สำนึกรักบ้านเกิด 2

PDFพิมพ์อีเมล



จริงอยู่...กาลเวลาย่อมเปลี่ยนไป สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ชีวิตล่วงเลยวัย จากทารกน้อยแบเบาะตีนเท่าผาหอย เติบโตชะรอยเป็นเด็กไร้เดียงสา สนุกสนานตามเวลา ประสาของเด็กน้อยๆ นับวันเจ้าเด็กน้อยเริ่มโตใหญ่ ก้าวเข้าสู่วัยแห่งหนุ่มสาว เริ่มหลงรักตัวเองและเพื่อนฝูง ต่างคนต่างแสวงหาการศึกษา เพื่อความก้าวหน้าของตนเอง หลายคนจบชั้นประถม ไม่ได้เรียนต่อ ต่างดิ้นรนไขว่คว้าหางาน เพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก หลายคนมีโอกาสได้รับการศึกษาต่อ ก็ต่างมุ่งหน้าศึกษา เพื่อความก้าวหน้าในอนาคตของตนเอง ทั้งสองคน ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน ต่างคนต่างดิ้นรน บางคนไปได้ดี มีงานทำที่ดี บางคนเจอมรสุมรุมเร้า บางครั้งอ่อนแอท้อแท้สิ้นหวัง หมดพลังกายใจ ร้องไห้กับความผิดหวังช้ำซาก แต่ทำไงได้ เมื่อเลือกไม่ได้ก็ต้องทำ....

จวบจนทุกคนเข้าสู่วัยกลางคน ก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ความรู้สึกนึกคิด สามัญสำนึก เริ่มกลับเข้ามาสู่หัวสมอง นึกย้อนถึงเรื่องราวที่ผ่านพบ ประสบการณ์ที่ผ่านมา นึกถึงอดีตความผิดพลาด โอกาส และความสำเร็จที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายคน นึกและพูดออกมาว่า " เราผ่านมันมาได้อย่างไร ?" เมื่อหวนระลึกถึงความหลัง หลายครั้ง เรายังเสียดายเวลาโอกาสที่สูญเสียไป ลืมทำบางสิ่งที่ควรทำ ลืมคนใกล้ชิด ลืมเพื่อนลืมฝูง ลืมญาติมิตร บางคนลืมแม้กระทั่งบ้านของตนเอง ลืมกลิ่นโคลนสาปควาย ลืมแม้กระทั่ง พื้นเพ ภาษา วัฒนธรรมของตนเอง....
มีนักปราชญ์ท่านได้กล่าวไว้ว่า จากหนังสือของท่าน ว.วชิรเมธี หากจะถามว่า พระพุทธเจ้าทรงประทานเครื่องมือสำหรับเป็นเกณฑ์ มาตรฐานที่ใช้วัดความเป็นคนดีเอาไว้บ้างไหม ขอตอบว่า พระพุทธเจ้าทรงประทาน เอาไว้ด้วยเหมือนกัน พระองค์ทรงเรียกเครื่องมือนั้นว่า "ความกตัญญูกตเวทิตา"

กตัญญญูคือ รู้ว่าคนไหนทำคุณหรือมีคุณแก่ตนมาก่อน

กตเวทิตาคือ รู้ว่าควรตอบแทนคุณท่านอย่างไร แล้วหาทางตอบแทนให้สมกัน

พระพุทธพจน์ง่ายๆที่พระองค์ตรัสไว้ให้ถือเป็นหลักในเรื่องนี้ก็คือ "ภูมิ เว สัปปุรสานัง กตัญญูกตเวทิตา" ความเป็นคนกฑัญณูกตเวทีคือพื้นฐานของคนดี ต่อมาสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทว) ได้แต่งเลียนแบบเพิ่มขึ้นมาอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเมืองไทยดีกว่าจำนวนแรก คือ

นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทตา"

ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

คนเราทุกคนล้วนตกเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นด้วยกันทั้งนั้น ใครก็ตามที่กล้า ประกาศตนว่า เขาได้ดีมีสุขอยู่ทุกวันนี้ เพราะผลแห่งการต่อสู้ของตนเองโดย ไม่เกี่ยวข้องกับใครเลยนั้น ต้องนับว่าเขาเป็นคนโกหก หรือไม่ก็เป็นคนประเภท วัวลืมตีน หรืออย่างเลวที่สุดก็เป็นคนเขลาเบาปัญญา ที่กล้าเอ่ยวาทะไม่ควร เอ่ยเช่นนี้ออกมาประจานตนเองต่อหน้าวิญญูชน

