ผิดพลาด

ธรรมเนียมการกิ๋นข้าวล้านนา

พิมพ์


ธรรมเนียมเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร

ชาวล้านนาเรียกการรับประทานอาหารโดยทั่วไปว่า  กินเข้า คือกินข้าว ซึ่งการรับประทานอาหารของชาวล้านนานั้นมีแบบแผนโดยทั่วไปดังนี้
อาหารที่รับประทาน   อาหารที่รับประทานเป็นหลักคือ   เข้าหนึ้ง   หรือข้าวนึ่ง  และกับข้าวซึ่งเรียกกันว่าของกิน (อ่าน “ของกิ๋น”) ของไขว่  หรือ คำกิน (อ่าน “กำกิ๋น”) อีก ๑-๒  อย่างซึ่งมีการปรุงหลายรูปแบบด้วยกัน อาทิ แกง  น้ำพริก ยำ ตำ ส้า ลาบ ขั้ว ปิ้ง ต้ม หนึ้ง เป็นต้นทั้งนี้   อาหารที่นิยมทำรับประทานในชีวิตประจำวันมักได้แก่อาหารประเภทแกง  และน้ำพริก 
เวลาที่รับประทาน/มื้ออาหาร   ชาวล้านนารับประทาน  ๓  มื้อ เช่นเดียวกับที่อื่น ๆ คือมื้อเช้าเรียกว่า เข้างาย มื้อกลางวันเรียกว่า เข้าทอน (อ่าน”เข้าตอน”)และมื้อเย็นเรียกว่า เข้าแลง
สถานที่ที่รับประทานอาหาร   ตั้งแต่โบราณมาในบ้านที่มีชานเรือน  จะนั่งล้อมวงรับประทานอาหารกันที่ชานเรือนนี้  แต่เมื่อมีแขกมาบ้านจะยกมานั่งรับประทานกันที่เติน  (อ่าน “เติ๋น”) สมัยปัจจุบัน บางครัวเรือนอาจทำห้องรับประทานอาหารไว้ต่างหาก และอาจรับประทานอาหารกับโต๊ะ
อุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร โดยทั่วไปมีอุปกรณ์ดังนี้
- ขันโตก หรือสะโตก เป็นภาชนะสำหรับวางอาหารในขณะรับประทานอาหารเพื่อให้อาหารนั้นอยู่ใน
ระดับสูงกว่าพื้น ทำด้วยไม้หรือหวาย มีหลายขนาด ถือเป็นของใช้ประจำครัวเรือนอย่างหนึ่ง
- ถ้วยแกง เป็นถ้วยก้นลึก อาหารประเภทมีน้ำแกงจะใช้ภาชนะนี้
-  ถ้วยแบน หรือจาน/ชาม  มีลักษณะแบน  อาหารประเภททอด ปิ้ง คั่วหรือผัด มักจะตักใส่ ภาชนะนี้
-  ช้อน  ในสมัยโบราณไม่มีใช้  ต้องแต่งกะลามะพร้าวให้ขึ้นรูปเป็นช้อน หรือทำจากข้อไม้ไผ่  ใช้สำหรับตักน้ำแกงซด  หรือเขี่ยอาหารในน้ำแกงให้ขึ้นมาข้างบน เพื่อจะได้หยิบรับประทานได้ง่าย ไม่ต้องควานหาในน้ำแกง    ในยุคก่อนแต่ละบ้านจะมีช้อนจำนวนจำกัด   บางครั้งในขันโตกนั้นจะมีช้อนเพียงคันเดียว คนที่ร่วมวงต้องผลัดกันซดจึงจะได้
- กล่องข้าว  ในสมัยก่อนนิยมทำมาจากไม้ไผ่หรือใบตาลสาน บุข้างในด้วยกาบหมากหรือกาบไม้ไผ่ เพื่อกันความชื้นแฉะและรักษาความร้อน   ปัจจุบันมักพบใช้กระติกน้ำแข็งบุด้วยผ้าขาวบาง เพราะสามารถเก็บความร้อนได้นานกว่า   ในแต่ละครอบครัวจะมีจำนวนกล่องข้าวขึ้นอยู่กับจำนวนคนใน ครัวเรือนแต่มักมี  ๑-๓  กล่อง  และจะใช้ ๒ คนต่อหนึ่งกล่อง หรือหากมีคนจำนวนมาก อาจจะฅดเข้าหรือนำข้าวจากกล่องใส่จานเพิ่ม ขึ้นอีก
ลักษณะการจัดวางอาหาร  อาหารทุกอย่างจะวางไว้บนขันโตก  อาหารประเภทแกงอาจตัก ๒  ชาม  ทั้งนี้แล้วแต่จำนวนคน  จำนวนอาหารบนขันโตก  และความเหมาะสม ถ้าเป็นอาหารประเภทน้ำพริก   ยำ  ลาบ  ส้า  ซึ่งมีผักกับคือผักจิ้มด้วย  ก็จะเอาผักจิ้มใส่ไว้ระหว่างช่องว่างที่วางถ้วยชามเช่นเดียวกับช้อนสำหรับกล่องข้าวหรือจานข้าวเหนียวนั้น จะวางกับพื้นและวางในลักษณะสับทุก ๆ สองคนที่นั่งล้อมวงอยู่ แต่ทั้งนี้อาจจะใช้กล่องข้าวหรือจานข้าวสำหรับแต่ละคนก็ได้

