ผิดพลาด

พ่อผอง เกตุพิบูลย์ ปราชญ์ชาวบ้าน

พิมพ์


011

ปรัชญาของ ปราชญ์ พ่อผอง เกตุพิบูลย์
พึ่งผู้อื่น พึ่งได้ชั่วครั้งชั่วคราว พึ่งตัวเอง พึ่งได้ตลอดชีวิต

ขอแนะนำ ทำเกษตร ผสมผสาน

ต้องมีงาน หลายอย่าง ในนาสวน
ก่อนลงมือ ถือเครื่องเขียน เพียรคำนวณ
ตามขบวน การผลิต คิดดัดแปลง
แบ่งพื้นที่ ออกเป็น ที่อาศัย
สักกี่ไร่ ตามแต่ จะเหมาะสม
ที่เหลือนั้น เอาสามหาร งานบรรจง
ปลูกพืชลง จัดแหล่งน้ำ และทำนา
ให้ล้อมรั้ว รอบไว้ ให้มั่นคง
ไม้ยืนต้น ปลูกไว้ เป็นทิวแถว
ควรปลูกห่าง กันบ้าง ไปตามแนว
ปลูกเป็นแถว งามตา ให้น่าดู
สัก ประดู่ สะเดา ช้าง ปลูกข้างรั้ว
ไม่ต้องกลัว เบียดบัง ไม้ผลอื่น
ปลูกเอาไว้ หลายปี ได้ทุนคืน
ได้ทำฟืน ทำบ้าน สำราญใจ
มะพร้าวหมาก ปลูกแซม ไว้ในสวน
แต่ก็ควร ปลูกไผ่ เอาไว้บ้าง
เพราะเป็นไม้ ใช้สอย ได้หลายทาง
ควรปลูกห่าง ไม้อื่น สักสี่วา
พืชหลายชนิด เราปลูก รวมกันได้
ไม่ทำลาย พึ่งพากัน ไม่หวั่นไหว
พริก ชะพลู ปลูกใต้ร่ม ไม่เป็นไร
งอกงามได้ เจริญดี มีไว้กิน
บ่อเลี้ยงปลา จัดหาไว้ ในที่ลุ่ม
ปลูกกล้วยคลุม ตามคันบ่อ และมะเขือ
ข่า ตะไคร้ ปลูกเอาไว้ ให้เหลือเฟือ
อย่าให้เหลือ ที่ว่าง เป็นทางยาว
ปลาหลายชนิด เราเลี้ยง รวมกันได้
จีน นิล ดุก ยี่สก เทศ ตะเพียนขาว
ใส่ปุ๋ยคอก ให้น้ำเขียว ไม่เหม็นคาว
ขอให้ชาว เกษตรกร คิดพัฒนา
เลี้ยงไก่ไข่ นกกะทา บนคันบ่อ
แรงงานพอ เลี้ยงสุกร เป็นออมสิน
สัตว์เหล่านี้ จะถ่าย ให้ปลากิน
ได้ทรัพย์สิน ดินก็ดี มีให้เรา
ข้อสำคัญ ต้องขยัน อดทนบ้าง
เป็นแบบอย่าง ลูกหลานเหลน ให้ยึดถือ
ใช้ความรู้ และเทคนิค เป็นเครื่องมือ
นี่ก็คือ ดูกสันหลัง ของชาติไทย
ในท้ายนี้ ขอเชิญชวน เกษตรกรของไทยทุกถ้วนหน้า
ขอเชิญมา ทำเกษตร ผสมผสาน
ใจก็เบิกบาน รายได้ก็ดี มีสุขเอย
เอย
พ่อผอง เกตพิบูลย์
ปราชญ์ชาวบ้าน และคุณครูนักพัฒนา

พ่อผอง เกตพิบูลย์ ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดขอนแก่น และคุณครูนักพัฒนาคนสำคัญ ผู้เจริญรอยตามพระยุคลบาท เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต และเข้าถึงธรรมะบนรากฐานของความรัก ผู้ขยายเครือข่ายการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองของชาวบ้านโนนพริก
แม้ว่าอายุล่วงเลยมาถึง 70 ปี พ่อผอง และแม่จันทรา เกตพิบูลย์ แห่งบ้านโนนพริก อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ดูเหมือนยิ่งนานวันยิ่งแข็งแรงขึ้นด้วยการร่วมแรงร่วมใจสร้างสวนจันทรา มาตั้งแต่ปี 2534 จนทำให้ทั้งสองท่านมีความสุขขึ้นมากทั้งกาย ใจ และสังคม รางวัลพระธาตุนาดูรทองคำที่ได้รับจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อ 21 ธันวาคม 2541 ที่ผ่านมาไม่เป็นเพียงความภาคภูมิใจของคนในครอบครัวของพ่อผอง เท่านั้น หากเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาวเครือข่ายการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองทุกคน

พ่อผองเกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2473 จบการศึกษาแล้วเริ่มอาชีพเป็นครูที่ดี ทั้งสายผู้สอนและสายผู้บริหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 จนเกษียณอายุในตำแหน่งครูใหญ่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2534 มีบุตรสาว 1 คน และบุตรชาย 5 คน

ผลงาน
พ่อผองได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย ดังนี้
1. รางวัลโล่ห์สิงห์ทอง จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สาขาผู้นำอาชีพก้าวหน้า จังหวัดขอนแก่น ปี 2541      โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น
2.รางวัลพระราชทานพระธาตุนาดูนทองคำจากสมเด็จพระเพรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2541     โดยการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
3. เกียรติบัตรอาสาสมัครไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชนประจำปี 2541 โดยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
4. เกียรติบัตร "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2542 โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจังหวัดขอนแก่น
5. เกียรติข้าราชการบำนาญดีเด่น ประจำปี 2542 โดยสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอพล
6. เกียรติบัตรข้าราชการบำนาญดีเด่น ประจำปี 2542 โดยเขตพัฒนาคุณภาพการศึกษาทักษิณ (เขต 5)
7. รางวัลคนค้ำคูณเมืองขอนแก่น ประจำปี 2543 โดยมูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตดี จังหวัดขอนแก่น
8. เกียรติบัตรเกษตรผสมผสานสาขาไร่นาสวนผสม ประจำปี 2544 โดยสำนักงานการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การทำเกษตรประณีต 1 ไร่ เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนของคนอีสาน ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าคนยากจน มีที่ทำกินน้อยจะทำอย่างไรจึงจะพึ่งพาตนเองได้ และมีสุขภาพดี ครอบครัว มีความสุข คือ ทำให้ตัวเองอยู่รอดก่อนจะรวย และอาจกล่าวได้ว่าเกษตรประณีต 1 ไร่ เป็นรากฐานที่มั่นคงของเศรษฐกิจพอเพียงอันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนของคนอีสาน นั่นเอง

การทำเกษตรประณีต เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ของเกษตรกร จากการคิดเพียง 1 ไร่ คือ ที่ดิน 1,600 ตารางเมตร ไม่มีการคำนวณและคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้มากนัก การคิดว่า 1 ไร่มี 1,600 ตารางเมตร หยาบเกินไป อาจจะต้องคิดเป็นตารางฟุต ตารางนิ้ว หรือตารางเซนติเมตรไปเลย เป็นการท้าทายให้ไม่คิดเฉพาะดิน แค่ใต้ดินก็สามารถปลูกพืชได้ เช่น ปลูกมันเทศซึ่งลงหัวในดิน เหนือดินขึ้นไป 2 ชั้น 3 ชั้น ก็มีต้นไม้มีนก และมีสัตว์ต่าง ๆ รอบ ๆ แปลงปลูกชะอมได้กว่า 500 ต้น เก็บเกี่ยวแต่ละต้นจะมีกินมากมาย มีเหลือแจกเพื่อน เหลือแจกนำไปขาย พื้นที่เหนือดินปลูกฟัก น้ำเต้า ในแปลงปลูกผักไม้ผล ไม้ใช้สอย พื้นที่ว่างเลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด เป็นต้น

ถอดเครื่องแบบครูสู่ท้องนา
ตามแนวพระราชดำริ

ปราชญ์ชาวบ้าน "ครูบำนาญผู้เจริญตามรอยพระยุคลบาท"
พ่อผองถือเป็นตัวอย่างของข้าราชการบำนาญที่ตั้งใจศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางทฤษฎีใหม่ ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน มีความหวัง มีความฝัน และมีแผนปฏิบัติการ มีผู้ทำตามอย่างใกล้ชิด 109 คน มีคนมาดูงานตั้งแต่ปี 2538 นับได้ถึง 3000 คนเศษ กลายเป็นชีวิตหลังเกษียณที่ไม่เหี่ยวเฉา ไม่ป่วยง่าย ไม่ตายเร็ว เป็นการแก่เฒ่าอย่างมีคุณค่าและชราอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งทั้งหมดพ่อผองกล่าวว่า "เป็นเพราะบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทำให้มีวันนี้ได้"

หลังเกษียณอายุราชการ พ่อผองได้เจริญตามรอยพระยุคคลบาท เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต โดยเปลี่ยนไร่นา 42 ไร่ ให้เป็นบ่อกักเก็บน้ำรวม 11 บ่อ รวมพื้นที่ 13 ไร่ เป็นพื้นที่ทำนา 13 ไร่ และพื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นผลไม้ และไม้ป่า