เมื่อหันมองไปรอบตัวแล้วสำรวจด้วยใจเป็นกลาง เราจะพบว่าชีวิตเริ่มแรก ก็เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่ ต่อมาก็พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย ครูบาอุปัชฌาย์ อาจารย์ เพื่อนบ้าน สิงสาราสัตว์ กุ้งหอยปูปลา พืชผักผลไม้ แม่น้ำลำคลอง อากาศ ผืนดินผืนน้ำ ป่าเขาลำเนาไพร ชาวไร่ชาวนา ต้นหอม ผักชี ข้าวเปลือก ข้าวสาร มังคุด ลิ้นจี่ ลำไย คนกวาดถนน คนเก็บขยะ คนส่งหนังสือพิมพ์.. นายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บุรพมหากษัตริยาธิราช บรรพบุรุษ ฯลฯ

หากเรารู้จักมองโลกด้วยหลักอิทัปปัจจยตาที่ว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ" จะพบว่าชีวิตเรากับชีวิตคนอื่น สัตว์อื่น และ สิ่งอื่น ล้วนเกี่ยวพันกันเป็นห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์อันยืดยาว และกินขอบเขต กว้างขวางเกินกว่าจะประมาณได้ว่ามากมายเพียงไร และกินเวลามาเนิ่นนาน ขนาดไหน กี่ภพกี่ชาติแล้ว ที่เราต้องมาเกี่ยวข้องกันและเป็นหนี้บุญคุณกัน และกันไม่รู้จบสิ้น

ไม่มีใครในจักรวาลนี้เติบโตขึ้นมาเป็นตัวตนอยู่ได้อย่างเสรีโดยไม่มีความ เกี่ยวข้องกับใครและใครเลย คนทุกคนบนโลกนี้หรือแม้แต่สรรพชีพสรรพสัตว์ ในจักรวาลล้วนมีที่มา เฉกเช่นเดียวกับน้ำทุกหยดล้วนมีต้นน้ำ คนที่ปฏิเสธ รากเหง้ากำพืดของตนไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จึงเป็นคนเลวในทัศนะของ พุทธศาสนา ส่วนคนที่ไม่เคยลืมที่มาของตนเองไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือต่ำต้อย ด้อยค่าเพียงไร คือวิญญูชนคนดีที่น่ายกย่องสรรเสริญ

คราวนี้มาถึงความในใจ ที่อยากจะเขียนถึงพี่น้องผองเพื่อนพวกเราสักหน่อย ยังไงต้องขอออกตัว และกล่าวคำขอสูมาขออภัยไว้ก่อน หากข้อความหรือคำพูดใดๆ ไปกระทบกระทั่ง หรืออาจะไปสะกิดสามัญสำนึกของใครหลายคน ส่วนสิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้อาจจะถูกหรือผิด ท่านเท่านั้นที่รับรู้หรือพิจารณาตนเองได้ ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคนนะครับ ส่วนตัวของผมเองแล้ว ใจจริงแล้ว ไม่มีเจตนา หรือความคิดใดเลยในสมอง ที่จะดูถูกความคิดหรือการกระทำของพี่น้องผองเพื่อนเราเลยแม้แต่น้อย ก็อย่าว่ากันเลยนะครับ เพราะผมตั้งใจเขียนออกมาจากหัวใจอันน้อยนิด ของผู้ที่มีความสำนึกรักบ้านเกิด จึงมีความคิดอยากจะฝาก อยากจะย้ำเตือนให้พี่น้องผองเพื่อน นึกถึงหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ของเราบ้าง แค่วันนิด แค่นี้ผมก็คงดีใจมากแล้วครับ อย่างน้อยที่สุด ผมก็จะได้ภาคภูมิใจว่า "ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมได้หว่านเมล็ดพันธุ์ แห่งจิตสำนึก ของพวกเราลงไว้บนพื้นที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา ของพวกเรา