มารยาทและแบบแผนในรับประทานอาหาร  เมื่อประกอบอาหารเสร็จและจัดวางอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว  จะยกขันโตกและกล่องข้าวมาวางยังสถานที่ที่จะรับประทานอาหาร เช่น ชานเรือนหรือ   เติน ซึ่งจะมีการปูเสื่อไว้ก่อน   อาจมีการเตรียมน้ำล้างมือและผ้าเช็ดไว้ให้ที่นั่นด้วย  จากนั้นจึงเรียกสมาชิก  ครอบครัวมากินข้าวพร้อมกัน โดยจะนั่งล้อมวงรอบขันโตก ซึ่งมักจะนั่งตามตำแหน่งอย่างที่เคยกันมาเหมือนทุกวันโดยพ่อและแม่จะนั่งติดกันหรือตรงข้ามกัน เวลารับประทานจะให้พ่อแม่หรือผู้อาวุโสที่สุดในครอบครัวลงมือรับประทานก่อนเป็นคนแรก  จากนั้นลูก ๆ หรือผู้อ่อนอาวุโสจึงจะลงมือรับประทานตามมา   ซึ่งธรรมเนียมเช่นนี้ได้ปฏิบัติกัน มานาน  ดังจะปรากฏในชาดกล้านนาหลายเรื่องเช่น  เรื่องฮีตคลองโบราณ  เรื่องหงส์ผาคำ  เรื่อง หงส์หิน เรื่องโปราพญาบ่าวน้อย ซึ่งวรรณกรรมเหล่านี้ได้กล่าวถึงการรับประทานอาหารที่เด็กๆ ต้องรอผู้ใหญ่ลงมือรับประทานก่อน ตนเองจึงจะรับประทานได้ ถือเป็นการให้ความเคารพแก่ผู้มีอาวุโสสูงกว่า 
ก่อนลงมือรับประทานอาหาร หากมีอาหารจำพวกมีน้ำมัน เช่น ทอด หรือผัด ก็มักจะหยิบส่วนที่เป็นน้ำมันมาทามือก่อน  เพื่อไม่ให้ข้าวเหนียวติดมือ

วิธีการนั่งรับประทานอาหาร นั้นก็มีหลายลักษณะ ได้แก่
- นั่งขดถวาย คือการนั่งขัดสมาธิ  ถือเป็นการนั่งแบบสุภาพสำหรับผู้ชาย  พระสงฆ์ หรือเจ้านาย จึงมีคำพังเพยกล่าวถึงการนั่งกินข้าวแบบนี้ว่า “ยามเยียะการ แฮงอย่างงัวอย่างควาย ยามกินเข้าขดถวายอย่างท้าว”(ยามทำงานก็ให้ทำอย่างทุ่มเท  ยามรับประทานอาหารก็ให้มีรู้สึกสบายและภาคภูมิในตนเองเหมือนเป็นเจ้านาย) แต่สำหรับผู้หญิงแล้วการนั่งขดถวายถือว่าไม่สุภาพเรียบร้อย
- นั่งหม้อแหม้  หรือ  ป้อหละแหม้  คือการนั่งพับเพียบ  ถือเป็นท่านั่งที่สุภาพสำหรับผู้หญิง ซึ่งผู้ชายจะนั่งท่านี้ก็ต่อเมื่อทำพิธีทางศาสนาหรือเข้าเฝ้าเจ้านายเท่านั้น
- นั่งหย่องเขาะ   หย่องเหยาะหรือ   ข่องเหยาะ คือ  การนั่งยอง ๆ  ลักษณะนี้พวกผู้ชายหรือเด็ก ในวัยเดียวกันนิยมนั่งรับประทานอาหารเพราะไม่กินที่ล้อมวงกัน  หรือใช้นั่งในสถานที่ที่พื้นไม่สะอาดหรือราบเรียบพอที่จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบได้    นอกจากนี้การนั่งท่านี้ยังมีความคล่องตัวสูงเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา  จะสามารถลุกขึ้นได้ทันที  แต่ท่านี้ก็ไม่นิยมนั่งในที่สาธารณะเพราะถือว่าไม่สุภาพ
- นั่งปกหัวเข่า   คือการนั่งชันเข่า  มักพบในผู้สูงอายุ  อาจเพราะเป็นท่าที่สบาย ไม่เมื่อยขบเท่านั่งการนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ
- นั่งเหยียดแข้ง   พบในคนแก่ที่มีอาการปวดเมื่อยได้ง่าย   ซึ่งส่วนมากจะไม่นิยมกันหากไม่มีความจำเป็นจริง ๆ เพราะถือว่าไม่สุภาพ

