คนใบ้ในห้องเรียน 1-2

PDFพิมพ์อีเมล

คนใบ้ในห้องเรียน ตอนที่ 1

สมัยเด็กในห้องเรียน ผมไม่กล้าเถียงครู ไม่กล้าถาม ไม่กล้ายกมือ ไม่กล้าแย้งแม้รู้ว่าครูผิด โรคกลัวครูเรียกนี้ติดมาจนโต จนแม้เรียนชั้นปริญญาโท! เรื่องนี้มีสองประเด็น : หนึ่งคือ ทำไมเด็กนักเรียนไม่กล้าถามครู สองคือ ทำไมเด็กนักเรียนไม่กล้าบอกว่าครูผิด

ข้อแรกเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนสมัยก่อนมาก เมื่อครูเรียกให้นักเรียนตอบคำถามหรือแสดงความเห็น นักเรียนสักครึ่งชั้นอาจหลบตาครู ภาวนาว่าครูไม่เรียกชื่อของเขา

ส่วนข้อสองนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่าข้อแรก
ผมอยู่กับจินตนาการมาตลอดชีวิต ยิ่งเมื่อรู้จักโลกหนังสือ ความฝันยิ่งขยายพื้นที่ไปไกลไร้ขอบเขต จินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าหากไม่มีจินตนาการ ชีวิตมนุษย์จะเป็นอย่างไร!

ในหนังสือเรื่อง Profiles of the Future อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก (ที่ผมมักเรียกว่า ปู่อาร์เธอร์) ยกตัวอย่างคลาสสิกหลายกรณีเกี่ยวกับความฝันของมนุษย์ที่ไม่ยอมถูกคำว่า 'เป็นไปไม่ได้' สยบ

เมื่อรัฐสภาอังกฤษได้ข่าวว่า ธอมัส อัลวา เอดิสัน จะประดิษฐ์หลอดไฟ ถึงกับตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เวลานั้นเอดิสันประสบความสำเร็จจากการประดิษฐ์ เครื่องเล่นจานเสียง และ คาร์บอน ไมโครโฟน มาก่อนแล้ว

พวกเขาบอกว่า "ความคิดนี่ดีสำหรับพวกไอ้กัน แต่ไม่คุ้มที่จะปฏิบัติสำหรับนักวิทยาศาสตร์หรอก"

ได้ยินดังนั้น พวกผู้ผลิตแก๊สก็โล่งอก!

เซอร์ วิลเลียม พรีซ หัวหน้าวิศวกรแห่งกรมไปรษณีย์อังกฤษ แสดงความเห็นโดยใช้คำกรีกว่า 'ignis fatuus' (แปลตรงตัวว่า ไฟของคนโง่)

ก่อนหน้าที่พี่น้องตระกูลไรท์ทำการบินในปี ค.ศ. 1903 ที่ คิทตี ฮอว์ก นั้น นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ออกมาประทับตรา 'เป็นไปไม่ได้' ในเวลาไม่กี่ปีพวกเขาก็กลืนคำพูดนั้นลงไป แม้แต่หลังจากที่เครื่องบินลำแรกที่ลอยบนฟ้าแล้ว ยังมีคนเอ่ยคำว่า 'เป็นไปไม่ได้'

หนึ่งในนั้นคือศาตราจารย์ วิลเลียม เอช. พิเคอริง นักดาราศาสตร์มีชื่อเสียง ท่านให้เหตุผลว่าการบินคนสองคนขึ้นฟ้าต้องใช้แรงมาก "ถ้าที่กำลัง 30 แรงม้า เครื่องบินไปได้ที่ความเร็ว 40 ไมล์ต่อชั่วโมง ถ้าจะไปให้ถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ต้องใช้กำลังถึง 470 แรงม้า เห็นชัดว่าด้วยความสามารถของเครื่องจักรของเรา ไม่สามารถทำได้"

ทว่าก่อนที่ท่านศาตราจารย์เสียชีวิตในวัยแปดสิบ ท่านก็ได้เห็นเครื่องบินบินว่อนเต็มท้องฟ้าด้วยความเร็ว 400 ไมล์ต่อชั่วโมง และรับส่งผู้โดยสารมากกว่า 'สักคนหรือสองคน'

เช่นกัน ในวงการจรวด เมื่อความคิดที่จะส่งจรวดออกนอกโลกเกิดขึ้น ศาสตราจารย์ เอ. ดับเบิลยู. บิคเคอร์ตัน ในปี 1926 เขียนว่า "ไอ้ความคิดโง่เง่าที่จะยิงจรวดไปดวงจันทร์เป็นตัวอย่างของความบ้าสิ้นดี..."