จริงอยู่ มนุษย์เราเลือกเกิดไม่ได้ อันนี้ตามหลักพระพุทธศาสนา ก็ถือตามกฎแห่งกรรม ใครทำกรรมดี ก็ได้เกิดมาเป็นลูกผู้ดีมีฐานะ แต่เราจะไปโทษกฎแห่งกรรมอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเราเกิดมาแล้ว จะเป็นอย่างไร เราก็ต้องรับให้ได้ แต่สำหรับความคิดของผู้เขียนแล้ว การเกิดมาเป็นคนยากจน ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ทั้งความลำบาก การอดทน การเรียนรู้ในการใช้ชีวิต เหนือสิ่งอื่นใด คือ ความภาคภูมิใจ ในการเกิดมาเป็นลูกชาวนาจนๆ คนหนึ่ง ที่ดั้นด้นสู้ชีวิตไปในถิ่นต่างๆทั่วโลก บนถนนทางเดินชีวิต ไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ บางครั้งความสุข ความอยู่รอด ก็แลกมาด้วยน้ำตาหลายๆหยดที่รดลงบนแก้มของพวกเรา

มาย้อนนึกถึงความหลังของพวกเรา ชาวบ้านเกษตรสมบูรณ์ทุกท่าน ในสมัยอดีตเมื่อความเจริญยังเข้ามาไม่ถึงพวกเรา จำได้ว่า ไฟฟ้าเข้ามายังหมู่บ้านของเรา ประมาณ วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2527 ก่อนที่จะมีไฟฟ้าเข้ามาใช้ในหมู่บ้านพวกเรานั้น การเป็นอยู่ของพวกเรา ก็ยังมีวิถีชีวิต ตามมีตามเกิด แสงสว่างก็ได้อาศัยดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืน ก็ได้อาศัยตะเกียงน้ำมันก๊าด จะได้ดูทีวีสักครั้ง ก็เป็นเรื่องลำบากมาก จำได้ว่า ในสมัยเด็ก บ้านที่มีทีวีเป็นเครื่องแรกของหมู่บ้านก็คือ บ้านของพ่อหมอเป็ง แม่ปัน สุทธอาษา ซึ่งเมื่อก่อนมีบ้านอยู่ตรง สี่แยกใกล้บ้านพ่อหลวงเหลี่ยม รุ่งเรืองในปัจจุบัน ในสมัยนั้นการดูทีวีต้องใช้แบตเตอรรี่ และมีการเก็บค่าเข้าชม จำได้ว่าคนละ 25 สตางค์ จะได้ดูแต่ละครั้งต้องเข้าคิวกันเป็นแถว การเดินทางไปโรงเรียนของพวกเรา ที่ต้องใช้การเดินเป็นหลัก เพราะโรงเรียนของพวกเรา คือโรงเรียนบ้านโจ้โก้ สำหรับพวกเราแล้ว อยู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ก็ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร สำหรับเส้นทางหลักของพวกเราในการเดินไปโรงเรียน ก็คงจะเป็นทางลัดกลางทุ่งนา เพราะสมัยก่อนเส้นทางรถที่ผ่านหน้าป่าช้านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหลุมเป็นบ่อ ในฤดูฝนก็จะเป็นโคลนลื่น ส่วนในหน้าร้อนก็จะมีแต่ฝุ่นสีแดง ทำให้พวกเราต้องหนีไปทางลัดทุ่งนาแถวทุ่งใหม่แทน เพราะเป็นระยะทางที่ใกล้กว่า แต่ก็ยังต้องเจออุปสรรคบ่อยๆนั่นก็คือ เสื้อกางเกง ก็ต้องติดหญ้าก่อน หญ้าเข็มแม่หม้ายบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ที่เด็กๆอย่างพวกเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ในตอนเย็นๆ วันไหนที่ยังไม่รีบกลับบ้าน การละเล่นกลางทุ่งนา ก็เป็นความสนุกสนานอีกอย่างหนึ่ง ทั้งการแข่งขันการขุดบ่น้ำ การเล่นเกมส์การละเล่นแบบเด็กๆ และพวกเรามักจะกลับบ้านกันเป็นกลุ่ม ดังนั้น พวกเราจึงมีเพื่อนที่สนิทอยู่เสมอ