วิธีการรับประทานข้าวนึ่ง   การรับประทานข้าวนึ่งหรือข้าวเหนียว   จะรับประทานด้วยมือเป็นหลัก  โดยจะใช้มือใดมือหนึ่ง (ที่ใกล้กับกล่องข้าว)  ฅดเข้า คือคดข้าวมาไว้กำมือหนึ่ง และกำไว้ในมือที่ไม่ถนัด แล้วใช้มือที่ถนัดบิดข้าวเหนียวขนาดพอดีคำ ปั้นเป็นก้อนกลม เพื่อไม่ให้ข้าวยุ่ยแตกออกจากกันเมื่อจิ้มน้ำแกง    บางคนอาจใช้หัวแม่มือหยักลงไปบนก้อนข้าวนั้นให้เป็นหลุมเล็กน้อย    ซึ่งเรียกว่าหักหน้าวอก  เพื่อวักอาหารได้มากขึ้น  หากรับประทานฝืดคออาจใช้ช้อนตักน้ำแกงซด หรือใช้ก้อนข้าวจุ่มน้ำแกงให้ชุ่มพอประมาณใส่ปากกิน ก็ได้
สิ่งที่ไม่ควรกระทำในระหว่างรับประทานอาหาร   การรับประทานอาหารนั้นมารยาทถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  เนื่องจากเป็นการนั่งอยู่กันพร้อมหน้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่  ผู้ใหญ่ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็ก ส่วนเด็กต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ อีกประการหนึ่งคือ ข้าวปลาอาหาร ถือเป็นสิ่งมีพระคุณที่หล่อเลี้ยงชีวิตต้องให้ความเคารพด้วยเช่นกัน  ดังนั้นในการรับประทานอาหารจึงมี
ข้อห้าม หรือสิ่งที่ไม่ควรกระทำ คือ
- ไม่ผายลม ขณะรับประทานอาหาร

- ไม่ถ่มถุย ขณะรับประทานอาหาร

- ไม่กล่าวสิ่งที่น่ารังเกียจ เช่น อุจจาระ เป็นต้น ขณะรับประทานอาหาร

- ไม่เล่นหยอกล้อเล่นกัน ขณะรับประทานอาหาร

- ไม่ทะเลาะกัน ขณะรับประทานอาหาร

- ไม่หัวเราะ ขณะรับประทานอาหาร

- ไม่พูดมาก ดังที่ภาษิตว่า “ดักเมื่อกินเข้า ดักเมื่อเข้านอน” (ดัก-เงียบ, เข้า-ข้าว”)

- ไม่เอาช้อนเคาะกัน ไม่เอาช้อนเคาะถ้วยชามหรือขันโตกให้เกิดเสียงดัง

- ไม่นินทาผู้อื่นในขณะกินข้าว (เชื่อว่าจะทำให้ผู้ถูกนินทาฝันถึงอวัยวะเพศของผู้นินทา)

- ไม่ใช้ช้อนคนแกงหรืออาหารจนหกล้นถ้วย

- ไม่ไซ้หรือตักค้นหากินเฉพาะสิ่งที่ตนเองชอบกินเท่านั้น

- ไม่กินบกจกลง คือ คดข้าวหรือตักกินอาหารเฉพาะตรงกลาง

- ไม่ใช้ปากเล็มหรือเลียข้าวและอาหารที่ติดมือ หรือจูบมือที่เปื้อนอาหาร

- เมื่ออิ่มแล้วไม่บ่นว่า “คัดท้อง-กั๊ดต๊อง” ถือเป็นคนโง่ ไม่รู้จักประมาณตน

- ไม่จกหม้อแกง คือ ไม่แอบกินก่อนหรือลับหลังผู้อื่น โดยตักหรือหยิบกินคาหม้อแกง


เมื่อผู้ใดรับประทานอาหารอิ่มก่อนก็สามารถลุกขึ้นไปดื่มน้ำได้ เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย  เด็ก  ๆ  หรือผู้อ่อนอาวุโสจะเป็นผู้เก็บสำรับอาหาร ข้าวเหนียวที่เหลือกินจะเก็บใส่กล่องข้าว  ตามเดิม  ไว้รับประทานมื้อต่อไป  ส่วนอาหารที่เหลือในชามถ้าเหลือมากจะใช้ฝาชีครอบไว้หรือเก็บไว้ก่อนในตู้กับข้าว  ปัจจุบันมีตู้เย็นก็เก็บไว้ในตู้เย็น  แต่ถ้าเหลือน้อยหรือเป็นเศษอาหารจะนำไปเทใส่ หม้อเข้า-หมู สำหรับให้หมูกินต่อไป เมื่อคนกินข้าวแล้วจึงจะเอาข้าวให้หมากิน
สำหรับผู้ใหญ่   หลังรับประทานอาหารอาจมีการอมเหมี้ยง  เคี้ยวหมาก สูบบุรีขี้โย  ส่วนอาหารว่างนั้น  ตามธรรมเนียมล้านนาแล้วไม่มี แต่อาจมีอาหารกินเล่นในบางครั้ง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและผลผลิตทางการเกษตรของครัวเรือน  เช่น  ถั่วลิสงต้ม  ถั่วเหลืองต้ม  มันเทศต้ม ข้าวโพดต้ม มะม่วงสุก เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.lannaworld.com/