ช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจำนวนมากเรียงหน้าออกมาบอกว่า การส่งจรวดออกนอกโลกเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ศาสตราจารย์ เจ. ดับเบิลยู. แคมพ์เบล มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตากล่าวว่า หากจะส่งจรวดออกพ้นโลกจริง ต้องใช้แรงหนึ่งล้านตันที่จะส่งวัตถุหนักเพียงหนึ่งปอนด์

ตัวเลขปัจจุบันคือ หนึ่งตันต่อหนึ่งปอนด์!

ที่พลาดเพราะคำนวณผิด เนื่องจากตั้งค่าตัวแปรบางตัวไม่ถูก

ดร. ริชาร์ด แวน เดอร์ รีท วูลลีย์ นักดาราศาสตร์ที่เพิ่งมารับตำแหน่ง Astronomer Royal อันทรงเกียรติแห่งวงการวิทยาศาสตร์อังกฤษบอกว่า "การเดินทางในอวกาศน่ะรึ? ไร้สาระสิ้นดี"

ปีถัดมาดาวเทียม สปุตนิก 1 ก็ทะยานขึ้นฟ้า

สังเกตว่าคนที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ มักเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น

แม้แต่ ธอมัส เอดิสัน ก็ยังไม่เป็นอิสระจากกรอบไปทุกเรื่อง เขาเคยต่อต้านการใช้กระแสไฟฟ้าสลับของเวสติงเฮาส์อย่างหัวชนฝาว่า มันสู้กระแสไฟฟ้าแบบตรงของเขาไม่ได้ และแพ้อย่างหมดรูป

ศักยภาพของมนุษย์มีมากมาย มาถึงวันนี้พิสูจน์แล้วว่าหากมีคนกล้าฝัน ก็มีคนสามารถทำมันขึ้นมาให้เป็นจริงได้

ความจริงคือการไม่กล้าคิดนั้นพอแก้ได้ แต่การขาดจินตนาการนั้นแก้ไม่ได้ง่ายๆ

เหตุผลคือการพัฒนาของโลกเราเป็นไปแบบปฏิรูปมากกว่าปฏิวัติ โอกาสที่ใครบางคนจะคิดค้นระบบใหม่ ปฏิวัติระบบเก่านั้นน้อยกว่าน้อย ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินพัฒนามาจากนก บอลลูน เรือเหาะ รถยนต์พัฒนาตามลำดับขั้นมาจากเกวียน รถม้า

น้อยครั้งเหลือเกินที่จู่ๆ มีใครบางคนคิดอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครเคยพบเห็นขึ้นมาจากศูนย์ ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นจากความบังเอิญ หรือผลพลอยได้จากการทดลองอย่างอื่น เช่น การบันทึกเสียง, การค้นพบเอ็กซเรย์, ทรานซิสเตอร์, ทฤษฎีสัมพัทธภาพ, การวัดค่าอายุวัตถุโบราณด้วยคาร์บอน 14, เลเซอร์ ฯลฯ เหล่านี้ - ในมุมมองของปู่อาร์เธอร์ - เป็นการขาดจินตนาการที่ติเตียนไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ก้าวเกินวิทยาการของยุคนั้นๆ

ปู่อาร์เธอร์ยกตัวอย่างว่า นักดาราศาสตร์ในสมัยก่อนไม่รู้เรื่องดาวมากเหมือนเดี๋ยวนี้ จึงมีการอธิบายผิดๆ เช่น นักปรัชญา ออกุส คอมเต เขียนในหนังสือ Cours de Philosophie Positive (1835) เกี่ยวกับดาราศาสตร์ว่า

"เราสามารถเห็นรูปทรงของดวงดาว ระยะทาง ขนาด ทิศทาง แต่เราไม่มีทางรู้อะไรเกี่ยวกับสภาพทางเคมี หรือโครงสร้างแร่ธาตุ และยิ่งยากที่จะรู้ถึงสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวดาวนั้น..."