เป็นการเล่าถึงอดีตเล็กๆน้อยๆ ซึ่งหลายคนอาจจะมีเรื่องเล่ามากกว่านี้ จวบจนหลายคนเรียนจบชั้นประถม ซึ่งพวกเราหลายคน สำหรับเพื่อนๆที่พอมีฐานะหน่อย พ่อแม่ก็จะส่งให้เรียน แต่ส่วนใหญ่แล้ว หมู่บ้านเราก็จะมีฐานะใกล้เคียงกัน เมื่อจบชั้นประถม ก็ไม่ค่อยมีใครได้เรียนกัน ผู้ชายหลายคนก็ได้ไปบวชเรียน หลายคนก็ได้ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา จวบจนกระทั่งอายุได้ 15 ปีขึ้นไป ก็จะหาลู่ทาง ออกมาหางานทำที่ต่างจังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร อันเป็นเมืองหลวงของประเทศ และเป็นมหานครหลัก เป็นความหวังของหนุ่มใหญ่สาวน้อย ที่ต้องการไปแสวงหาโชคลาภ เพื่อการหาเงินหาทอง ส่งไปให้พ่อแม่พี่น้องได้ใช้จ่ายกันในแต่ละครอบครัว หลายชีวิตเมื่อออกจากบ้านมา ก็ได้ไปขายแรงงานอยู่ต่างถิ่น จวบจนเวลาล่วงเลย หลายคนไปพบรัก ไปเจอคู่ครอง และได้แต่งงานได้ย้ายไปอยู่ต่างถิ่นต่างฐาน อยู่ต่างจังหวัด ต่างภาคบ้าง นั่นก็เป็นวิถีทางของมนุษย์ ที่ต้องก้าวเดินไม่หยุดอยู่กับที่ หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิต ร่ำรวยเงินทองกลับมาสร้างบ้านตั้งรกรากปักฐานยังบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง หลายคนกลับมาพร้อมกับหยดน้ำตา หลายชีวากลับมาแค่ร่างอันไร้วิญญาณ หลายคนกลับมาแค่ห่อกระดูกก็มี แต่ก็ยังดีที่ยังไม่ได้กลับมาสู่ถิ่นฐานแหล่งกำเนิดของเราเลย ก็อย่างที่บอกแหล่ะครับ เราเลือกเกิดไม่ได้ เพราะบางคนไปเจอะเจอคนดี บางคนไปถูกกดขี่ข่มเหง บางคนไปทำงานที่ฝืนความรู้สึกของตนเองก็มี เพราะเลือกได้ ผมคิดว่า คงไม่มีใครอยากจะกลับบ้านของตนเอง ด้วยร่างที่ไร้วิญญาณแน่นอน

แต่ก็มีอีกหลายคนหลายท่านที่มีความคิดไม่เหมือนใคร ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าเขาใช้สมองส่วนไหนคิด บางคนพากันโกรธ ที่ตนเองเกิดมาเป็นเด็กบ้านนอก เกิดมาที่ต้องมาเจอกับความลำบากยากเข็ญ พอได้มาอยู่ในสังคมที่เจริญกว่า ก็พากันลืมบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ไม่กล้าประกาศ ไม่กล้าแม้จะพูดภาษาของตนเอง ไม่คบไม่พูดจากับคนบ้านเดียวกัน ทำเป็นไม่รู้จัก ไม่อยากคบหา จริงอยู่ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ที่จะลืมกำพืดตัวเอง แต่มันก็คงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยขึ้นสักเท่าไหร่ แต่นั่น ก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ที่คุณมีสิทธิ์จะเลือก ที่แต่ละคนจะยกมากล่าวอ้างกัน

แต่สำหรับความคิดของผู้เขียนแล้ว จิตใจ จิตใต้สำนึก ความรู้สึกนึกคิด มันไม่มีใครสามารถบังคับใครได้หรอก นอกจากตัวเราเองจะเป็นตัวกำหนดเอง หลายคนอาจจะอ้างว่า เมื่อเราไปอยู่ในที่ที่เจริญแล้ว เราก็ต้องเป็นไปตามวัฒนธรรมของเขา จริงอยู่อันนี้ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ผมว่า ชีวิตของผม อาจจะเจอะเจอกับประสบการณ์วัฒนธรรมและผู้คนมากกว่าใครหลายคนอีกก็เป็นได้ ผมได้เดินทางไปเกือบทั่วโลก เจอะเจอผู้คนมามากมาย ตั้งแต่ยาจกวณิพกพเนจรไจนกระทั่งอภิมหาเศรษฐี ได้คลุกคลี ร่วมทำกิจกรรม ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และได้พูดคุยในหลายๆเรื่องๆ ทำให้เข้าใจมนุษย์ทุกสังคมก็ว่าได้ แต่ทุกครั้งผมจะบอกทุกคนว่า ผมเป็นลูกชาวไร่ คนบ้านนอก เป็นคนเมือง พูดภาษาล้านนา ตลอด ผมไม่เคยนึกอาย ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ผมกลับมีความภาคภูมิใจด้วยช้ำไป ว่าเราก้าวมาถึงจุดนี้ได้ เป็นเพราะเราไม่ลืมกำพืดของตนเอง แต่กลับหลายคน พยายามจะลืมสิ่งเหล่านี้ หลายคนไปมีครอบครัว มักจะไม่สอนให้ลูกของตนเองใช้ภาษาพ่อภาษาแม่ของตนเอง กลัวลูกของตนเองมีปมด้อย เป็นต้น ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะเป็นความคิดที่ผิดก็ได้ ก็ว่ากันไปครับ สำหรับความคิดของมนุษย์

