกิดเบาๆ ที่ก้นกว่าง กว่างจะคลายเขาที่หนีบศัตรู สกิดตรงซอกคอจะสู้ สะกิดปีกซ้ายหันซ้าย สะกิดปีกขวาจะหันขวา เป็นต้น  การสะกิดนี้มิใช่ทฤษตายตัวแต่อย่างใด กว่างตัวอื่น ๆ อาจคุ้นเคยกับการสะกิดแบบอื่น ของเจ้าของโดยเฉพาะก็ได้ กติกาการชนกว่างมีหลายแบบ เช่น 12 คาม คือ เอาเขากว่างคีบกัน 12 ครั้ง หรือ 12 ยกติกา 3 ลุ้ม หมายความว่า ถ้ากว่างเข้าชนกันแล้ว ตัวใดถอยหนี 3 ครั้ง ถือว่าแพ้ ซึ่งการถอยหนีของกว่างแต่ละครั้ง เจ้าของจะให้ดมกว่างอี่ลุ้ม หรืออาจใช้กว่างอี่ลุ้มเป็นตัวล่อ ใหันกลับเข้ามาสู้อีก ซึ่งได้ผลดีเกือบทุกครั้ง การชนกว่างเป็นกีฬาพื้นบ้านที่นิยม เล่นกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  สร้างความบันเทิงแก่มนุษย์  โดยอาศัยวิถีการต่อสู้ของกว่างตามธรรมชาติ มาสร้างความสนุกสนาน เป็นกีฬาบันเทิง ที่ไม่ถือว่าโหดร้ายทารุณอะไรมากนัก  เพราะถึงอย่างไรกว่างก็ชนกันเพื่อแย่งกว่างตัวเมียถือได้ว่าเป็นศึกชิงนางโดยตามธรรมชาติอยู่แล้ว  จึงไม่ถือว่าเป็นการทรมานสัตว์แต่อย่างใด  และเมื่อหมดฤดูการชนกว่าง จะปล่อยกว่างไปสู่ธรรมชาติ ให้เป็นไปตามวงจรชีวิตของกว่างต่อไป