นี่ไม่ใช่ความผิดของผู้เขียนที่ไม่สามารถจินตนาการไปไกลกว่าเทคโนโลยีศตวรรษที่ 19 เพราะไม่มีใครในยุคนั้นที่สามารถจินตนาการว่าวันหนึ่งโลกจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Spectroscope ซึ่งสามารถเผยโครงสร้างทางเคมีของดาว และยังช่วยในการค้นพบดาวที่ไกลออกไปมากๆ จำนวนมหาศาล

อีกหนึ่งตัวอย่างหนึ่งของการขาดจินตนาการคือ รัทเธอร์ฟอร์ด นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งวางรากฐานเกี่ยวกับอะตอม ท่านมักหัวเราะเยาะผู้ที่คิดว่าวันหนึ่งเราจะสามารถปลดปล่อยพลังงานที่เก็บอัดในมวลสาร

ห้าปีหลังจากที่ท่านเสียชีวิต โลกก็มีการทดลอง 'ปฏิกิริยาลูกโซ่' เป็นครั้งแรกที่ชิคาโก

แม้กระทั่งไอน์ไตน์ก็ยังกระแนะกระแหนต่อการศึกษา ควอนตัม ฟิสิกส์ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครตั้งทฤษฎีใหม่มาทำลายมันลง

ทำไมคนเก่งเหล่านี้จึงพลาดได้? พวกเขาเป็น 'เซียน' ในสาขาชีพของพวกเขา แต่ก็พลาดอย่างไม่น่าเชื่อ

ในโลกของจินตนาการ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดมีชื่อเสียงที่สุดจะถูกเสมอไป

ปู่อาร์เธอร์จึงพูดเป็นเรื่องตลกโดยการตั้ง กฎสามข้อของคลาร์ก (Clarke's Three Laws) ขึ้นมาโก้ๆ ว่า

กฎข้อที่ 1 : หากนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและสูงอายุคนใดบอกว่าเป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้อย่างสูง หากบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขามีโอกาสผิดสูงมาก

กฎข้อที่ 2 : ทางเดียวที่จะค้นพบข้อจำกัดของความเป็นไปได้ก็คือการล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ของความเป็นไปไม่ได้สักเล็กน้อย

กฎข้อที่ 3 : เทคโนโลยีชั้นสูงมากๆ นั้นมักแยกไม่ออกจากมายากล สำหรับกฎข้อที่ 1 ปู่อาร์เธอร์ปล่อยมุขต่อมาว่า คำว่า 'สูงอายุ' นั้นต้องขยายความสักหน่อย

'สูงอายุ' ในสาขาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์คือมากกว่า 30

'สูงอายุ' ในสาขาอื่นคือมากกว่า 40

ส่วนพวกที่อายุมากกว่า 50 เหมาะสำหรับใช้ไปประชุมบอร์ดมากกว่าอย่างอื่น และห้ามให้เข้าห้องทดลองอย่างเด็ดขาด!

อาจจะจริงอย่างที่เขาว่า นักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ทั้งหลาย เช่น เซอร์ ไอแซค นิวตัน (ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ผู้ตั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพ) เจมส์ วัตสัน กับ ฟรานซิส คริก (ผู้ค้นพบดีเอนเอ) ฯลฯ ค้นพบกฎสำคัญในวัยยี่สิบกว่าทั้งนั้น

จินตนาการนั้นเกิดมากับยีน หรือสร้างขึ้นเองได้?

เราจะพัฒนาเด็กของเราให้สามารถใช้ประโยชน์จากจินตนาการมากขึ้นอย่างไร?

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)


วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
22 มีนาคม 2551


คมคำคนคม


An inventor is simply a fellow who doesn't take his education too seriously.

นักประดิษฐ์ก็คือคนที่ไม่เอาจริงเอาจังกับการศึกษาเท่าไร

Charles F. Kettering
ชาร์ลส์ เอฟ. เค็ตเตอริง
(1876-1958)

คนใบ้ในห้องเรียน ตอนที่ 2

กฎหกข้อของปู่หลี่

ศาสตราจารย์หลี่หยวนเซ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาเคมี ในปี 1986 (ขอเรียกว่า ปู่หลี่) กล่าวว่า จุดอ่อนของโรงเรียนแถบประเทศทางเอเชียคือ การขาดความคิดสร้างสรรค์ นักเรียนถูกสอนเพียงให้แก้ปัญหาของข้อสอบ และเพื่อสอบผ่านด้วยคะแนนสูงๆ เท่านั้น น้อยมากถูกสอนให้หัดคิดเพื่อจะเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต

จินตนาการนั้นเกิดมากับยีนหรือไม่ ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพราะความรู้ของเราเกี่ยวกับการทำงานของสมองยังอยู่ในระยะตั้งไข่