ณ ตอนนี้ ผมได้ริเริ่มความคิด สร้างจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้กับพี่น้องผองเพื่อนแล้ว ผมจะพยามยามทำเท่าที่ความสามารถของผมจะทำได้ แต่เฉพาะผมคนเดียวคงจะเหนื่อยไม่น้อย ผมจึงต้องการหาคนร่วมอุดมการณ์ ที่มีแนวคิดอย่างผม ช่วยกันส่งเสริมให้ความคิดความฝันของผม เป็นจริงขึ้นมาบ้าง ผมมีความคิดอยากให้ทุกคนที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ช่วยกันคนนึกถึงหมู่บ้านของเราบ้าง ผมเชื่อว่า หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน มีทั้งทรัพย์สินเงินทอง ก็อยากให้กลับไปช่วยพัฒนาหมู่บ้านของเราบ้าง อาจจะเป็นด้านช่วยเหลือกิจการด้านต่างๆ ทั้งส่งเสริมหมู่บ้านของเราให้เป็นที่รู้จัก หรืออาจจะสนับสนุนในเรื่องของการบริจาคในโครงการต่างๆของหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าหลายคน จะไม่มีความคิดกลับมาอยู่ยังบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเราแล้วก็ตาม
ณ ที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ของเราแห่งนี้ยังรอความหวังจาก พ่อแม่พี่น้องผองเพื่อน มาร่วมกันสร้างสิ่งที่ดีงาม ในความคิดของผมอยากให้ทุกคน อย่างน้อยที่สุด ได้กลับมาเยี่ยมหมู่บ้านของเราอย่างน้อยปีละครั้งก็ได้ มาขอศีลขอพรจากลุงฟ้าน้าอา พ่ออุ้ยแม่อุ้ย ที่หลายคนพากันลืม อยากจะให้พวกเราติดต่อกันไว้บ้าง อย่าต่างคนต่างเร่งตั้งหน้าตั้งตาหาเงินอย่างเดียว ควรมีสังคม พบปะเพื่อนฝูงพี่น้องคนบ้านเดียวกันบ้าง ผมได้เห็นผู้คนในหมู่บ้านอื่นเขามีความสมัครสมานสามัคคีกัน เมื่อออกมาอยู่ต่างถิ่น บางครั้งผมยังอยากจัดกิจกรรมหลายๆอย่างให้พวกเรามีส่วนร่วมกันด้วย ตอนนี้ผมได้เปิดเว็ปไซต์ ประจะหมู่บ้านของเราขึ้นมาหลายปีแล้ว ก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุด ก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อ พี่น้องผองเพื่อนของเราที่อยู่ไกล ไม่ทราบความเป็นไป ของหมู่บ้านของเรา ก็จะได้รับทราบและติดตามข่าวสาส์นของบ้านเราอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่รู้ว่าเว็ปไซต์ของเรา จะอยู่ได้ไปนานสักแค่ไหน เนื่องด้วยก็มีค่าใช้จ่าย และต้องมีคนดูและอยู่เป็นประจำ อีกทั้งต้องมีคนคอยส่งข่าวและกิจกรรมในหมู่บ้านของเรา ก็ได้แต่หวังไว้ว่า ในอนาคต หากความเจริญก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น การสื่อสารของพวกเราอาจจะมีมากกว่ากว่านี้