เมื่อออมน้ำได้ พ่อผองได้ปลูกพืชระยะสั้น เช่น กล้วย มะละกอ และน้อยหน่า กินมีเหลือแจกญาติพี่น้อง และขายสู่ท้องตลาด และที่สำคัญ ต้นไม้ระยะยาวที่เพียรพยายามปลูกไว้เมื่อ 8 ปีก่อน ทั้งไม้ผลและไม้ป่า 3,000 กว่าต้น เป็นบำนาญชีวิตของสามีภรรยาคู่นี้ ทุกคนแอบชื่นชมกับท่านทุกครั้งที่ผ่านมาสวนจันทราแห่งนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตดีขึ้นหมด
พ่อผองได้สรุปบทเรียนชีวิตเพื่อให้คนอื่น ๆ เจริญรอยตามได้ดังนี้
ก) เศรษฐกิจดีขึ้น โดย
1) รายรับ พ่อผองได้วิเคราะห์รายรับในปีที่ผ่านมาน่าสนใจมากดังนี้
1.1) จากการรับประทานเอง 365 วัน
วันละ 100 บาท 36,500 บาท
1.2) จากน้อยหน่า 26,000 บาท
1.3) จากกล้วย 5,000 บาท
1.4) จากมะม่วง 15,000 บาท
1.5) จากมะนาว 5,000 บาท
1.6) จากมะกอกน้ำ 25,000 บาท
1.7) จากข้าว 30,000 บาท
1.8) จากหมู 25,000 บาท
1.9) จากไก่ 5,000 บาท
1.10) จากปลา 5,000 บาท
1.11) จากข้าวโพด และถั่วลิสง 10,000 บาท
1.12) จากละมุด 5,000 บาท
รวมเป็นเงิน 192,500 บาท
2) รายจ่ายตลอดปีมีดังนี้
2.1) ปุ๋ยคอก 5,000 บาท
2.2) น้ำมันสูบน้ำ 10,000 บาท
2.3) ไฟฟ้า 2,500 บาท
2.4) พันธุ์ปลา 5,000 บาท
2.5) พันธุ์พืช 6,000 บาท
รวม 28,500 บาท
3) กำไรสุทธิ
42 ไร่ มีกำไรสุทธิ = รายรับ - รายจ่าย
= 192,500 - 28,500 บาท
= 164,000 บาท
1 ไร่ มีกำไรสุทธิ = 3,900 บาท
ข) สิ่งแวดล้อมดีขึ้นมาก ดังนี้
1. ดินดีขึ้น เพราะไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีเลยใช้แต่อินทรีย์วัตถุ
2. มีน้ำอุดมสมบูรณ์ขึ้นถึง 11 บ่อ ปริมาตรประมาณ 10,000 คิว
3. อากาศดีขึ้น ร่มรื่นขึ้นจากต้นไม้ยืนต้นที่เติบโตขึ้นทุกวัน
4. มีต้นไม้ใหญ่ทั้งไม้ผล และไม้ป่าที่หลากหลาย 3109 ต้น ดังนี้ คือ มะม่วง 500 ต้น, กล้วย 500 ต้น, น้อยหน่า 450 ต้น, มะกอกน้ำ 250 ต้น, สะเดา 200 ต้น, มะนาว 150 ต้น, มะละกอ 150 ต้น, ฝรั่ง 150 ต้น, มะขามเทศ 150 ต้น, นุ่น 100 ต้น, มะขาม 100 ต้น, ละมุด 100 ต้น, ส้มโอ 70 ต้น, ประดู่ 50 ต้น, สัก 50 ต้น, กะท้อน 30 ต้น, ขี้เหล็ก 20 ต้น,ไผ่ 20 กอ, แค 20 ต้น 20 ต้น, ขนุน 10 ต้น, กระถิน 10 ต้น, คูณ 10 ต้น, อีทึก 9 ต้น, หมาก 5 ต้น และมะรุมอีก 5 ต้น

ค) มีความสุข
ทุกวันนี้ นอกจากการกินอิ่มอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีเรื่องกลุ้มใจจนนอนไม่หลับแล้ว ยังพบกับความอิสระ และความภาคภูมิใจในทุกด้านเข้าถึงธรรมะบนรากฐานของความรัก และความเอื้ออาทรต่อกันทั้งระหว่างเพื่อนมนุษย์กับเพื่อนมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
จึงไม่น่าแปลกใจที่เครือข่ายการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองของชาวบ้านโนนพริก ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิก 41 ครัวเรือน และนี่คือคุณครูนักพัฒนาคนสำคัญของเรา

ขอบคุณข้อมูลจาก http://khonkaen.nfe.go.th/pong/index.html