เมื่อไอน์สไตน์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1955 นั้น หมอท่านหนึ่งแห่งโรงพยาบาลพรินสตันได้ผ่าสมองของเขามาออกมาสำรวจดู มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย บางรายงานว่ารายหยักของสมองของเขาไม่เหมือนคนทั่วไป บางรายงานว่าจำนวนนิวรอนในสมองของเขามากกว่าคนทั่วไป สมองบางซีกกว้างกว่าของคนทั่วไป ฯลฯ แต่จนบัดนี้ก็ยังหาข้อแตกต่างระหว่างสมองของไอน์สไตน์กับสมองของคนทั่วไปอย่างฟันธงไม่ได้

ใช่! อัจฉริยะมีจริงในโลก แต่จะมีสักกี่คนในโลกที่มีสมองระดับ 'สวรรค์ประทาน'? และนั่นมิได้หมายความว่าคนทั่วไปจะมีความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้

ในมุมมองของปู่หลี่ ท่านเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ปลูกฝังขึ้นมาได้ ภายใต้การสั่งสอนและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ปู่หลี่กล่าวว่า นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจต้องเริ่มจากการที่นักเรียนกล้าบอกครูตรงๆ ว่า "ผมคิดว่าบางทีครูอาจผิดก็ได้นะครับ"

ในประเทศทางเอเชียหลายประเทศ นักเรียนไม่ค่อยชอบถามครู อาจเป็นได้ที่เกิดความแขยง เนื่องจากบางคำถามได้รับคำตอบกลับมาว่า "เธอยังเด็กเกินไปที่จะรู้" คำตอบแบบนี้ทำลายความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรง ผู้ใหญ่ต้องเลิกคิดก่อนว่า เด็กเป็นพวกที่ยังไม่รู้เรื่อง

ก่อนอื่นครูต้องไม่ตอบเด็กว่า 'เธอยังเด็กเกินไปที่จะรู้' คำตอบแบบนี้ทำลายความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรง ผู้ใหญ่ต้องเลิกคิดก่อนว่า เด็กเป็นพวกที่ยังไม่รู้เรื่อง

พ.ศ. นี้เรายังสอนเด็กแบบนี้อยู่เลย

อีกเรื่องหนึ่งคือ นักเรียนเอเชียมักคิดว่าครูเป็นผู้รู้ทุกอย่าง นี่ก็เป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่งทางการศึกษา เพราะบนพื้นฐานความเชื่อนี้ นักเรียนจะไม่มีทางกล้าแหวกกฎ คิดอะไรใหม่ๆ ออกมา

ปู่หลี่ว่า อาจารย์ที่ 'รู้ทุกอย่าง' มักเป็นพวกที่ไม่ค่อยได้ทำการวิจัยเอง ได้แต่อ้างงานของคนอื่นเท่านั้น แต่อาจารย์ที่บอก "ฉันไม่รู้" บางครั้งสามารถสร้างอะไรใหม่ๆ ออกมามากกว่า

เพราะความไม่รู้เป็นต้นกำเนิดของความรู้

ในกรณีของไอน์สไตน์ เขาเป็นตัวอย่างของผู้ที่ไม่ตามระบบ เกลียดการเรียนการสอนแบบ 'จับยัด' จึงกลายเป็นนักเรียนที่ครูไม่ชอบ และได้คะแนนต่ำ สอบผ่านแบบหวุดหวิดเพราะเพื่อนช่วยให้อ่านโน้ต และด้วยความช่วยเหลือของพ่อของเพื่อนคนนั้น เขาจึงได้งานทำในแผนกจดสิทธิบัตรในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ซึ่งเขาว่างมากจนมีเวลาคิดปัญหาต่างๆ ทางฟิสิกส์

ไอน์สไตน์เคยบอกว่า นักฟิสิกส์ควรหางานประจำทางอื่นที่ไม่ใช่ฟิสิกส์ และทำฟิสิกส์ในเวลาว่าง เขาบอกว่าอาชีพที่เขาคิดไว้คือช่างประปา (ต่อมาภายหลังสหภาพช่างประปามอบตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ให้ไอน์สไตน์)

ประเด็นสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ความพิสดารของทฤษฎีที่มีชื่อเสียงของเขา แต่อยู่ที่กระบวนการที่ทำให้เขาสามารถคิดอะไรแบบนั้นออกมา หากไอน์สไตน์เป็นคนเรียนเก่งตามระบบ ทฤษฎีสัมพัทธภาพและความคิดเรื่อง กาล-อวกาศ คงถูกคิดช้าไปอีกหลายสิบปี

ประเด็นคือ การกล้าคิดในมุมมองใหม่ที่แย้งกับมุมมองเดิมที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ดี