ผมอยากให้หมู่บ้านของเรามีการพัฒนาไปพร้อมกับการรักษาวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของพวกเราเอาไว้ให้ได้นานที่สุด ณ เวลานี้หมู่บ้านของเรา ก็ได้ชื่อว่า เป็นหมู่บ้านที่มีความเจริญในระดับหนึ่ง มีความสามัคคีในหมู่บ้าน ซึ่งก็เป็นที่ชื่นชมของผู้คนต่างบ้านที่มักพูดกันเสมอว่า หมู่บ้านของเรามีความสามัคคี มีการงานอะไรก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ ทำให้โครงการหลายๆโครงการ สำเร็จไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องมีการจ้างแรงงาน และพวกเราก็มีความภาคภูมิใจในแต่ละโครงการของพวกเราด้วย เช่น โครงการต่อน้ำประปาภูเขาจากห้วยเฮี้ย มาสู่หมู่บ้านของเรา ทำให้ปัจจุบัน พวกเรามีน้ำใช้น้ำกินอย่างเพียงพอตลอดปี สามารถใช้น้ำในการอุปโภค ใช้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เป็นเศรษฐกิจพอเพียง และผมก็มีความคิด ความฝัน ที่ต้องการจะสร้างศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ของหมู่บ้านของเรา แต่ไม่รู้ว่าความคิดความฝันของผมจะมีคนช่วยสานต่อหรือไม่ ผมต้องการพื้นพู ศิลปวัฒนธรรมล้านนาของเรา ให้ลูกหลานของเรา ได้เรียนรู้และสืบต่อไปเรื่อยๆ เพราะผมคิดว่าบ้านเรายังมีปราชญ์อีกหลายท่านที่มีความเชียวชาญในด้านนี้ แต่ไม่มีโครงการรวมกลุ่ม และอีกโครงการที่ผมจะพยายามทำให้ได้คือ การ การให้ชาวบ้านหันมาใช้ชีวิตแบบเกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ เกษตรพอเพียง ซึ่งก็คงเป็นเรื่องอนาคต ที่จะพยายามผลักดันให้ได้ ก็ได้แต่หวังว่า พี่น้องต่างถิ่น ที่แยกย้ายกันไปทำมาหากิน จะร่วมด้วยช่วยกัน ในการผลักดันโครงการเหล่านี้ให้สำเร็จนะครับ สุดท้ายก็ขอฝากไว้ว่า อย่าลืมบ้านเกษตรสมบูรณ์ ของพวกเรา นะครับ

นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา

ท่าน สามารถอ่านบทความของเว็ปมาสเตอร์ได้ที่นี่ ครับมีหลายตอนให้ท่านเลือกอ่าน ก็อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน มีสาระบ้าง ไม่มีบ้างก็อย่าได้ว่ากันนะครับ ไม่มีเจตนาใดใดแอบแฝง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็ขออนุโมทนาด้วยนะครับ



คลิ๊กอ่านแต่ละตอนได้เลยนะครับ...  ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่ 3 ตอนที่ 4 ตอนที่ 5 ตอนที่ 6 ตอนที่ 7 ตอนที่  8
ตอนที่ 9
ตอนที่ 10 ตอนที่ 11 ตอนที่ 12 ตอนที่ 13

ลิงค์ไปคุยกันนที่ Face Book นะครับ
หรือคุยผ่าน MSN ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ยินดีคุยกับทุกคนครับ หรือต้องการติดต่อกับพี่น้องคนบ้านเกษตรสมบูรณ์ของเรา ก็ติดต่อได้ที่นี่นะครับ ...คลิ๊กตรงนี้เลยครับ คนบ้านเดียวกัน
ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้นะครับ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงที่ดียิ่งขึ้น แต่ขอร้องให้ทำตามกฏระเบียบข้อตกลงของเว็ปเราด้วยนะครับ ใครที่ไม่เข้าใจกฏของเรา คลีกไปอ่านที่นี่ได้นะครับ http://www.kasetsomboon.org/th/2009-05-24-09-17-18/2009-05-24-15-48-55.html ขอขอบคุณครับที่ติดตามอ่านผลงานของผม ยังเหลืออีกเยอะแยะครับ จะหาโอกาสมานั่งพิมพ์ให้ท่านได้อ่านกันนะครับ

อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะครับ นี่แค่เป็นการเกริ่นเริ่มต้นของบทความ ยังมีต่ออีกเยอะ จะหาเวลามาพิมพ์ พร้อมอัพเดทภาพประกอบให้น่าสนใจ มีข้อแนะนำติชม หรือ ช่วยกันตรวจปรุ๊พ แล้วส่งไปที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน จักขอบพระคุณยิ่ง ท.ทิวเทือกเขา

Comments

Please login to post comments or replies.
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

รวมภาพต่างๆ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
Online (20 minutes ago): 29
Your IP: 38.107.179.244
,
Now is: 2012-05-22 18:31
เรามี 23 บุคคลทั่วไป ออนไลน์