ตัวอย่างคลาสสิกก็คือ กรณีของนิวตันกับไอน์สไตน์

ในปี ค.ศ. 1666 เซอร์ ไอแซค นิวตัน คิดค้นงานสุดปราดเปรื่องเรื่องแรงโน้มถ่วง แรงที่ดึงดวงดาวเข้าด้วยกันนั้น ความจริง 1666 เป็นปีที่นักฟิสิกส์ยกเป็นปีทองทางวิทยาศาสตร์ คู่กับปี 1905 ซึ่งเป็นปีที่ไอน์สไตน์คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ 1666 ยังเป็นปีที่นิวตันประดิษฐ์แคลคูลัส ผลงานของนิวตันชิ้นนั้นใช้การได้จนทุกวันนี้ และคงไม่มีคนฉลาดคนใดกล้าคิดแย้งต่อกฎของนิวตันที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว แต่ไอน์ไตน์กล้าคิด

ผลที่ตามมาคือทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ละเอียดอ่อน อธิบายบางจุดได้ดีกว่า กล่าวคือกฎของนิวตันใช้ได้ในสเกลเล็กของจักรวาล จนถึงวันนี้การส่งจรวดไปนอกโลกยังต้องใช้การคำนวณตามกฎของนิวตัน ทว่าหากเป็นสเกลใหญ่ระดับจักรวาล ทฤษฎีของไอน์สไตน์อธิบายได้ดีกว่า ทั้งสองอันเสริมซึ่งกันและกัน

ตัวอย่างนี้บอกเราว่า หากจะก้าวไปข้างหน้า เราต้องกล้าคิดแย้ง


เป็นที่น่าสังเกตว่า การรับเด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ของอเมริกา ไม่ได้ดูที่คะแนนเกียรตินิยม หรือ A ทุกตัวเลย เพราะมันไม่ได้รับประกันเรื่องความคิดสร้างสรรค์ จดหมายแนะนำว่า เด็กคนนี้คิดเก่ง ถามเก่ง อาจมีน้ำหนักกว่าเกรดดีๆ เสียอีก

ปู่หลี่มีคำแนะนำหกข้อ สำหรับการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ :

1 คิด เอง และตั้งคำถามต่อคำตอบที่เขาว่าถูกต้องแล้วเสมอ ให้ความสำคัญกับการเรียนด้วยตัวเองมากกว่าการเรียนจากครู

2 ถาม คำถามที่ดี

3 มอง ปัญหาด้วยมุมมองทุกมุม ชั่งน้ำหนักของข้อดีข้อเสียของทุกเรื่อง

4 สืบสวน เรื่องหนึ่งๆ จนทะลุ

5 ขบคิด ปัญหาที่ไม่มีคำตอบถูก-ผิด เพื่อที่จะหัดให้คิดลึกเป็น

6 เคารพ นักเรียนคนอื่นๆ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะอ่อนวัยกว่าคุณแค่ไหน

ระบบการเรียนการสอนของหลายประเทศในโลกยังต้องปรับปรุง ก่อนอื่นอาจต้องมองต่างมุมว่า อาจมีวิธีการเรียนการสอนแบบอื่นๆ ที่ทำให้เด็กใช้ศักยภาพได้เต็มที่

หากปรับคำพูดของปู่อาร์เธอร์ เราอาจได้กฎสามข้อของการเรียนการสอนแบบใหม่ว่า

กฎข้อที่ 1 : หากครูอาวุโสบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขามีโอกาสผิดสูงมาก

กฎข้อที่ 2 : ทางเดียวที่จะค้นพบศักยภาพของนักเรียนก็คือ การยอมให้เขาคิดออกนอกบทเรียน

กฎข้อที่ 3 : ผลลัพธ์ของการให้นักเรียนรู้จักใช้สมองคิดเองแต่เด็กนั้นมักแยกไม่ออกจากมายากล

และท้ายที่สุด... ครูต้องให้สร้างบรรยากาศให้ห้องเรียนปลอดเชื้อโรค 'ใบ้' เพราะหากนักเรียนติดโรคนี้แล้ว มันรักษายากจริงๆ!


วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
29 มีนาคม 2551


คมคำคนคม


The secret of education lies in respecting the pupils.

ความลับของการศึกษาอยู่ที่การเคารพนักเรียน

Emerson
อีเมอร์สัน

Comments

Please login to post comments or replies.
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

รวมภาพต่างๆ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
Online (20 minutes ago): 33
Your IP: 38.107.179.244
,
Now is: 2012-05-22 17:55
เรามี 27 บุคคลทั่วไป ออนไลน์